วันศุกร์ที่ ๓๑ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ 

๑.
‘Composition’ ของผมหมายถึง ‘บทเพลง’ 
อันที่จริงสำหรับผมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม เรียงความ เรื่องสั้น เรืื่องยาว บทกวี บทละคร บทภาพยนตร์ บทความ บทเพลง หรืออีกสารพัดบท ก็เทียบเคียงได้กับบทเพลงเหมือนกัน

ในกระบวนการประพันธ์เพลง (แบบขนบนิยม) จะมีการนำเสนอ material (วัตถุดิบ) ต่างๆ และนำมันมาพัฒนาไปเรื่อยๆ 
สุดท้ายแล้ว เพลงที่ออกมาก็คือ การผลผลิตจากการนำวัตถุดิบมาเรียงร้อยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล (ในแง่หนึ่ง) และมีชั้นมีเชิง

composition จะมี form
เปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ก็เช่น form ของเรียงความ จะมี คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป
form ของดนตรีก็เป็นเช่นนั้น มีการนำเสนอ มีการพัฒนา มีการย้อนกลับ เป็นต้น

และใน ‘บท’ ประเภทอื่นๆ ก็มี form และการพัฒนา material เหมือนกัน

๒.
“วันนี้ผมมีนัดไปตลาดนัด…”

ใจจริงแล้วผมอยากเขียนประโยคให้ดูเก๋ไก๋กว่านี้หน่อยว่า
“วันนี้ผมมีนัดกับณัฐจะไปซื้อยานัตถุ์และ nut ที่ตลาดนัด”

แต่เนื่องจากว่าความจริงแท้ที่เกิดขึ้นคือผมไม่ได้นัดกับณัฐ และก็ไม่ได้จะไปซื้อยานัตถุ์หรือ nut ผมจึงเขียนได้เพียงว่า “ผมมีนัดไปตลาดนัด” เท่านั้น

ทำไมถึงเขาถึงเรียกกันว่า ‘ตลาดนัด’ ผมเองก็ไม่มั่นใจ
ผมรู้เพียงว่า ตลาดนัดเป็นตลาดที่เป็นที่ชุมนุมขายของที่ไม่ได้ตั้งอยู่ประจำทุกวัน แต่จะจัดขึ้นเฉพาะในวันเวลาที่กำหนดเท่านั้น
เป็นเพราะการ ‘นัด’ จัดกันแค่บางวันนี้กระมังที่ทำให้เขาเรียกกันว่า ‘ตลาดนัด’ 

ถ้าเปรียบตลาดเป็นคน ตลาดทั่วไปที่ขายของทุกวันก็คงเหมือนเพื่อนที่เรียนร่วมห้องเรียนเดียวกัน ไม่ว่าวันไหนๆ ก็เจอ ไม่ต้องรอนัด ไม่ต้องโทรเรียก ไปโรงเรียนยังไงก็ต้องได้พบสบตากันอยู่ดี
แต่สำหรับตลาดนัด ก็คงจะเป็นเพื่อนที่อยู่คนละที่ อยู่ไกลกัน กว่าจะพบกันได้ก็ต้องโทรนัดโทรหา รอวันเวลาเพียงบางขณะบางครู่เท่านั้นที่จะได้พบ 
ในแง่นี้แล้ว ‘ตลาดนัด’ อาจมีความโรแมนติกมากกว่าตลาดทั่วไป
เพราะว่าเราไปตลาดนัดไม่ได้ทุกวัน แม้จะอยากไปเพียงใดก็ต้องรอเวลาเท่านั้น บางทีมันก็อาจเหมือนกับคนที่เราอยากจะเจอ แม้จะอยากพบจนแทบขาดใจเพียงใด ถ้าไม่ถึงเวลา ก็ไม่มีทางได้พบ
การรอคอยพบคนที่อยากพบคงเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง แต่ก็แทรกแซมด้วยความทุกข์คั่นกลางตลอด จากเวลาอันจำกัดที่จะได้พบเจอกัน เมื่อหมดเวลา ก็ต้องรอเวลาอีกครู่ใหญ่ๆ กว่าจะได้พบกันอีกครั้ง

คนที่ต้องข้องแวะกับตลาดนัดไปทั้งชีวิต จะมีความสุขหรือความทุกข์มากกว่่ากันนะ?

๓.
ผมยังไม่ทันจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าทำไมตลาดนัดจึงเรียกว่าตลาดนัด และยังใคร่ครวญไม่เสร็จว่าการ รอ-พบ-ลาจาก ตลาดนัดจะก่อเกิดความสุขหรือความทุกข์เพียงใด รถฮอนด้าแจ๊ซสีขาวที่ผมอาศัยโดยสารมาด้วยก็พาผมมาถึงที่เสียแล้ว

เรียนที่นี่มาจะสามปีแล้วเพิ่งจะได้มาตลาดนัดในมหา’ลัยเป็นครั้งแรก!

รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
อะไรที่เป็น ‘ครั้งแรก’ มักจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ประสบเสมอ

ผมทิ้งกระเป๋าที่ใส่การบ้านวิชาไพรเวตที่เพิ่งเรียนเสร็จเมื่อครู่ไว้ในรถสีขาวคันนั้น ก้าวเท้าออกจากรถ ปิดประตู แล้วเดินตามคุณชายบอยและคุณหญิงเมย์ไปยังที่หมาย

ฟ้าฝนเหมือนกำลังสับสน พระอาทิตย์คงกำลังโมโหด้วยเรื่องอะไรสักอย่างถึงได้ส่องแสงแดดแรงจ้าเช่นนั้น แล้วพระพิรุณก็คงผ่านมาเห็นพอดีเลยช่วยหยดฝนหน่อยๆ เผื่อจะช่วยดับร้อนให้กับพระอาทิตย์ได้
หรือไม่แน่ว่าเหตุการณ์ฝนตกแดดออกนี้อาจจะเป็นหนึ่งในของขวัญฉลอง ‘ครั้งแรก’ ของผมก็ได้

เลี้ยวซ้ายเข้าซอย เริ่มมองเห็นแผงขายของเรียงต่อกันไปเป็นทอดๆ ผมเริ่มตื่นเต้น
ตื่นเต้นราวเจ้าของวันเกิดกำลังแกะห่อของขวัญ ราวเจ้าบ่าวชาวจีนกำลังเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ราวกำลังเปิดอินเทอร์เน็ตเช็คผลเอ็นทรานซ์ ราวรัฐประหารกำลังดำเนินการสำเร็จ 
ยิ่งเท้าก้าวล้ำอาณาเขตไปลึกเพียงใดยิ่งมองเห็นแผงขายของและคนหนาแน่นมากขึ้นเท่านั้น 

รวมไปถึงลางร้ายที่เพิ่มดีกรีความร้ายขึ้นด้วย

อากาศร้อนจัด คนแออัดและเบียดเสียดยัดเยียด เป็นสภาพแวดล้อมที่ผมไม่ชอบเป็นที่สุด มันส่งผลแก่สภาพอารมณ์และร่างกายหลายอย่าง และเมื่อถึงขีดสุด ผมก็ต้องขอแยกตัวจากเพื่อนๆ ออกมารับอากาศตรงบริเวณโล่งแจ้ง และที่โล่งนั่นแหละที่ผมได้พบกับอะไรบางอย่าง!

เหมือนแกะห่อออกมาแล้วเจอของขวัญที่ถูกใจ เหมือนเปิดผ้าคลุมแล้วใบหน้านั้นช่างงามงดสดสวย เหมือนกรอกรหัสประจำตัวสอบแล้วข้อความบนหน้าจอบอกว่าสอบติด เหมือนขับไล่คนชั่วออกจากแผ่นดินได้สำเร็จ

อาหารที่วางขายอยู่รอบทิศนั้นส่งผลให้สภาพอารมณ์กลับมาสดใสอีกครั้ง!

ได้ทีก็เลยกระหน่ำซื้อ ซื้อไปกินไปเดินต่อไป จนกระทั่งทุกคนเสร็จธุระแล้วจึงกลับไปยังที่ที่เราจากมาด้วยรถคันเดิมคนขับคนเดิม แผ่นเพลงที่เปิดยังเป็นแผ่นเพลงเดิมกับที่เปิดตอนขามา 
เครื่องเสียงรถบอยดีกว่าของผมหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เสียงเพลงที่ดังออกมาจากลำโพงมันเพราะกว่า…

๔.
ง่วง!
ง่วงมาก!

คงเป็นเพราะเมื่อบ่ายนี้ผมไม่ได้กินกาแฟแน่ๆ
พอลองนึกเหตุการณ์หลังจากกลับจากตลาดนัดดู ก็พบว่าผมรีบจัดการกับมื้อเที่ยงที่ซื้อมามากมายมหาศาล แล้วก็รีบขึ้นไปสอบข้อเขียนวิชาคอนดักติ้ง เมื่อเสร็จแล้วผมก็ขับรถออกมาเลย

ไม่ได้กินกาแฟ! อาการเสพติดคาเฟอีนกำเริบอย่างหนัก!
แม้เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงเครื่องรถจะเมามันและดังกร้าวเพียงใด ผมก็ไม่มั่นใจว่ามันจะช่วยเหลือชีวิตผมในขณะนี้ได้
ความง่วงขณะขับรถเป็นอะไรที่นรกที่สุด นอกจากต้องต่อสู้กับสภาพการจราจรขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเลิกเรียนของศุกร์สิ้นเดือนแล้ว ยังต้องข่มตาและสติตัวเองไม่ให้หลุดจากการควบคุม
ไม่เช่นนั้น คงได้ไปพบกับนรกของจริงแน่…

เนื่องจากว่าวันนี้ นอกจากนัดไปตลาดนัดแล้ว ผมยังมีนัดไปดูละครเพลงเรื่องคู่กรรมอีก
แต่ผมอยากจะแวะไปที่โรงเรียนเก่าของผมก่อน
ผมทำนายเหตุการณ์ต่างๆ อย่างมั่นใจว่า วันนี้เป็นศุกร์สิ้นเดือน ตอนเย็นรถต้องติดแน่ๆ ผมจึงตัดสินใจขับรถไปจอดไว้ที่อีจีวีราชดำริก่อนแล้วค่อยนั่งรถไฟฟ้าจากราชดำริไปที่โรงเรียนโดยลงที่สะพานตากสิน

ช่วงเลิกเรียนรถติดจริงๆ ออกจากศาลายาบ่ายสามโมง ถึงอีจีวีส่ี่โมงครึ่ง เดินทางมาถึงสะพานตากสินห้าโมง
ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าผมคิดผิดหรือคิดถูกที่เดินทางด้วยกระบวนการอันซับซ้อนเช่นนี้
ผมลืมไปว่าผมไม่ได้กินกาแฟ
อาการเหนื่อยและเสียเหงื่อมากมายที่ตลาดนัดทำเอาผมเพลียอยู่แล้วพอสมควร อาการเสพติดคาเฟอีนดันทำหน้าที่ของมันดีเกินคาด นอกจากจะทำให้ผมง่วงตลอดทางแล้ว การที่ผมฝืนตื่นอยู่นานทำให้ผมปวดหัวด้วย
กว่าจะไปถึงโรงเรียนได้แทบหอบ 
ระหว่างจากสะพานตากสินถึงโรงเรียนแวะซื้อกาแฟมาได้หนึ่งกระป๋องพอบรรเทาความทรมานนี้ไปได้

๕.
ตอนที่นั่งรถไฟฟ้าจากราชดำริไปสะพานตากสิน ผมรู้สึกว่าตัวเองชุ่มไปด้วยเหงื่อและมอมแมมอย่างยิ่ง
ผมก้าวเข้าไปในรถไฟฟ้าคันหนึ่ง มีเก้าอี้ว่างอยู่สามสี่ตัว มองรอบๆ เก้าอี้เหล่านั้น บางที่มีเด็กนักเรียนสาวม.ปลายนั่งอยู่ บางที่มีแหม่มฝรั่งผมทองตาสวยนั่งอยู่ ขณะนั้น ผมซึ่งกำลังเหนื่อยเต็มที่ตัดสินใจยืนเอามือเกาะบ่วงที่ห้อยลงมาจากราว
ผมไม่ได้นั่ง

ผมสังเกตเห็นดวงตาบางคู่จับจ้องมา พร้อมด้วยแววตาสงสัย “ทำไมไม่นั่ง?”
เหตุผลของผมคือ หนึ่ง ผมตัวมอมแมมมาก ไม่อยากไปนั่งเบียดสตรีเหล่านั้น สอง ผมรู้สึกว่าถ้าผมยังยืนไหวก็ควรจะยืน
มีที่ว่างเหลืออีกนิดหน่อย รอให้ผู้โดยสารที่ขึ้นจากป้ายหน้าผู้ซึ่งบางคนอาจหอบเหนื่อยอยากนั่งพักเป็นที่สุดนั่งจะดีกว่า

ในวินาทีนั้นผมเกิดคำถามขึ้นในใจ
ถ้าใครสักคนขึ้นรถไฟฟ้าที่มีที่นั่งว่างแต่ไม่ยอมนั่ง เขาจะมีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากนี้อีก? ผมอยากจะรู้จริงๆ

เมื่อถึงสถานีรองสุดท้ายที่แทบจะไม่เหลือผู้โดยสารแล้ว ผมก็หาเหตุผลที่จะไม่นั่งต่อไปไม่ได้อีก จึงกำลังมองหาที่นั่ง พร้อมๆ กับที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น 
เป็นบอยนั่นเอง 
ผมจึงรับโทรศัพท์แล้วไปหาที่นั่งที่ไกลๆ ผู้คนเพื่อที่จะได้คุยโทรศัพท์ได้ 
บอยโทรมาต่อว่าต่อขานผมเรื่องเครื่องเสียงรถของผม เนื่องจากเขาเพิ่งจะค้นพบความจริงจากโบรชัวร์ไพโอเนียร์ว่าเครื่องเสียงรถของผมแพงแต่ทำไมเสียงไม่ได้เรื่อง
ผมเลยสารภาพไปว่า มันเป็นเพราะว่าผมเปลี่ยนเครื่องเสียงแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนลำโพง! 

๖.
ผมลืมตาตื่นขึ้น พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า พร้อมกับสังเกตเห็นวิวรอบข้างว่ามันดูแปลกๆ ยังไงชอบกล
ลางร้ายมากอีกครั้ง ผมเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
เสียงจากลำโพงหนึ่งดังขึ้น
“สยาม”

ให้ตายสิ! ผมต้องลงที่ราชดำริต่างหาก
ผมรีบนึกทบทวนเหตุการณ์โดยไว ผมขึ้นรถไฟฟ้าจากสะพานตากสินเพื่อจะกลับมายังราชดำริ ตอนที่ผมได้ยินเสียงลำโพงประกาศว่า “สถานีต่อไป ศาลาแดง” แล้วผมรู้สึกจะเผลอหลับไปวูบหนึ่ง
“ทำไมวันนี้โมทีฟความซวยถึงได้ develop ได้แพรวพราวอย่างนี้นะ composer ที่แต่งชีวิตผมดูท่าจะเก่งกว่าเบโทเฟนเสียอีกแน่” ผมคิด

ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากรอรถอีกขบวนเพื่อกลับไปยังราชดำริอีกครั้งเท่านั้น
เมื่อถึงราชดำริ ผมก็พบความจริงอันโหดร้าย


ถนนโล่งมาก!


เป็นการคำนวณและตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง
ผมนึกโมโหตัวเอง
ยังไม่ทันจะได้กล่าวโทษความผิดในอดีต ความโหดร้ายแห่งปัจจุบันขณะตรงหน้าก็กำลังรอให้เข้าไปเผชิญอยู่

เชื่อไหม ว่าถนนมันโล่งเสียจนผมหารถแท็กซี่ สามล้อ หรือมอเตอร์ไซค์ไม่ได้สักคัน 
นี่ถ้าผมเลือกขับรถมาเองผมคงจะใช้เท้าเหยียบคันเร่งไปปากอมยิ้มไปเป็นแน่แท้
แต่เมื่อผมดันเลือกวิธีนี้ ผมจึงต้องใช้เท้าก้าวเดินไวๆ แล้วใช้ปากหอบแฮ่กๆ แทน

เมย์คงกำลังรอผมจนเซ็งแล้วแน่เลย
แต่ ณ ขณะนั้นที่ผมคิด ผมมั่นใจว่าผมเซ็งกว่า เพราะโมทีฟความซวยกำลัง develop ตัวเองอย่างเมามัน กายเหนื่อย ใจเมื่อย ท้องหิว แต่หล่อนกินข้าวเย็นมาแล้ว ผมจึงอนุมานว่าผมต้องเซ็งกว่าแน่ๆ

๗.
โรงละครที่นี่ไม่มีลำโพงประกาศเรียกคนดูหรือไง!

จริงๆ แล้วผมคุ้นชินกับโรงละครที่นี่ดี แต่วันนี้ที่ผมต้องกล่าวโทษสิ่งของอะไรซักอย่างเพื่อปกป้องไม่ให้จิตใจต้องแบกรับความผิดบาปอันเกิดจากตัวเองซ้ำลงไปอีก

คู่กรรมรอบนี้ถือเป็นครั้งที่สองสำหรับผม เมื่อสามปีที่แล้วผมได้ดูไปแล้วรอบหนึ่ง 
ก่อนเข้าชม อาจารย์ภาควิชาธุรกิจได้เชิญให้เพื่อนเขาที่ทำงานเป็นฝ่ายจัดการมาบรรยายเทคนิคธุรกิจให้ผมและเพื่อนๆ ฟังกันเล็กน้อย เมื่อถึงเวลา ผมซึ่งหิวมากจึงลงไปซื้อโค้กและเข้าห้องน้ำเพียงแป๊บเดียว เมื่อผมขึ้นมาก็พบว่าละครเริ่มเล่นไปแล้ว!
ผมฟังอัลบั้มคู่่กรรมจนแทบจะร้องได้ทุกเพลงอยู่แล้วจึงไม่เป็นปัญหาอะไร เพียงแต่เกรงใจเพื่อนที่ลงไปข้างล่างด้วยกันและต้องเดินผ่านผู้ชมคนอื่น 

ละครเล่นไปเรื่อยๆ ฟอร์มยังดูดีไม่มีตก จะมีเสียก็แค่ท่าทางนักแสดงดูจะเหนื่อยๆ เล่นแสดงอารมณ์ไม่สุด และก็
ลำโพงของโรงละครแย่มาก!!
ผมอยากจะเรียกบอยมาฟังเปรียบเทียบกันว่าระหว่างของโรงละครกับของรถผมใครจะแย่กว่ากัน!

หลังเลิกแสดง เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับอยู่จนถึงเที่ยงคืนกว่าจึงได้กลับบ้าน

หลังจากส่งเมย์ที่รถเมย์ และเมย์ขับรถเมย์ไปส่งผมที่รถผม (?) ผมก็ขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน
ลำโพงเครื่องเสียงซึ่งจริงๆ ผมจูนใหม่แล้วแต่บอยไม่เคยฟัง กำลังทำหน้าที่ของมันได้ดีในการช่วยผ่อนคลายการเดินทางอันแสนสาหัสวันนี้

นี่อาจจะเป็น Coda ที่ดีสำหรับชีวิตวันนี้ หลังจากที่ตื่นสายจนทำให้เข้าเรียนไพรเวตสายในตอนเช้าจะเป็นลางร้ายลางแรก และได้ develop ความร้ายต่อๆ มาจนถึง climax 

“ชีวิตหนึ่งวันก็เหมือน composition หนึ่งบทเลยทีเดียว” 
ผมคิด

และเพื่อสร้าง coda ที่สมบูรณ์และสมดุลกับตัวเพลงที่ผ่านมาทั้งหมด

คืนนี้ผมคงจะต้องนอนยาวๆ เสียหน่อยแล้ว…

 (8-XI-07)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry