นาย...

ที่ปารีสเป็นยังไงบ้าง ?
ดูเหมือนว่าตั้งแต่นายไปอยู่ที่นั่น การที่เราจะติดต่อกันได้นั้นดูมันช่างแสนลำบากยากเย็นด้วยประการทั้งปวง ฉันจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าความเป็นอยู่ของจะนายเป็นยังไง ตอนนี้สุขภาพดีอยู่ไหม เพื่อนต่างแดนเป็นเช่นไร เมื่อไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบบ่อยนัก ความพะวงต่างๆ นานาก็เกิดขึ้นเป็นอยู่เป็นระยะๆ

ฉันอยากรู้ว่าสภาพบ้านเมืองในปารีสที่นายอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ปารีสในความทรงจำของฉันนั้นรางเลือนเต็มทน 
การที่จะเข้าไปค้นความทรงจำที่เคยแจ่มชัดเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วขึ้นมาปัดฝุ่นให้มันชัดเจนและสวยสดเหมือนคราวเพิ่งได้ประสบพบเห็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม หลักฐานในรูปถ่ายเก่าๆ เหล่านั้นก็แสดงภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ยุโรปที่ดูหรูหราวิจิตร บรรยากาศเมืองดูเก่าแก่แต่ก็ไม่ล้าหลัง 

รูปเหล่านั้นพอทำให้ฉันหวนรำลึกได้ถึงลมกรรโชกที่โกรกแรงๆ เข้าใส่ขณะที่ฉันยืนอยู่บนเรือล่องแม่น้ำแซนในวันฟ้าครึ้มด้วยเมฆเทาหม่น เทพีเสรีภาพยืนอวดโฉมด้วยความสง่าผ่านสายตาไปในสักห้วงนาทีหนึ่ง ต้นไม้ริมฝั่งที่กิ่งก้านของมันดูเกือบจะโล้นเลี่ยนเพราะใบปลิดปลิวไปตามฤดูกาล และกลิ่นของอากาศหนาวเฉียบเยียบเย็นที่บางครั้งมันก็เหมือนจะกลับมาพอให้รำลึกได้เป็นลางๆ เมื่อตอนที่พยายามจะนึกถึง ทว่าฉันกลับไม่สามารถนึกบรรยากาศความคึกคักในเมืองหรือความชุลมุนบนท้องถนนได้เลย นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก อาจเป็นเพราะตอนนั้นฉันยังเด็กเกินไปที่จะสนใจเรื่องเหล่านั้น หรือไม่ก็ไม่มีอะไรประทับใจเป็นพิเศษ 
หรือไม่ก็ปารีสนั้นสุดแสนจะเงียบสงบ ?

ฉันยังไม่กล้ายืนยันสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะฉันนึกอะไรไม่ออกจริงๆ

ที่แน่ๆ ถ้าให้ฉันนึกถึงปารีสเมื่อแรกเยือนครั้งนั้นในห้วงขณะจิตนี้ ฉันจะไม่มีวันเกิดแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงให้ออกมาแบบ ‘An American in Paris’ ของ George Gershwin เป็นแน่แท้

ว่ากันว่าเกิร์ชวินได้รับแรงบันดาลใจในการประพันธ์ tone poem บทนี้จากช่วงเวลาที่เขาเดินทางไปพำนักอยู่ที่ปารีสในช่วงทศวรรศที่ ๑๙๒๐ 
ถ้าเกิร์ชวินต้องการสื่อความเป็นเมืองปารีสที่เขาพบพานผ่านบทเพลงนี้อย่างแท้จริงแล้วล่ะก็ ปารีสคงจะเป็นเมืองที่ดูคึกคักกึ่งวุ่นวายแต่ก็ดูมีชีวิตชีวา กลางวันคงสดใสเพราะนานาชีวิตบนท้องถนน และกลางคืนก็คงสว่างด้วยแสงสีงดงามละลานตา สมกับสมญานาม ‘La Ville-lumière’ ที่หลายๆ คนเรียกขาน

‘An American in Paris’ มีบรรยากาศของเพลงที่ฟังดูสนุกสนาน และดูเหมือนบางครั้งบางโอกาส ดนตรีพยายามจะแสดงสรรพเสียงแห่งความวุ่นวายบนท้องถนนในกรุงปารีสออกมา พร้อมกับบางครั้งก็ดูเหมือนจะสื่อความโอฬารและยิ่งใหญ่อย่างที่ประกาศไว้ชัดแจ้งด้วย ‘ประตูชัยแห่งปารีส’ ออกมาด้วยเช่นกัน 
แต่อย่างไรก็ดี เกิร์ชวินก็ได้รักษาสำเนียงดนตรีอเมริกันแบบของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างเต็มตัว และได้แสดงชั้นเชิงการเรียบเรียงเครื่องดนตรีออร์เคสตร้าออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

และอาจเป็นเพราะความยอดเยี่ยมเหล่านี้เองกระมัง ที่ทำให้ Alan Jay Lerner ได้เขียนบทภาพยนตร์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งแล้วร่วมมือกับผู้กำกับ Vincente Minnelli สร้างภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมขึ้นมาจนได้รับรางวัลด้านภาพยนตร์ต่างๆ มากมาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ชื่อว่า ‘An American in Paris’

นายเคยได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า ?

เรื่องราวนั้นเกี่ยวกับทหารจีไอเก่าคนหนึ่งซึ่งไปใช้ชีวิตเป็นจิตรกรอยู่ในกรุงปารีสชื่อ เจอร์รี มัลลิแกน มีเพื่อนเป็นนักเปียโนชื่อ อาดัม และเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นนักร้องชื่อ อองรี 

เจอร์รี่ได้พบกับสตรีไฮโซนางหนึ่งซึ่งต้องการจะอุปถัมภ์เขาให้ได้แสดงผลงานที่หล่อนคิดว่ายอดเยี่ยมออกมาให้สังคมได้รับรู้อย่างเป็นวงกว้าง ในขณะที่นิสัยศิลปินแบบเขาไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวพันกับหญิงหม้ายไฮโซและวงการธุรกิจมากมายนัก พร้อมๆ กับที่เขาก็ได้ไปตกหลุมรักกับเด็กสาวนาม ลิเซ ผู้ซึ่งกำลังหมั้นหมายอยู่กับอองรี ทว่าไม่มีใครรู้ถึงความสัมพันธ์หลายเส้าเหล่านี้เลย 

ดนตรีที่ประกอบทั้งหมดในเรื่องเป็นผลงานของจอร์จ เกิร์ชวิน และได้พี่ชายของเขา ไอรา เกิร์ชวิน มาเขียนเนื้อร้องให้กับเพลงประกอบหลายเพลง (เพลงที่มีชื่อเสียงเช่น ‘I Got Rhythm’ เป็นต้น) นอกจากนั้นแล้วในหนังยังมีฉากเต้นรำที่ดูเพลิดเพลินอีกมากมาย ซึ่งผู้ที่ออกแบบท่าเต้นก็มิใช่ใครอื่นหากเป็น Gene Kelly ผู้รับบทพระเอกนั่นเอง เคลลีเป็นนักแสดงและนักเต้นที่มีความสามารถมากคนหนึ่งในสมัยนั้นเลยทีเดียว 

แล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ของเรื่องก็คงจะเป็นฉากเต้นรำอันแสนอลังการความยาวกว่าสิบห้านาทีนั่นเอง!

อย่างไรก็ตาม หากพูดตามตรงแล้ว ถึงแม้จะมีบางฉากที่ฉันดูแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการเปลี่ยนจากฉากพูดปกติเป็นฉากร้องหรือเต้นอย่างตรงไปตรงมามากเกินไป แต่ก็มีอีกบางฉากเช่นกันที่ฉันรู้สึกว่ามันเป็นการเปลี่ยนที่ดู ‘เท่’ และ ‘มีชั้นเชิง’ เหลือเกิน ดูอย่างฉากเพลง ‘Tra-la-la’ ที่เจอร์รี่ผู้กำลังมีความรักกับลิเซเดินเข้ามาพร่ำรำพันใส่อาดัมที่กำลังทำงานอยู่หน้าเปียโนนั่นสิ ทุกสิ่งทุกอย่างมันค่อยเป็นค่อยไปเสียจนฉันรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่ดูเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋มากฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์เพลงเลยเชียวล่ะ

ใครก็ตามที่ยังไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักนิยมภาพยนตร์เพลงทั้งหลาย ฉันก็อยากจะแนะนำให้เขาได้หาภาพยนตร์เพลงสุดคลาสสิกเรื่องนี้มาชมสักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อประสบการณ์แห่งความอิ่มเอมใจในการชมงานขึ้นหิ้งชิ้นนี้ 

นาย...

ถึงแม้ฉันจะนึกปารีสในความทรงจำได้ไม่ถนัดถนี่นัก แต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘An American in Paris’ นั้นก็ได้ช่วยสะกิดให้ฉันนึกหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตครั้งนั้นออกมาพอสมควรเลยเหมือนกัน แม้ว่าในภาพยนตร์มันจะเป็นบรรยากาศแบบเมื่อสักห้าสิบปีมาแล้ว ทว่า ‘ความเป็นปารีส’ นั้นคล้ายว่าจะไม่จางหายไปเลยจวบจนมาถึงยุคสมัยของพวกเรา

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เจอร์รีกับลิเซออกมายืนมองเมืองจากดาดฟ้าตึก แม้จะเพียงผ่านๆ แต่ฉากทิวทัศน์ปารีสยามค่ำดูงดงาม สว่างไสว และโรแมนติก หอไอเฟลจากไกลๆ ดูตั้งตระหง่านสูงราวกับเชิดหยิ่งในความงามของเมืองที่มันตั้งอยู่ 

ลิเซพูดว่า “ปารีสทำให้คนเรามักจะลืมอะไรง่ายๆ” 
แต่เจอร์รีกลับแย้งว่า “ไม่หรอก ปารีสไม่ใช่แบบนั้น มันเหมือนจริงและสวยเกินไปจนทำให้เราลืมอะไรต่อมิอะไรไม่ลงต่างหาก เรามาที่นี่และได้เปิดใจรับ และมีวิถีของตัวเอง”

ฉันไม่มั่นใจว่าฉันจะเห็นด้วยกับความคิดของใครมากกว่ากัน ฉันอาจจะต้องกลับไปปารีสแล้วอยู่ที่นั่นนานๆ อีกสักครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองจะเกิดความคิดแบบไหน

แล้วตัวนายผู้ที่ฉันอาจเรียกขานด้วยสมญานามเชยๆ อย่าง ‘หนุ่มสยามตะลุยกรุงปารีส’ ซึ่งอยู่ที่นั่นในขณะนี้เล่า

คิดว่าปารีสเป็นแบบไหน ?

ฉัน
-ผู้คิดถึงที่นั่นทั้งในอดีตและปัจจุบัน-

(24-III-08) 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry