“ผมไม่ใช่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทางภาษา ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ ไม่ใช่นักศึกษาภาษาศาสตร์หรืออักษรศาสตร์ ไม่เคยเรียนวิชาภาษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย... แต่ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่สนใจด้านนี้ เท่านั้นเอง.”

ข้างบนนั่นหมายถึงผมเองแหละครับ ไม่ได้ไป quote ข้อความมาจากหนังหรือวาทะปราชญ์ที่ไหน
ผมเขียนไว้ให้ท่านผู้ที่ (พลัดหลง) เข้ามาอ่านได้ใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจว่าจะอ่านหรือเชื่อเรื่องที่ผมกำลังจะเขียนต่อ ๆ ไปดีหรือไม่

เคยมีอยู่พักหนึ่งที่ผมเป็นนักสะสม dictionary พจนานุกรม สารานุกรม และปทานุกรม มากมายหลายยี่ห้อหลายชนิด จนผมรู้สึกว่าช่วงนั้นเงินในกระเป๋าหมดไปหลายกับหนังสือเล่มเล็กเล่มใหญ่ทั้งสีทั้งไม่สี รวมทั้งผมรู้สึกตัวว่าผมคงท่องหนังสือเหล่านี้ได้ไม่จบครบทุกหน้าทุกเล่มเป็นแน่ ผมจึงหยุดซื้อไป

ผมไม่ได้เป็นเด็กเนิร์ดบ้าเรียนนั่งท่องดิกชันนารี่หรอกนะ ผมแค่หลงใหลภาษาเฉย ๆ 

ภาษาเป็นความมหัศจรรย์ เป็นหลักฐานทางอารยธรรมของมนุษย์ เป็นการจัดระบบระเบียบการสื่อสารของมนุษย์อีกต่างหาก --- ยิ่งพูดจะยิ่งดูวิชาการ

เอาเป็นว่าผมชอบเรื่องของ “ภาษา” ก็แล้วกัน แล้วพอมีอยู่ซัมเมอร์หนึ่งที่ผมได้ไปทัวร์สามสี่ประเทศในยุโรป ผมก็เพิ่งจะมีโอกาสได้นั่งสังเกตอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของภาษาที่ใช้ในประเทศแถบยุโรป (แถว ๆ ที่ผมไปเที่ยวน่ะ) พอกลับมาไทยก็มานั่งค้นคว้าต่อ --- ประมาณว่าติดลม

จนค้นพบความจริง --- ตื่นเต้นเหมือนค้นพบว่าโลกกลม

ไม่ใช่แค่ยุโรปสามสี่ประเทศที่ผมเพิ่งได้ไปเยือนเท่านั้น แต่ครอบคลุมเกือบจะทั่วโลกที่ภาษาเกี่ยวโยงกัน จนเกือบจะสามารถพูดได้ว่า แท้จริงแล้วทุกภาษาในโลกนี้เป็นภาษาเดียวกัน!!

หนังเรื่อง Babel บอกว่าพระเจ้าสาปให้มนุษย์พูดกันคนละภาษา --- อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ผมไม่กล้าฟันธงว่าทุกภาษาในโลกมีรากมาจากภาษาเดียวกันหมด เพราะว่ามันก็ยังมีการแบ่งตระกูลภาษาออกไปอีกหลายตระกูล

นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่ามนุษย์นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากแผ่นดิน ๆ หนึ่ง แล้วจึงค่อยอพยพแยกย้ายกันเดินทางไปประจำยังดินแดนอื่น ๆ ทำให้ภาษาจากที่ใช้เหมือนกันค่อย ๆ เพี้ยนกันไป --- นี่เป็นข้อมูลจากสำนักหนึ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมา (จริง ๆ คือฟังมาหลายสำนักมากจนไม่รู้ว่าจะยึดอันไหนเป็นหลักดี ก็เลยเอาอันนี้มาเป็นตัวอย่าง)

ตระกูลภาษาที่ไม่รู้ว่าใหญ่ที่สุดหรือเปล่า แต่มีเครือญาติมากมายได้แก่ภาษาตระกูล อินโด-ยูโรเปียน หรือ อินโด-อารยัน ซึ่งใช้ครอบคลุมตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงอินเดีย!

ถ้าผ่านวิชาประวัติศาสตร์มาคิดว่าน่าจะพอได้ยินเรื่องทำนองว่า ชาวอารยันเผ่านู้นเผ่านี้เดินทางไปบุกรุกอาณาจักรนู้นอาณาจักรนี้ กันมาบ้างแหละ
อันที่จริงเรื่องของการบุกรุกกันไปบุกรุกกันมานี่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มนุษย์ได้ซึมซับภาษาซึ่งกันและกัน หรือถ้าจะคิดในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจเป็นการที่ลูกหลานเพื่อนร่วมสายพันธุ์ที่ใช้ภาษาเดียวกันกลับมาพบเจอหน้ากันแล้วเอาภาษาที่เดิมเป็นภาษาเดียวกันมาอวดกันว่าของข้าเปลี่ยนไปแค่ไหน ฟังเสียงดูเพราะกว่าของแกอีก --- ว่าเข้าไปนั่น ชักเพ้อเจ้อใหญ่

ดังนั้น เมื่อรู้ดั่งนี้แล้ว มนุษย์จึงไม่ควรรบราฆ่าฟันกัน ขอให้สันติสุขจงมีแด่โลกเถิด --- ขอนอกเรื่องนิดนึง...

บางคนก็สงสัยว่าเป็นคนไทยแล้วก็ไม่รู้จะต้องไปรู้เรื่องภาษาอินโด-ยูโรเปียนอะไรนี่เลย 
แต่อย่าลืมนะครับว่าภาษาไทยก็รับเอาภาษาแขก (บาลี-สันสกฤต) มาใช้เยอะเหมือนกันนะครับ แล้วภาษาแขกนี่ตัวดีเลยล่ะ ดูคลับคล้ายคลับคลากับภาษาละตินยังกะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน (แต่ไม่แน่ใจว่าพ่อเดียวกันหรือเปล่า) 

ผู้รู้บางคนก็เคยเล่าว่า ฝรั่งบางคนเดินทางมาอินเดียแล้วค้นพบว่าภาษาสันสกฤตนั้น มีระบบระเบียบยิ่งกว่าภาษาละตินเสียอีก!

เอาล่ะ ยิ่งพูดชักเริ่มยาว ประวัติความเป็นมาของแต่ละภาษายิ่งแยกย่อยยิ่งยาว เอาเป็นว่าท่านผู้ที่สนใจก็ลองหามาอ่านเพิ่มเติมกันเองละกันนะ (เอ้า! ขี้เกียจซะงั้น) แต่ผมรับรองว่าสนุกจริง ๆ ครับแถมยังจะได้รู้ที่ไปที่มาของศัพท์แต่ละคำอีก หรือถ้าท่านนักภาษาศาสตร์หรือท่านผู้รู้ตัวจริงหรือผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องภาษาจะเข้ามาแบ่งปันความรู้ให้ท่านอื่น ๆ และผมได้กระจ่างหรือได้รับความรู้เพิ่งขึ้น ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งขอรับ

อย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น ผมก็แค่คนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นทีเล่มนี้ทีผสมข้อสันนิษฐานของตัวเอง (และผู้อื่น) ดังนั้นจึงกราบขออภัยหากมีข้อมูลผิดพลาด หรือท่านผู้รู้จะเข้ามาแถลงไขด้วยตัวเองจะเป็นพระคุณยิ่ง

สุดท้ายนี้ ผมจะพยายามอัพเดทบล็อกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้ท่านสนุกสนานกับบล็อกอันแสนน่าเบื่อของผมนะครับ... (เอ๊ะ ยังไงกัน !?)

 (12-V-07)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry