บทพร่ำเพ้อพรรณนา ภาค นิวยอร์ค : ผืนน้ำสีมรกต กับ ความคิดคำนึง
posted on 21 Oct 2010 09:56 by seta-brahmsนานแค่ไหนแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้นั่งจ้องมองผืนน้ำสีเขียวมรกตแบบนี้
การนั่งจ้องมองสิ่งที่ไม่ค่อยได้จ้องมองมันก็มักจะนำพาความทรงจำเก่าๆกลับมาเสมอๆ
แต่แทนที่ฉันจะนึกถึงผืนน้ำสีเขียวเขียวมรกตของทะเลที่ระยองครั้งล่าสุด ฉันกลับนึกย้อนไกลไปถึงทะเลที่เกาะช้าง อาจเป็นเพราะการเห็นหมู่เกาะเธาซันด์ไอส์แลนด์ ณ ตอนนี้ ทำให้ฉันนึกไปถึงเมื่อตอนนั้นที่ฉันลงเรืออย่างนี้ แล้วก็พลางคิดว่า คนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางมหาสมุทรแบบนี้เขาใช้ชีวิตแบบไหนนะ และถ้าหากเราใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดชีวิตจะเป็นยังไงกันนะ หรือถ้าหากชีวิตต้องเป็นแบบในหนังเรื่องวอเตอร์เวิลด์มันจะเป็นยังไงกันนะ
แล้วอากาศเย็นๆที่ฉันต้องนั่งปะทะต่อสู้กับมันนี้ก็พาให้ฉันนึกไปถึงเมื่อครั้งนั่งเรือในยามเช้าอันหนาวเย็นจากแผ่นดินอิตาลีไปยังเกาะเวนิซ สถานที่ๆฉันได้ลิ้มชิมไอศกรีมรสสตรัคชิอะเตลลาเป็นครั้งแรก และโบสถ์เซนต์มาร์คอันตระการตา ที่ซึ่งฉันมารู้เอาเมื่อหลายปีต่อมาว่าเป็นแหล่งกำเนิดดนตรีแบบเวเนเชียนโพลีคอราล ความจริงการนึกถึงทะเลกับอิตาลีซึ่งเป็นอดีตอาณาจักรโรมันนั้นก็ทำให้ฉันนึกถึงตำนานปรัมปราของกรีกและโรมันอย่างเทพโพไซดอน หรือเจสันกับเหล่าอาร์โกนอตส์ ใช่แล้ว เจสันที่ตามหาขนแกะทองคำนั่นแหละ เจสันที่ผจญภัยมาอย่างโชกโชนแล้วเมื่อเขานั่งพักพิงอิงเรืออาร์โกที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน เสากระโดงเรือที่เก่าคร่ำนั่นก็หักลงมาทับเขาตาย
ยิ่งนึกก็รู้สึกเสียดายทุกครั้งไปที่วีรบุรุษเหล่านี้สิ้นชีพอย่างน่าขันขื่น ไม่ว่าจะเป็นเบลเลโรฟอนที่สามารถครอบครองเพกาซัสและปราบคิเมราได้สำเร็จ แต่สุดท้ายก็ตายด้วยลักษณาการที่ตกลงมาจากหลังเพกาซัส หรืออย่างอะคิลลีสผู้ไร้เทียมทานที่ตายด้วยลูกธนูปักส้นเท้า แต่การตายอย่างน่าขันขื่นเหล่านั้นอาจจะไม่น่าเศร้าเท่าการมีชีวิตรอดผ่านการผจญภัยมายาวนานทั้งระยะทางและระยะเวลาแต่สุดท้ายต้องมาพบเจอเหตุการณ์อันน่าเศร้าอย่างการหวนคืนมาตุภูมิของโอดิสซิอุส หรือว่าแท้ที่จริงแล้วบทสุดท้ายของวีรบุรุษจำเป็นต้องเศร้า? อันที่จริงสำหรับฉันแล้ว ฉันว่าการเป็นวีรบุรุษผู้เศร้าสร้อยนั้นบางครั้งบางคราวก็ดูเท่ดีเหมือนกัน
การมองไปที่วิธีการตายของวีรบุรุษสำหรับหลายๆคนแล้วอาจจะไม่สนุกเท่าดูการผจญภัยของพวกเขา ไม่ว่าการผจญภัยในท้องทะเลในตำนานที่มีโพไซดอน มีไซเรน มีลีไวอาธัน มีเรือฟลายอิ้งดัตช์แมน มีผีเสื้อสมุทร หรือจะเป็นการผจญภัยต่อสู้กับท้องทะเลตามธรรมชาติและสัตว์ทะเลที่มีอยู่จริงๆ อย่างที่ตาเฒ่าซานติอาโกต่อสู้ใน ดิโอลด์แมนแอนด์เดอะซี ของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าตาเฒ่าซานติอาโกก็นับเป็นวีรบุรุษได้เหมือนกันนะ
ท้องทะเลในงานเขียนของเฮมิงเวย์เรื่องนี้อาจจะดูน่ากลัว แต่พอนึกถึงทะเลในงานเขียนของดอสโตเยฟสกีที่เขาบรรยายไว้ว่าเป็นทะเลสีเขียวมรกตใน ความฝันของคนวิกลจริต นั้นฉันรู้สึกว่าบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยทะเลนั้นช่างสงบสุข และเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ตลอดไป แต่ถ้านึกถึงบางอารมณ์ของโรบินสัน ครูโซ หรือชัค โนแลนด์ ในหนังเรื่องคาสต์อะเวย์ ที่แวดล้อมด้วยสภาพเดียวกัน นายชัคคนที่ฉันคิดว่าคล้ายๆกับโอดิสซีอุสในบางแง่มุมของเหตุการณ์น่ารันทดใจที่ค้องประสบพบเจอตอนที่เขาสามารถเดินทางกลับถึงบ้านได้นั่นแหละ ถ้าคิดถึงหัวอกพวกเขาแล้ว ฉันอาจจะเกลียดทะเลอย่างที่สุดก็เป็นได้นะ
จริงๆแล้ว ตอนที่ฉันนั่งพร่ำเพ้อถึงเร่ืองพวกนี้อยู่นั้น ฉันก็ยังไม่ได้รู้เลยว่า ในวันรุ่งขึ้นฉันจะได้ล่องแม่น้ำเพื่อไปชมเทพีเสรีภาพ บรรยากาศล่องแม่น้ำฮัดสันที่นิวยอร์คนี้คล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อกับเมื่อสักสิบห้าปีก่อนที่ฉันนั่งเรือล่องแม่น้ำแซนในกรุงปารีสที่ซึ่งมีเทพเสรีภาพอวดโฉมอยู่ เมฆหมอกที่เบียดคลุมท้องฟ้า ลมที่โหมแรง อากาศที่หนาวเย็น และฝนที่โปรยประปราย มันเกือบจะเป็นบรรยากาศเดียวกันเลย หรือว่าแท้จริงแล้วเทพีเสรีภาพมีอาถรรพ์? ถ้าหากเทพีเสรีภาพมีความศักดิ์สิทธิ์ใดๆแล้วล่ะก็ ฉันก็ไม่อยากให้เป็นอาถรรพ์เรียกฝน หากหล่อนเป็นเทพีเสรีภาพสมชื่อจริงๆล่ะก็ ฉันอยากจะวิงวอนขอเสรีภาพที่แท้จริง ใช่แล้ว เจ้าเสรีภาพที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่ค่อยจะแน่ใจนักว่ามันคืออะไรกันแน่นั่นแหละ อาจจะเป็นเสรีภาพแบบที่รุสโซอ้างอิงถึง หรือเป็นเสรีภาพในนิยามแบบของฌอง ปอล ซาตร์ หรือมันอาจจะเป็นเสรีภาพแบบที่เจ้าโจนาธาน ลิฟวิงสตัน ตัวนั้นค้นพบ ใช่ เจ้านางนวลตัวนั้นนั่นแหละ
ความจริงตอนที่ฉันจ้องมองผืนน้ำสีมรกตที่เธาซันด์ไอส์แลนด์ ก็มีนกนางนวลบินร่อนไปร่อนมา บ้างก็บินถลาลงไปใกล้ๆผิวน้ำ ตอนนั้นฉันนึกถึงโจนาธาน ลิฟวิงสตัน จริงๆนะ เจ้านกนางนวลที่ไม่ได้บินเพื่อที่จะหาอาหารแบบนางนวลตัวอื่นๆ หากแต่บินเพื่อที่จะบิน ป่านนี้ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล อาจจะกำลังบินอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้นะ เจ้าลุดวิก ฟอน วูล์ฟกัง อีแร้ง ก็อาจจะกำลังอ่านหนังสืออยู่ และเจ้าวิญญ์ ชวาทิต เต่าทะเล ก็อาจจะกำลังพยายามสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลที่ไหนสักที่ อาจจะเป็นท้องทะเลในตำนาน หรือท้องทะเลในโลกนี้ อาจจะเป็นท้องทะเลสีเขียวมรกต หรือท้องทะเลสีฟ้าคราม
ฉันเองก็ชอบสีฟ้าครามของผืนน้ำเหมือนกัน สีโปรดของฉันก็คือสีฟ้าหรือสีนำ้เงิน ฉันชอบระยับแดดที่ประกายอยู่บนแม่น้ำชาร์ลส์ระหว่างเมืองบอสตันกับเคมบริดจ์ ฉันชื่นชอบการมองทะเลสีฟ้าจนบางทีก็ชอบจินตนาการไปว่าแท้จริงแล้วท้องทะเลกับท้องฟ้านั้นเป็นภาพสะท้อนของกันและกัน ฉันไม่ชอบคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ประเภทอ้างอิงฟิสิกส์เกี่ยวกับช่วงคลื่นมันทำให้จินตนาการต้องกระเจิดกระเจิงและเปรอะเปื้อน มันจะผิดอะไรนักหรือถ้าหากฉันอยากจะเชื่อว่าน้ำกับฟ้ามันเป็นภาพสะท้อนกัน เหมือนที่เราทุกคนต่างเป็นภาพสะท้อนกันและกัน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมผืนน้ำสีฟ้าไม่ให้ความประทับใจกับฉันเท่ากับกับผืนน้ำสีเขียวมรกต
จะว่าไป ฉันเองก็ชอบสีเขียวแบบที่เรียกว่าอะความารีนอยู่เหมือนกัน และทุกครั้งที่นึกถึงสีเขียว ฉันก็มักจะนึกถึงเธอ อาจจะเป็นเพราะสีเขียวเป็นสีที่เธอเคยชอบกระมัง และนานๆทีมันก็ขุดเอาความภูมิใจเมื่อครั้งเก่าขึ้นมาว่าฉันค้นพบว่าเธอชอบสีเขียวก่อนที่เธอจะบอกหรือแสดงออกว่าเธอชอบสีเขียว และตอนที่เธอบอกว่าเธอกำลังเปลี่ยนไปชอบสีอื่นและกำลังเลือกอยู่ด้วยนั้นมันก็ทำให้ฉันแปลกใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ทว่า ความชอบนั่นเราเลือกได้ด้วยตัวเองหรือเปล่านะ? หรือมันเป็นอะไรที่สั่งสมมาด้วยสิ่งที่เราซึมซับมาจากสภาพแวดล้อมและเราประสบพบเจอ หรืออาจจะเป็นความชอบที่มีมาแต่กำเนิด? แต่ถ้านำเอาเรื่องนี้ไปถามซาตร์ ฉันเดาว่าคำตอบที่ได้ก็น่าจะเป็นอะไรประมาณว่าเรามีเสรีที่จะเลือก ถึงเรื่องบางอย่างที่เราเลือกไม่ได้เราก็ยังจะสามารถเลือกอะไรบางอย่างในสิ่งที่ไม่สามารถเลือกได้นั่น
เอาเถิด หลายๆเรื่องฉันเองก็ลืมไปแล้วเหมือนกันว่าสิ่งที่ฉันชอบ สิ่งที่ฉันรัก มันเป็นไปเองโดยที่ไม่ได้คิด หรือคิดโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นเพราะตั้งใจเลือก ช่างมันเถิด ยังไงก็ตามสิ่งที่รักชอบ มันก็รักชอบไปแล้วนี่ บางทีฉันก็เลยรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปตามหาต้นกำเนิดหรือสาเหตุว่าความรักชอบที่มีต่อทะลสีเขียวมรกต หรือที่มีต่อเธอ หรือที่มีต่อสิ่งใดๆก็ตามนั้นมันมาจากไหน ด้วยเหตุผลกลวิธีใด


