ทักษะการสื่อสาร
ถ้าแบ่งทักษะการสื่อสารเป็น 4 อย่าง ก็จะได้เป็น ฟัง พูด อ่าน เขียน
แล้วถ้าจะจับคู่ว่าอะไรเกี่ยวข้องกันมากที่สุด ก็คงจะได้เป็น ฟัง-พูด กับ อ่าน-เขียน
จริงๆ แล้วเราอาจจะพูดได้ว่า อ่าน กับ เขียน นั้นเป็นสิ่งๆ เดียวกันเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นเดี๋ยวเรามาว่ากันอีกทีหนึ่ง
เปรียบเทียบกับสมัยก่อน
เราต้องยอมรับความจริงกันว่าเด็กไทยปัจจุบัน (ซึ่งความจริงก็คือคนไทยโดยส่วนมากนั่นแหละ) ไม่รักการอ่าน หากจะเปรียบเทียบกับคนรุ่นก่อน ในยุคเก่า สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ‘หนังสือ’ จึงดูเหมือนเป็นไม่กี่ช่องทางที่จะทำให้คนสามารถหาความรู้ ติดตามข่าวสาร หาความบันเทิง หรือแม้กระทั่งนำมาเป็นหัวข้อในวงสนทนาหรือจะได้สามารถเข้าร่วมวงสนทนาได้ (ในกรณีที่เป็นข่าวสารหรือวรรณกรรม)
พอมาปัจจุบัน การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้มีสื่อและเครื่องบันเทิงต่างๆ มากขึ้น เรากำลังมีโทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเกม โทรศัพท์มือถือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
เวลาว่างของคนปัจจุบันจึงสามารถผลาญไปได้ด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงชีวิตประจำวันเราก็ต้องพึ่งสื่อหลากหลายรูปแบบ หนังสือจึงไม่ได้เป็นช่องทางเดียวในการติดต่อกับสังคมอีกต่อไป การณ์ยังกลับกลายเป็นว่า การอ่านหนังสือจะกลายเป็นการตัดตัวเองขาดออกจากสังคมอีกต่างหาก
ด้วยการเติบโตของสิ่งต่างๆ มากมายเหล่านี้เอง ทำให้คนอยู่ในสภาวะ ‘ข้อมูลท่วม’ และ ‘สมาธิสั้น’ ข้อมูลและการสื่อสารมากมายได้ไหลล้นท้นถั่งเข้าสู่พวกเราโดยไม่อาจห้ามปราม และสุดท้ายต้องยอมจำนนกับกระแสเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีและวัตถุนิยม
การอ่านสำคัญอย่างไร?
ถึงแม้หลายคนจะอยากหลีกเลี่ยง แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า องค์ความรู้บางอย่างสามารถหาได้จากการอ่านเพียงเท่านั้น
พูดในแง่การศึกษาหาข้อมูลและความรู้, อย่างง่ายที่สุด, หากเราจะต้องการศึกษาตำราเรียนสักวิชา การอ่านดูจะเป็นวิธีเดียว เพราะไม่ว่าจะมีการอัดเลคเชอร์เพื่อมาฟังหรือการดูสารคดี สุดท้ายแล้ว การอ้างอิงและการจดบันทึกก็ต้องทำออกมาเป็นรูปลักษณ์ของตัวหนังสืออยู่ดี และการอ่านก็เป็นวิธีการเดียวที่จะเข้าถึงตัวหนังสือเหล่านั้นได้
ในแง่การสื่อสาร, เราไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าวิธีการสื่อสารด้วยการฟัง-พูดนั้น ‘ตื้นเขิน’ หากเป็นการสนทนาที่เป็นหัวข้อง่ายๆ สั้นๆ ในชีวิตประจำวัน ฟัง-พูด ก็เป็นหนทางที่เหมาะควร แต่ถ้าหากเราต้องสนทนาเรื่องที่ซับซ้อน ยืดยาว และต้องการการเรียบเรียงหรือการจัดระบบความคิดมาก การอ่าน-เขียนดูจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า (เพราะเรามีเวลาเตรียมตัว เรียบเรียงและจัดระเบียบข้อมูลก่อนจะถ่ายทอด ต่างกับการพูดคุยธรรมดาที่มีข้อจำกัดหลายๆ ประการทั้งเวลา สถานที่ และอื่นๆ)
ที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นว่า การอ่าน-เขียน เหมือนเป็นสิ่งเดียวกันก็เพราะว่า ในแง่การสื่อสาร หากต้องการสื่อความคิดโดยเราเป็นผู้เริ่มสื่อ เราจะต้อง ‘อ่าน’ ความคิดของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือ (หรือเรื่องบางเรื่องก็ซับซ้อนขนาดดึงแค่ข้อมูลดิบๆ คร่าวๆ จากในหัวมาจดลงกระดาษให้เห็นภาพแล้วจึงค่อยเรียบเรียงอีกทีก็ยังมี)
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการอ่าน-เขียนนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
นอกจากนั้น การอ่าน-เขียนนั้น คือการที่สมองได้ทำงานอยู่กับ ‘การจัดระบบระเบียบข้อมูล’ ตลอดเวลาหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงข้อมูลในหัวเพื่อเขียน หรือการอ่านแล้วตีความ ย่อยข้อมูล และเรียบเรียงข้อมูลเข้าหัวตัวเอง เมื่ออ่านบ่อยๆ และสมองได้ฝึก ‘คิด’ บ่อยๆ เราก็สามารถเรียก (แบบภาษาชาวบ้าน) ได้ว่า ‘ฉลาดขึ้น’
นอกจากนี้ การอ่านยังจำเป็นต้องมีวิจารณญาณ อ่านหนังสือให้แตก และอ่านอย่างหลากหลาย รวมถึงสามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ได้
การอ่านอย่างหลากหลายก็เหมือนการได้เปิดตัวเองเข้่าสู่โลกแบบต่างๆ เราจะได้เห็นมุมมองต่างๆ มากขึ้น และเมื่อเกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณพร้อมกับการอ่านอย่างหลากหลายแล้ว เราจะมี ‘มิติทางความคิด’ มากขึ้น
‘มิติทางความคิดมาก’ กับ ‘ใจกว้าง’ นั้นผมว่าใกล้เคียงกัน การอ่านมากได้รับข้อมูลมาก ได้ตกตะกอนข้อมูลมาก เกิดมิติทางความคิดมาก แยกแยะสิ่งต่างๆ ได้มาก ได้รับรู้มุมมองต่างๆ มาก จะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เข้าใจความหลากหลายในโลก และมีแนวโน้มที่จะทำให้เรา ‘ยอมรับ’ ความหลากหลายและสามารถเปิดใจได้กว้างขึ้น (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์) และถ้าหากมนุษย์ในโลกสามารถเปิดใจยอมรับกันได้แล้วล่ะก็ ลองคิดดูสิครับว่าโลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน
สุนทรียภาพในการอ่าน
สำหรับ ‘วรรณกรรม’ นั้น ไม่ใช่หนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างโจ่งแจ้งหรือเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้อย่างตำราเรียน แต่ว่าวรรณกรรมนั้น ในแง่ความบันเทิง, ต้องการการอ่านอย่างดื่มด่ำ ต้องการการอ่านอย่างมีอารมณ์ร่วม ละเมียดละไมในรสภาษา และละเอียดอ่อนกับความงามของมัน ในแง่นี้แล้ว วรรณกรรมไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องมือขัดเกลาจิตใจมนุษย์ ช่วยให้จิตใจมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น
นอกจากนี้ วรรณกรรมยังมีหน้าที่อื่นนอกจากสร้างสุนทรียภาพอีก วรรณกรรมนั้นโดยส่วนมากจะเป็นสารอย่างหนึ่งจากผู้เขียนถึงผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนภาพปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดจิตสำนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา และแน่นอนว่าวรรณกรรมที่ดีหลายชิ้นต้องการจะส่งสารบางอย่างให้มนุษย์ช่วยกันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น
ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งผู้อ่านอ่านมามาก มีประสบการณ์การอ่านสูง อ่านอย่างแตกฉาน และสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้ ก็ยิ่งทำให้อ่านได้อย่างเข้าใจสารมากขึ้นและเกิดสุนทรียภาพในการอ่านมากขึ้น
ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านในปัจจุบัน