ยอมรับกันหรือเปล่าว่าชีวิตมนุษย์เรานั้นช่างกระจ้อยร่อยนัก?
 

ยอมรับกันไหมว่า เมื่อเทียบกับดาวพราวพร่างอันมากมหาศาลนั้น ตัวเรากระจิริดเสียยิ่งกว่าเศษฝุ่นผงที่ปลิวคว้างในเวิ้งจักรวาลไพศาล

บางครั้งเรายอมรับความจริงเหล่านี้ พร้อมๆกับที่หลายครั้งก็ลืมตัว หลงคิดว่าตนยิ่งใหญ่ คิดว่าชีวิตตนสำคัญนักหนาและพร้อมจะทะเยอทะยานยิ่งใหญ่อยู่เสมอ

เราแทบทุกคนมีความทะยานอยาก มากน้อยต่างกันไป

ไม่ว่าจะปริมาณเท่าใด บ่อยครั้งที่ความทะเยอทะยานกับกิเลสความอยากส่วนตัวแยกจากกันไม่ออก

หลายคนทะยานอยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จนดูคล้ายมีความฝันอันยิ่งใหญ่ 

แต่แท้จริงแล้ว ความฝันที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ในชีวิตกระจ้อยร่อยของมนุษย์นั้น จะยิ่งใหญ่ได้สักแค่ไหนกันเชียว?

คนบางคนทะเยอทะยานสูงส่งจนต้องเหยียบย่ำผู้อื่น ต้องใช้เท้ากวาดสิ่งรอบข้างที่เกะกะขวางทางทิ้งไป หรือกระทั่งกระทืบทำลายจนแหลกราญเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขวางทางต่อจุดหมายที่ตนคิดว่ายิ่งใหญ่

แต่แท้จริงแล้ว ความฝันที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ในชีวิตกระจ้อยร่อยของมนุษย์นั้น จะยิ่งใหญ่ได้สักแค่ไหนกันเชียว?

มนุษย์ลืมตามีชีวิตบนโลกและดำรงอยู่บนโลก ชีวิตต้องพึ่งพิงสรรพสิ่งบนโลกและเพื่อนร่วมโลก ทุกสิ่งทุกอย่างต่างเกื้อกูลกัน และการดำรงอยู่ของสิ่งๆหนึ่งก็มีผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การดำรงอยู่ของคนหนึ่งคนก็มีผลกระทบต่อคนอื่นๆและสิ่งอื่นๆ

เรายังสูดเอาลมหายใจของโลก และต้องพึ่งพิงเพื่อนร่วมโลก

เช่นนั้นแล้วเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกและเพื่อนร่วมโลกได้หรือ?

เช่นนั้นแล้วเราจะยังแสร้งทำเป็นว่าชีวิตของเรานั้นสำคัญกว่าชีวิตคนอื่น ไม่รับรู้ไม่ใส่ใจในความเป็นไปของชีวิตอื่นๆได้อีกหรือ?

เช่นนั้นแล้วเรายังคิดว่าความทะเยอทะยานและความใฝ่ฝันของเรายิ่งใหญ่-ยิ่งใหญ่จนสามารถเหยียบย่ำชีวิตรอบข้างและแสร้งไม่ใส่ใจชีวิตอื่นๆความฝันอื่นๆได้อีกหรือ?

ประโยคที่ว่า "ชีวิตใครชีวิตมัน" ยังควรจะหลุดออกมาจากปากพวกเราอีกหรือ?

ความคิดที่ว่า  "อย่าปล่อยให้ใครมาขัดขวางความฝัน ใครเข้ามาต้องเขี่ยให้ทิ้งไป" ยังควรจะผุดขึ้นมาในสมองพวกเราอีกหรือ?

ความฝันของเรามีค่าถึงขนาดยอมทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่่อตัวเอง แม้จะเบียดเบียนผู้อื่น ปิดกั้นโอกาสของผู้อื่น กระทั่งส่งผลร้ายต่อผู้อื่น เชียวหรือ?

 

ความฝันของเรา...

 

สำคัญเพียงนั้นเชียวหรือ? 

 

 

Garnet and Zidane embrace at the end of the game

  

ย่างโดดเดี่ยวเที่ยวค้นในหม่นมิด
ร่องรอยรักสลักจิตเคยชิดใกล้
ต่อเศษหักถักทอประสานใย
ฟื้นทำนองที่สูญไปจากใจฉัน

บนทางเราที่พวกเขาได้ก้าวผ่าน
เราพบพานเราสานมิตรไม่คิดหวั่น
เราหัวเราะเราร้องไห้ใกล้ๆ กัน
จนถึงวันต้องลาจากพรากกันไป

แล้วใครเล่าจะยินเสียงแห่งเรื่องราว
ที่ใครเล่าจะบอกกล่าวเอ่ยเอื้อนไว้
ปล่อยให้เสียงก้องกราวราวเลือนไป
แล้วสุดท้ายจึงเผยผายคลายออกมา

ในผลึกความทรงจำอันล้ำลึก
สะท้อนภาพคำนึงนึกไม่เลือนพร่า
ถึงสัมผัสมือเธอที่ยื่นมา
แม้ร้างลาฉันเชื่อว่าเธอจำมั่น

เสนาะเสียงอดีตกาลอันผ่านเลย
ยังเอื้อนเอ่ยท่วงทำนองปรองเธอและฉัน
ร่างแนบใจกายอิงจิตชิดสัมพันธ์
นานนิรันดร์ราวฟากฟ้านภาไกล

  

องเบื้องนอกมวลวิหคยังผกผิน
คล้ายโบยบินล้อหลอกหยอกปุยไหม
จึงนึกปล่อยความทรงจำติดปีกไป
แล้วรอคอยดูวันใหม่ที่กรายมา

ในผลึกความทรงจำอันสุกใส
จำได้ไหม? เราเคยรักเคยห่วงหา
นี่คงเป็นโชคลิขิตชะตาฟ้า
ที่สาปมาให้เรารักแล้วพรากกัน

เสนาะเสียงอดีตกาลอันผ่านเลย
ยังเอื้อนเอ่ยท่วงทำนองปรองเธอและฉัน
ร่างแนบใจกายอิงจิตชิดสัมพันธ์
นานนิรันดร์ราวฟากฟ้านภาไกล

หากถึงคราฉันลาโลกไว้เบื้องหลัง
รู้เธอยังจำเพลงของสองเราได้
อนาคตจะอีกไกลแสนไกล
ท่วงทำนองยังฝังใจไม่เคยจาง

โอ้…ท่วงทำนองแห่งชีวิต
วิ่งเวียนวนโอบดวงจิตตรึงติดร่าง
คล้ายส่องแสงประทับฟ้าไม่เลือนลาง
อย่างหมู่ดาวพราวพร่างนิจนิรันดร์

     


  ---------------------------------------------------------------

Note  โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่ายังเขียนงานชิ้นนี้ออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก (รวมทั้งยังแปลและเรียบเรียงเนื้อความได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย) แต่ก็เอามาโพสต์ไว้ ใครชอบไม่ชอบอย่างไรติชมได้ขอรับ ^ ^ (แบบว่าสุดความสามารถแล้วน่ะ...) 

 

อัศวิน - หญิงสาว

posted on 11 May 2008 12:34 by seta-brahms  in Theater-of-the-Absurd

อัศวินผู้หนึ่งขี่ม้าผ่านหมู่บ้านที่เพิ่งผ่านสงคราม                                                                                             

สตรีนางหนึ่งนอนทุรนทุรายอยู่ 

อัศวินลงจากหลังม้า 
“เจ็บมากไหมท่าน ?” 

“เจ็บมาก...” 
นางตอบ 

 

อัศวินขึ้นบนหลังม้า และเดินทางต่อไป

 (2-IV-06) 

 
 
 
1

‘Shakugan no Shana’ หรือ ‘เนตรเพลิงชานะ’ เป็นไลท์โนเวลของ ยาชิจิโระ ทาคาฮาชิ ที่ตีพิมพ์ตอนแรกออกมาในปี 2002 จนต่อมาถูกดัดแปลงเป็นอะนิเมะแล้วออกอากาศในปี 2005

เรื่องราวของ Shana เกี่ยวกับการที่มีพวกปีศาจจากมิติอื่นเข้ามากิน ‘การดำรงอยู่’ ของมนุษย์ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ โลกก็จะถึงหายนะ ดังนั้น จึงต้องมีผู้ที่มากำจัดเหล่าปีศาจเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้โลกวิบัติ

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ เด็กหนุ่มมัธยมปลาย ซาไก ยูจิ ระหว่างทางกลับบ้านในวันที่แสนสงบวันหนึ่ง เขาก็ได้พบว่าอยู่ดีๆ บรรยากาศรอบตัวก็กลายเป็นสีแดงเพลิง และทุกสิ่งดูเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ จากนั้นผู้คนรอบตัวก็ถูกเพลิงสีฟ้าลุกโชนคลุมร่าง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวปีศาจอัปลักษณ์ที่ดูดกินเพลิงสีฟ้าเหล่านั้นเข้าไป จนในที่สุดการ ‘กิน’ ของปีศาจก็ถูกขัดขวางโดยเด็กสาวผมสีเพลิงคนหนึ่ง เธอต่อสู้กับปีศาจตนนั้นจนชนะ แล้วซ่อมแซมบ้านเมืองทั้งหมดก่อนจะสลายบรรยากาศสีแดงรอบๆ นั้นให้กลับสู่สภาพปกติ

พล็อตเริ่มต้นของเรื่องดูเหมือนพล็อตเชยๆ ทั่วไป ทว่าความจริงแล้ว Shana มีความซับซ้อนอยู่ภายในพล็อตซึ่งดูแวบแรกเหมือนเชย รวมทั้งมีประเด็นหลายอย่างที่น่าสนใจ

ในตอนแรกๆ ของเรื่องนั้น อาจจะต้องใช้ความพยายามกันสักเล็กน้อยในการทำความเข้าใจศัพท์เฉพาะอันมากมายในเรื่อง 

ยกตัวอย่างเช่นเราเรียกพวกปีศาจที่กินการดำรงอยู่ของมนุษย์ว่า ‘กุเสะโนะโทโมงาระ’ เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ตัวตนและการดำรงอยู่ของพวกเขาก็จะสลายไป-สลายไปราวกับว่าไม่เคยมีพวกเขาอยู่ ความทรงจำและหลักฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ผู้นั้นจะหายไปจากโลก และเพื่อป้องกันไม่ให้สมดุลของโลกทั้งพังทลายอย่างฉับพลัน จึงต้องมี ‘ทอร์ช’ ซึ่งเป็นตัวแทนของตัวตนคนๆ นั้น เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ทอร์ชจะเป็นเหมือนตัวแทนและค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ซึ่งก็คือการดำรงอยู่ของคนๆ นั้นจะค่อยๆ ถูกลบเลือนอย่างช้าๆ 

Alastor เคยอธิบายเหตุผลของการมีทอร์ชว่า หากพื้นดินที่เราอยู่หายไปอย่างฉับพลัน เราก็จะตกลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนพื้นดินให้กลายเป็นพื้นน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายไปทีละนิดๆ ก็จะส่งผลกระทบน้อยกว่า

ซาไก ยูจิ ก็เป็นทอร์ช...

เมื่อยูจิรู้ความจริง เขาก็ได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับความหมายเกี่ยวกับดำรงอยู่ของเขาในปัจจุบัน-ในฐานะทอร์ช และพยายามคิดหาหนทางไม่ให้การดำรงอยู่ของตัวเองต้องสลายไปอย่างไร้ความหมาย

และในที่สุดเขาก็จะได้ค้นพบวิธีการเหล่านั้นในอีกไม่นานต่อมา 

และในตอนแรก เขาก็ยังไม่ได้ค้นพบว่า ตัวเองเป็นทอร์ชที่พิเศษว่าทอร์ชอื่นๆ
 


 
2

ประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญของ Shana ก็คือเรื่องของ ‘ตัวตน’ และ ‘การดำรงอยู่’

ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของเรื่อง ยูจิกับชานะจะพูดบทสนทนาว่าด้วยตัวตนกันตลอดเวลา ถ้าจะว่ากันตามจริง การที่ยูจิพยายามตั้งชื่อ ‘ชานะ’ ให้กับนักรบสาวผมแดงหรือ Flmae Haze ผู้นี้ ก็เป็นการพยายามจะระบุและเข้าถึงตัวตนของเธอเหมือนกัน

ทว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะ Flame Haze หรือ ชานะ Torch หรือ ยูจิ ชื่อก็คงเป็นเพียง ‘คำเรียกแทน’ ของบุคคลหรือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่านั้น 

ยูจิ พยายามเรียกตัวเองว่า ยูจิ แต่ชานะกลับพยายามแย้งว่ายูจิตายไปนานแล้ว นายมันก็แค่ทอร์ช ที่เป็นตัวแทนของยูจิ แต่ยูจิก็แย้งตอบอีกว่า แต่สิ่งที่ฉันคิดที่ฉันรู้สึกรวมถึงความทรงจำทั้งหมดมันคือ ซาไก ยูจิ ชัดๆ คำตอบสุดท้ายของชานะก็คือ ก็แน่ล่ะ นายมันเป็นตัวแทนของเขานี่...

นี่จึงเป็นสิ่งที่นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับตัวตน...

คำถามที่ครอบคลุมที่สุดก็คือ “ทอร์ชซึ่งเป็นตัวแทนของคนๆ นั้น เป็นสิ่งเดียวกับตัวตนของคนๆ นั้นหรือเปล่า?”

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร สุดท้ายคนที่เป็นทอร์ชก็ต้องมอดดับและสลายหายไป รวมทั้งการ ‘เคยมีอยู่’ ของเขาก็ด้วย

ยูจิได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเขา ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ค้นพบว่า แม้ว่าการเคยมีอยู่ของเขาจะเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน แต่ว่าการกระทำของเขาซึ่งส่งผลต่อผู้อื่นนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้ 

(ในช่วงประมาณตอนที่ 3 ที่เค้าตัดสินใจให้ชานะใช้ไฟชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเพื่อช่วยเหลือชีวิตนักเรียนคนอื่น เป็นสิ่งที่เขามั่นใจว่า มันเป็นการใช้การดำรงอยู่ของเขาให้เกิดประโยชน์ และแม้การเคยมีตัวตนของเขาจะสลายไป ทว่าชีวิตของทุกคนที่ยังดำเนินต่อไปได้ก็เป็นหลักฐานแสดงว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีตัวตน)
 
 
 
3

ดูเหมือนปัญหา ‘เรื่องตัวตนและการดำรงอยู่’ ใน Shana จะพยายามทำให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเรา

ไม่ว่ามนุษย์อยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อโลกเพียงใดก็ตาม นั่นก็ไม่อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

เพราะแม้ในอนาคตอีกแสนนาน ชีวิตของเราจะดับหาย การมีตัวตนจะถูกลืมเลือน แต่ผลจากการกระทำและการมีอยู่ของเรานั้นส่งไปยังสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านทั้งบุคคล กาลเวลา และสถานที่ ผนวกกับความจริงที่ว่าประวัติศาสตร์นั้นขับเคลื่อนอนาคตเสมอ

ดังนั้นการมีอยู่ของเราจึงไม่เคยไร้ความหมาย 

แล้วเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกได้อย่างไร

ในเมื่อครั้งหนึ่ง

เรามีตัวตนดำรงอยู่ในโลก

 
เหตุผลที่ผมได้ยกประโยคคำถาม (ที่ดูกำลังจะกลายเป็นปัญหา) คลาสสิกนี้ขึ้นมา ไม่ได้เป็นเพราะว่าผมได้รับแรงบันดาลใจจากประโยคอันจำเจว่า “ปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือกันปีละ xx บรรทัด” หรือว่าผมมีส่วนได้ส่วนเสียในวงการธุรกิจหนังสือแต่อย่างใด แต่ว่าผมกำลังอยากจะฟังความเห็นของทุกๆ ท่านที่ได้เข้ามาเห็นข้อความนี้ อยากให้ทุกท่านได้ลองพยายามเกร็งเปลือกตาอย่าให้มันปิดในขณะที่ท่านกำลังจะอ่านสิ่งที่ผมนำเสนอข้างล่างนี้ แม้ว่าแลดูคร่าวๆ อาจจะดูยืดยาวและชวนเวียนหัวชวนหลับไปสักหน่อยก็ตาม แต่ผมก็อยากทราบและอยากฟังความคิดของท่านๆ รวมทั้งช่วยกันระดมหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ (ซึ่งดูเหมือนจะมีการพยายามแก้ปัญหากันมาหลายปีดีดักแล้วแต่ก็ยังทำกันได้ไม่สำเร็จ) หรือถ้าถ้าสุดท้ายหาวิถีทางไม่ได้ อย่างน้อยขอให้พวกเราได้มีส่วนช่วยเป็นเสียงเพียงเล็กน้อยในการกระตุ้นเตือนให้คนไทยรักการอ่านก็ยังดี หลังจากเกริ่นมายืดยาว ขอเริ่มละครับ 
 
ทักษะการสื่อสาร

ถ้าแบ่งทักษะการสื่อสารเป็น 4 อย่าง ก็จะได้เป็น ฟัง พูด อ่าน เขียน

แล้วถ้าจะจับคู่ว่าอะไรเกี่ยวข้องกันมากที่สุด ก็คงจะได้เป็น ฟัง-พูด กับ อ่าน-เขียน

จริงๆ แล้วเราอาจจะพูดได้ว่า อ่าน กับ เขียน นั้นเป็นสิ่งๆ เดียวกันเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นเดี๋ยวเรามาว่ากันอีกทีหนึ่ง

เปรียบเทียบกับสมัยก่อน

เราต้องยอมรับความจริงกันว่าเด็กไทยปัจจุบัน (ซึ่งความจริงก็คือคนไทยโดยส่วนมากนั่นแหละ) ไม่รักการอ่าน หากจะเปรียบเทียบกับคนรุ่นก่อน ในยุคเก่า สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ‘หนังสือ’ จึงดูเหมือนเป็นไม่กี่ช่องทางที่จะทำให้คนสามารถหาความรู้ ติดตามข่าวสาร หาความบันเทิง หรือแม้กระทั่งนำมาเป็นหัวข้อในวงสนทนาหรือจะได้สามารถเข้าร่วมวงสนทนาได้ (ในกรณีที่เป็นข่าวสารหรือวรรณกรรม) 

พอมาปัจจุบัน การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้มีสื่อและเครื่องบันเทิงต่างๆ มากขึ้น เรากำลังมีโทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเกม โทรศัพท์มือถือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 

เวลาว่างของคนปัจจุบันจึงสามารถผลาญไปได้ด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงชีวิตประจำวันเราก็ต้องพึ่งสื่อหลากหลายรูปแบบ หนังสือจึงไม่ได้เป็นช่องทางเดียวในการติดต่อกับสังคมอีกต่อไป การณ์ยังกลับกลายเป็นว่า การอ่านหนังสือจะกลายเป็นการตัดตัวเองขาดออกจากสังคมอีกต่างหาก 

ด้วยการเติบโตของสิ่งต่างๆ มากมายเหล่านี้เอง ทำให้คนอยู่ในสภาวะ ‘ข้อมูลท่วม’ และ ‘สมาธิสั้น’ ข้อมูลและการสื่อสารมากมายได้ไหลล้นท้นถั่งเข้าสู่พวกเราโดยไม่อาจห้ามปราม และสุดท้ายต้องยอมจำนนกับกระแสเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีและวัตถุนิยม

การอ่านสำคัญอย่างไร?

ถึงแม้หลายคนจะอยากหลีกเลี่ยง แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า องค์ความรู้บางอย่างสามารถหาได้จากการอ่านเพียงเท่านั้น

พูดในแง่การศึกษาหาข้อมูลและความรู้, อย่างง่ายที่สุด, หากเราจะต้องการศึกษาตำราเรียนสักวิชา การอ่านดูจะเป็นวิธีเดียว เพราะไม่ว่าจะมีการอัดเลคเชอร์เพื่อมาฟังหรือการดูสารคดี สุดท้ายแล้ว การอ้างอิงและการจดบันทึกก็ต้องทำออกมาเป็นรูปลักษณ์ของตัวหนังสืออยู่ดี และการอ่านก็เป็นวิธีการเดียวที่จะเข้าถึงตัวหนังสือเหล่านั้นได้

ในแง่การสื่อสาร, เราไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าวิธีการสื่อสารด้วยการฟัง-พูดนั้น ‘ตื้นเขิน’ หากเป็นการสนทนาที่เป็นหัวข้อง่ายๆ สั้นๆ ในชีวิตประจำวัน ฟัง-พูด ก็เป็นหนทางที่เหมาะควร แต่ถ้าหากเราต้องสนทนาเรื่องที่ซับซ้อน ยืดยาว และต้องการการเรียบเรียงหรือการจัดระบบความคิดมาก การอ่าน-เขียนดูจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า (เพราะเรามีเวลาเตรียมตัว เรียบเรียงและจัดระเบียบข้อมูลก่อนจะถ่ายทอด ต่างกับการพูดคุยธรรมดาที่มีข้อจำกัดหลายๆ ประการทั้งเวลา สถานที่ และอื่นๆ)

ที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นว่า การอ่าน-เขียน เหมือนเป็นสิ่งเดียวกันก็เพราะว่า ในแง่การสื่อสาร หากต้องการสื่อความคิดโดยเราเป็นผู้เริ่มสื่อ เราจะต้อง ‘อ่าน’ ความคิดของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือ (หรือเรื่องบางเรื่องก็ซับซ้อนขนาดดึงแค่ข้อมูลดิบๆ คร่าวๆ จากในหัวมาจดลงกระดาษให้เห็นภาพแล้วจึงค่อยเรียบเรียงอีกทีก็ยังมี) 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการอ่าน-เขียนนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก 

นอกจากนั้น การอ่าน-เขียนนั้น คือการที่สมองได้ทำงานอยู่กับ ‘การจัดระบบระเบียบข้อมูล’ ตลอดเวลาหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงข้อมูลในหัวเพื่อเขียน หรือการอ่านแล้วตีความ ย่อยข้อมูล และเรียบเรียงข้อมูลเข้าหัวตัวเอง เมื่ออ่านบ่อยๆ และสมองได้ฝึก ‘คิด’ บ่อยๆ เราก็สามารถเรียก (แบบภาษาชาวบ้าน) ได้ว่า ‘ฉลาดขึ้น’

นอกจากนี้ การอ่านยังจำเป็นต้องมีวิจารณญาณ อ่านหนังสือให้แตก และอ่านอย่างหลากหลาย รวมถึงสามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ได้

การอ่านอย่างหลากหลายก็เหมือนการได้เปิดตัวเองเข้่าสู่โลกแบบต่างๆ เราจะได้เห็นมุมมองต่างๆ มากขึ้น และเมื่อเกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณพร้อมกับการอ่านอย่างหลากหลายแล้ว เราจะมี ‘มิติทางความคิด’ มากขึ้น

‘มิติทางความคิดมาก’ กับ ‘ใจกว้าง’ นั้นผมว่าใกล้เคียงกัน การอ่านมากได้รับข้อมูลมาก ได้ตกตะกอนข้อมูลมาก เกิดมิติทางความคิดมาก แยกแยะสิ่งต่างๆ ได้มาก ได้รับรู้มุมมองต่างๆ มาก จะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เข้าใจความหลากหลายในโลก และมีแนวโน้มที่จะทำให้เรา ‘ยอมรับ’ ความหลากหลายและสามารถเปิดใจได้กว้างขึ้น (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์) และถ้าหากมนุษย์ในโลกสามารถเปิดใจยอมรับกันได้แล้วล่ะก็ ลองคิดดูสิครับว่าโลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน

สุนทรียภาพในการอ่าน

สำหรับ ‘วรรณกรรม’ นั้น ไม่ใช่หนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างโจ่งแจ้งหรือเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้อย่างตำราเรียน แต่ว่าวรรณกรรมนั้น ในแง่ความบันเทิง, ต้องการการอ่านอย่างดื่มด่ำ ต้องการการอ่านอย่างมีอารมณ์ร่วม ละเมียดละไมในรสภาษา และละเอียดอ่อนกับความงามของมัน ในแง่นี้แล้ว วรรณกรรมไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องมือขัดเกลาจิตใจมนุษย์ ช่วยให้จิตใจมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น 

นอกจากนี้ วรรณกรรมยังมีหน้าที่อื่นนอกจากสร้างสุนทรียภาพอีก วรรณกรรมนั้นโดยส่วนมากจะเป็นสารอย่างหนึ่งจากผู้เขียนถึงผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนภาพปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดจิตสำนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา และแน่นอนว่าวรรณกรรมที่ดีหลายชิ้นต้องการจะส่งสารบางอย่างให้มนุษย์ช่วยกันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งผู้อ่านอ่านมามาก มีประสบการณ์การอ่านสูง อ่านอย่างแตกฉาน และสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้ ก็ยิ่งทำให้อ่านได้อย่างเข้าใจสารมากขึ้นและเกิดสุนทรียภาพในการอ่านมากขึ้น 

ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านในปัจจุบัน

(นี่คือรายการของปัญหาเท่าที่สมองน้อยๆ ของผมจะคิดได้ในปัจจุบันขณะนี้ หากท่านใดรู้อะไรเพิ่มรบกวนช่วยกันบอกด้วยครับ)

- ปัญหาสำคัญอันดับแรกเลยคือ ‘การอ่านหนังสือไม่แตก’ หากไม่ได้รับการฝึกฝนหรือขัดเกลาดีๆ แล้วเกิดมีคนประเภทอ่านหนังสือไม่แตกตลอดชีวิตขึ้นมา เขาคนนั้นแม้ว่าจะอ่านหนังสือกี่พันกี่หมื่นเล่ม เขาก็จะไม่มีวันเข้าใจสารในหนังสือนั้นๆ ได้เลย และต่อให้เราจัดงานหนังสือทุกเดือนและคนแห่กันมาซื้อหนังสือมากแค่ไหน ถ้าคนส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่แตก นอกจากคุณค่าของหนังสือจะลดลงแล้ว อาจยังก่อให้เกิดการตีความหนังสือผิดและก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมาได้

- ปัญหาเกี่ยวกับการปลูกฝังการอ่านให้กับเด็กนักเรียน : บ่อยครั้งในโรงเรียนที่เด็กรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดและถูกบังคับให้อ่าน ทั้งตำราและวรรณกรรม ถ้าเด็กจะอ่านก็เพื่อให้เอาไปทำข้อสอบได้ (คิดดูสิว่ามันน่าเศร้าขนาดไหนที่อ่านวรรณกรรมอย่างเคร่งเครียดเพื่อจดจำรายละเอียดและเอาไปเก็งข้อสอบ...) นอกจากระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ใส่ใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการอ่านอย่างชัดเจนแล้ว ยังทำให้การอ่านกลายเป็นยาขมสำหรับเด็กอีกด้วย

- ปัญหาระดับระบบการศึกษา : จากที่เห็นกันมานาน เรากำลังเน้นการท่องจำและการอ่านอย่างงมงาย หากให้พูดอย่างสัตย์จริง ผมขอเรียกการเรียนประวัติศาสตร์แบบที่เรากำลังทำกันอยู่โดยส่วนใหญ่ว่า เป็น ‘การอ่านแบบงมงาย’ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามหรือสงสัยต่อข้อมูล บ่อยครั้งที่ให้จดจำรายละเอียดโดยแยกขาดจากบริบทสังคมปัจจุบันและศาสตร์อื่นๆ รวมทั้งบังคับให้เชื่อฝังใจในข้อมูลตามตำราอย่างไม่มีข้อโตแย้ง (ผมขอไม่พูดเรื่องการ make ประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ชาตินิยมก็แล้วกัน เดี๋ยวยิ่งยาว...) 

นอกจากนี้ ‘ข้อสอบ’ ที่มีคุณค่าเพียงการวัดผลการศึกษาตามความต้องการของระบบ ก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ข้อสอบปรนัยนั้นเป็นการ block ความคิดสร้างสรรค์และทัศนะส่วนบุคคลที่ได้ผลชะงัดที่สุด ‘สิ่งถูก-ผิด’ มีให้เลือกเพียงใน 4 ตัวเลือกเท่านั้น! ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วสถานการณ์หลายอย่างในสังคม ไม่มีข้อใดถูกที่สุดหรือผิดที่สุดเพียงข้อเดียว เพราะมันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องมาจากประวัติศาสตร์และบริบทต่างๆ อันซับซ้อนมากมาย ทว่าเด็กนักเรียนกลับถูกบังคับให้ ‘เลือก’ สิ่งถูกผิดเพียงข้อเดียวอยู่เกือบตลอดเวลา รวมทั้งมีน้อยครั้งที่จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ (และที่น่าเศร้าก็คือ ผมได้ยินมาว่า วิชาการอ่านแบบมีวิจารณญาณของมัธยมศึกษานั้น คำถามในหนังสือเป็นแบบปรนัย ให้อ่านเรื่องสั้นแล้วตอบคำถามซึ่งเป็นคำถามวิเคราะห์ แต่ดันมีคำตอบเป็นตัวเลือกแบบ ข้อใดถูกเพียงข้อเดียว มาให้เสียนี่...)

- ปัญหาเด็กเกลียดการอ่าน : อย่างกล่าวมาข้างต้น ว่าการเติบโตของเทคโนโลยีทำให้เด็กปัจจุบันมีอะไรให้ทำมากมาย มีการสื่อสารอย่างฟุ่มเฟือย ข้อมูลท่วม และสมาธิสั้น (จะมีเด็กกี่คนที่ตั้งใจอ่านบทความยืดยาวเปลืองพลังงานสมองในอินเทอร์เน็ต) และเมื่อการอ่านไม่ได้ถูกปลูกฝังและเด็กไม่เห็นความสำคัญตั้งแต่ต้น กิจกรรมที่ต้องตั้งสมาธิอย่างอ่านหนังสือจะถูกละเลยและถูกมองเป็นยาขมไป

- ปัญหาผู้ใหญ่ไร้วิสัยทัศน์ : เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนไม่รักกการอ่านและมองไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน จึงยากที่จะเกิดการแก้ปัญหาและการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง

- การส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนหลายๆ ที่นั้นเป็นเพียง trend และทำโดยละเลยจิตใจของนักเรียน ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ระบบการศึกษาทั้งระบบนั่นแหละ ที่ใส่ใจกับทฤษฎีและมุ่งเน้นการรับใช้ระบบมากเกินไปจนละเลยความสุขของผู้เรียน และไม่ใส่ใจจะมอบอิสระเสรีทางความคิดให้กับผู้เรียน

- ฯลฯ ซึ่งคงมีอีกมากมายแต่ ณ ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออก

สรุป

เนื่องจากว่ามันเป็นประเด็นที่ซับซ้อนมาก ผมจึงทำได้เพียงลิสต์ความคิดออกมาเป็นหัวข้อคร่าวๆ ได้แบบนี้เพียงเท่านั้น ต้องขออภัยหากมันไม่ครอบคลุม หรือมีช่องโหว่ หรืออ่านยาก 

ทีนี้ผมอยากลองฟังความเห็นของทุกท่านว่าทุกท่านมีความเห็นกับปัญหานี้อย่างไร และท่านมีแนวทางแก้ปัญหาที่ได้ลองคิดไว้ในหัวหรือไม่

ทั้งหมดนี้เพื่อจะให้ทุกคนรักการอ่าน

และสุดท้ายการอ่าน

จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น...