บราหมส์ - ปลาดุก - มุก - วิญญาณ
posted on 07 Apr 2008 17:25 by seta-brahms in Diary-of-a-Madmanวันพุธที่ ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑
๑.
แดดแห่งรอยต่อระหว่างยามเช้ากับยามสายส่องสว่างอยู่ด้านนอกหน้าต่าง
ลมอ่อนๆ โชยมาเป็นระยะๆ
เป็นลมที่เย็นอย่างที่ควรจะเป็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หากแต่ธรรมเนียมนี้ก็ได้เปลี่ยนไปหลายปีแล้ว มีนานๆ ครั้งที่ลมเย็นจะบังเอิญนึกธรรมเนียมได้แล้วแวะกลับมาปฏิบัติงานบ้างเป็นครั้งคราว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลม หรือเป็นเพราะผมเอง ที่ทำให้มือของผมขยับไปควานหาแผ่นซีดีซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของบราหมส์ขึ้นมาฟัง พร้อมๆ กับการทำงานแยกโน้ตพาร์ตอันแสนจะน่าเบื่อ ในเช้าลมเย็นอันแสนสดใส
หลังจากเมื่อวานที่อาจารย์สอนประวัติศาสตร์ดนตรีนำเพลงนี้ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ ให้ดู ทำให้ผมรู้สึกอยากฟังเพลงนี้อย่างตั้งใจเพื่อดื่มด่ำสุนทรียรสให้เต็มที่
เพราะนอกจากจะเป็นเพลงที่แสดงความเก่งกาจในการประพันธ์เพลงของบราหมส์อย่างล้นเหลือแล้ว
มันยังเป็นเพลงที่ไพเราะเสียจนสะท้านไปถึงดวงวิญญาณเลยทีเดียว…
ครั้นเมื่อลมเอื่อยๆ โชยอ่อนๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะหน้าพร้อมๆ กับที่เสียงโน้ตตัวแรกแว่วผ่านลำโพงออกมาปะทะหู
ผมพลันรู้สึกมีความสุข
ที่ได้มีชีวิตอยู่…
๒.
แดดแห่งรอยต่อระหว่างยามสายกับยามเที่ยงส่องสว่างอยู่นอกชายคาอาคาร
ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งกลางโรงอาหารที่ซึ่งปกติแล้วควรจะวุ่นวายในช่วงเวลานี้ ทว่าวันนี้บรรยากาศกลับไม่เป็นไปตามธรรมเนียม อันเนื่องมาจากสัปดาห์สอบปฏิบัติซึ่งไม่มีการเรียนการสอน นักเรียนจะมาเพื่อสอบหรือเพื่อธุระส่วนตัวของตนเท่านั้น
ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ยังล่องลอยอยู่ในหัวผมขณะที่การรอคอยยังดำเนินต่อไป
เพื่อทำให้ตัวเองลืมบราหมส์ชั่วขณะแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ผมจึงนำสกอร์เพลงที่ยังวิเคราะห์ค้างไว้ขึ้นมาสะสางต่อ
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเลยสิบเอ็ดโมงครึ่ง ใครก็ตามที่ติดต่อมาตอนนี้ถือว่าเลยเวลานัด แต่นัดนี้ไม่ถือเป็นการผิดบาปหากมาสายเล็กน้อย เพราะมันเป็นนัดทานมื้อเที่ยง
เป็นมื้อเที่ยงในวันที่ไม่มีตารางใดบังคับเวลาต่อ เป็นมื้อเที่ยงที่นัดไปกันหลายคน เป็นมื้อเที่ยงที่ผมกล้ารับรองว่าอร่อยถึงขั้นสะท้านดวงวิญญาณ
แต่กระนั้นก็เป็นมื้อเที่ยงที่ต้องระวังไม่ให้เวลานัดคลาดเคลื่อนไปมากนัก เพราะร้านที่ผมกำลังจะพาทุกคนไปเป็นร้านอาหารอีสานที่ลูกค้าเวลาเที่ยงจะเต็มถึงขั้นต้องโทรศัพท์จองที่!
ผมควรจะโล่งใจเพราะผมโทรไปจองที่สำหรับตอนเที่ยงตรงไว้แล้ว
แต่ว่า…
นี่มันก็เลยเวลานัดมาพอสมควรแล้วนะ
แดดแห่งรอยต่อกำลังคล้อยเคลื่อนไปพร้อมๆ กับการเข้ามาแทนที่ของแดดแห่งเที่ยงวัน
ลมอ่อนๆ โชยมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
“ฮัลโหลพี่ ช้าไปมั้ยเนี่ย?” เสียงเด็กหนุ่มที่ปลายสายพูด
“ยังไม่ได้ออก มีใครอยู่แถวนั้นบ้างชวนๆ มาได้” ผมบอก
สักพัก เด็กนักเรียนสาววัยมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งก็เคลื่อนกำลังพลอย่างพร้อมหน้าเข้ามาที่โต๊ะซึ่งผมตั้งป้อมคอยอยู่
จากนั้น เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเสียงปลายสายโทรศัพท์เมื่อสักครู่ก็เผยร่างจริงของเขาสู่สายตาผม แล้วเข้ามาสมทบกลุ่ม
เพื่อความปลอดภัยว่าโต๊ะที่จองไว้จะไม่ถูกแย่งไปครอบครองโดยลูกค้าหน้าอื่น ผมจึงรีบนำขบวนทัพไปยังยานพาหนะแล้วมุ่งตรงสู่ที่หมายทันที
เมื่อล้อรถเริ่มทำสงครามกับพื้นถนน
ลมเย็นก็คงกำลังทำสงครามอยู่กับแดดแห่งเที่ยงวัน
๓.
แดดอันร้อนแรงแห่งยามเที่ยงถูกปล่อยออกมาจากวัตถุทรงกลมที่แขวนตัวเองอยู่บนผืนฟ้านั่น
ถึงกระนั้น ความแรงแห่งอุณหภูมิอากาศก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงความแรงของรสชาติอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าได้
ผมแนะนำความอร่อยของอาหารต่างๆ ด้วยคำพูดให้กับสมาชิกบนโต๊ะ แต่ก็มิได้พูดอะไรมากนัก
หากจะรู้ว่า ‘อร่อยอย่างไร’ ก็ต้องลงมือชิมด้วยตนเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาบอกว่าอร่อย
แน่นอน ก็เหมือนกับการฟังเพลงนั่นแหละ
หากมีคนมาบอกผมว่าซิมโฟนีหมายเลขสี่ของบราหมส์เพราะอย่างโน้นเพราะอย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยโสตประสาทของตัวเอง ผมก็คงทำได้แค่รู้สึกว่า “ก็เห็นเขาว่ามันเพราะ” แต่ผมก็ไม่มีทางได้รู้เลยว่า ‘มันเพราะอย่างไร’
ในอีกแง่หนึ่ง ผมจะไม่มีทางรู้เลยว่าสำหรับผมแล้ว ‘มันเพราะจริงๆ หรือเปล่า’
บางสิ่งบางอย่างมันก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว เราคงไม่สามารถยัดเยียดความรู้สึกตัวเองให้คนอื่นรู้สึกเหมือนกับเราได้ พอๆ กับยากที่เราจะบังคับความรู้สึกตนเองให้เหมือนของคนอื่น
แล้วเรื่องทำนองนี้มันก็ยังเป็นเช่นเดียวกับการที่ได้ยินการกล่าวถึงบุคคลคนหนึ่งว่าเขาเป็นคนที่ดีหรือไม่ดีจากปากผู้อื่น แล้วเราก็เชื่อคล้อยตามเขาไป จนเกลียดหรือชอบเขาตามไปด้วย โดยที่ยังไม่ได้ไปสัมผัสคนๆ นั้นด้วยตัวเองเลย
หากชีวิตคนๆ หนึ่งรู้จักคนหรือสิ่งต่างๆ ผ่านลมปากของผู้อื่นเท่านั้น
เขาจะไม่มีวันรู้จักอะไรอย่างแท้จริงเลย
(แต่ก็มิได้หมายความว่า การรู้จักอะไรสักอย่าง ‘อย่างแท้จริง’ จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก กระนั้นอย่างน้อย การจะเรียกได้ว่ารู้จักสิ่งๆหนึ่ง ก็น่าจะเป็นด้วยประสบการณ์ตรงของเขาเอง)
ปลาดุกย่างตรงหน้าพวกเราเองก็เช่นกัน
ผมโฆษณาเกี่ยวกับอาหารจานนี้เอาไว้เยอะ
จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมครั้งแรกทำความรู้จักกับมันนั้น มันสร้างความประทับใจให้แก่ผมไม่น้อย
ปลาดุกย่างสีเข้มตัวหนาถูกเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร บุคลิกของมันส่อมาดเคร่งขรึมคล้ายกับจะท้าทายทุกสิ่งรอบกายและอาจหมายว่าข้านี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกหล้า ทว่าภายใต้ความยโสของมันก็ได้แฝงความนุ่มนวลลึกๆ และอาการยั่วยวนชวนเชิญไว้ในที
เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจในคำเชิญ ช้อนส้อมของผมก็เริ่มพยายามแหวกผิวนอกน้ำตาลดำเกือบเกรียมของมัน, สีเกรียมราวกับถูกฤทธิ์ของวัตถุทรงกลมบนฟ้านั่นแผลงใส่, ทว่าแฝงด้วยสีสันเล็กน้อยจากเครื่องเทศที่ถูกคลุกเคล้าลงไป, แล้วแสงสว่างก็เล็ดลอดออกมาจากผิวนอกสีดำที่ถูกแหวกนั่น เนื้อสีขาวของมันเผยตัวเองออกมาปะทะกับแสงแดดยามกลางวัน พร้อมทั้งปะทะกับสายตาและประสาทรับกลิ่นของผู้ที่ชมอยู่วงนอก
ในทันใดที่ผมตักชิ้นเนื้อนั้นเข้าปาก ผมก็ค้นพบความนุ่มนวลอย่างพอเหมาะพอควรของชิ้นเนื้อปลาที่กระทบกับฟัน กรุ่นกลิ่นหอมหวลอวลอบตรลบอยู่ภายในปาก รสชาติของหนังปลาที่ถูกคลุกเคล้าด้วยเครื่องสูตรพิเศษของร้านให้รสชาติหวานกลมกล่อม และน้ำจิ้มเผ็ดแต่เพียงน้อยที่ถูกออกแบบรสชาติมาให้เข้ากันได้อย่างพอดี
ครั้งนั้น ผู้ร่วมโต๊ะอาหารทุกคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นปลาดุกย่างที่อร่อยอย่างร้ายกาจ
อร่อยถึงขั้นสะท้านดวงวิญญาณเลยทีเดียว!
ผมไม่แน่ใจ ว่าสมาชิกร่วมโต๊ะในวันนี้จะรู้สึกเช่นเดียวกันกับสมาชิกร่วมโต๊ะในวันนั้นหรือไม่
ทว่าเมื่อสังเกตอาการและกิริยาการเสกสร้างพื้นที่ว่างบนจานอาหารกลางโต๊ะ ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าความรู้สึกที่ทุกคนมีขณะนั้นจะเป็นเหมือนที่ผมคิด
แน่นอนมันเป็นเรื่องยาก, หรืออาจเป็นไปไม่ได้, ที่จะบังคับให้ทุกคนรู้สึกเหมือนที่คนๆ หนึ่งอยากให้เป็น
แต่ผมก็แค่อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการดื่มด่ำในรสชาติอาหารมื้อนี้เท่านั้น
๔.
ความร้อนของแดดยามบ่ายไม่สามารถซอนตัวเองเข้ามาภายในห้องได้ เหมือนกับที่ลมซึ่งวิ่งวนทั่วอาณาเขตที่ผมไปเยือนไม่สามารถส่งอิทธิพลเข้ามาได้ เพราะมันถูกบดบังโดยลมจากเครื่องปรับอากาศ
อากาศยามบ่ายก็ร้อนเหมือนที่มันควรจะเป็น
ความร้อนก็คงเหมือนกับลมเย็นที่มีธรรมเนียมปฏิบัติของมัน เพียงแต่ต่างกันที่ว่า ความร้อนนั้นไม่ค่อยจะลืมหน้าที่ของตัวเอง
มันแวะเวียนมาเยี่ยมผองเราบ่อยเหลือเกิน!
และอาจจะเป็นด้วย ‘ความร้อนใจ’ ของเหล่านักเรียนของผมด้วยที่กลัวจะสอบไม่ได้ หรือถ้ามองในแง่ดีก็คือ เป็นความร้อนที่เกิดจากไฟในตัวพวกเขาที่กระหายอยากได้วิชาไปติดตัว จึงทำให้ผมต้องอุ่นเครื่องตัวเองให้ร้อนเพื่อเตรียมตัวบรรยายเนื้อหาเตรียมสอบสำหรับพวกเขา (---ขอบอกก่อนว่าเทอมนี้ผมทำหน้าที่เป็นเพียง part-time lecturer สอนนักเรียนมัธยม และอายุผมเพียงเลยวัยเพิ่งเริ่มเลขสองมานิดหน่อยเท่านั้น)
ผมกำลังประจันหน้ากับนักเรียนพร้อมๆ กับประจันหน้ากับกระดานไวท์บอร์ด
อาจเป็นเพราะจำนวนนักเรียนน้อยบวกกับความเป็นช่วงปลายเทอม (และไม่ใช่การสอนในคาบเรียนปกติ) ซึ่งผมสนิทกับน้องๆ นักเรียนมามากพอสมควรแล้ว การสอนพิเศษวันนี้ผมจึงปล่อยตัวเองเป็นพิเศษ (น่าจะเรียกว่าลืมควบคุมตัวเองมากกว่า)
เนื้อหาวิชาการถูกพ่นออกมาสลับกับมุกตลกอันแสนบ้าบอของผม ซึ่งมีตั้งแต่มุกเลเวลสร้างสรรค์ที่สุดจนถึงมุกระดับเดียวกับอวัยวะที่เอาไว้ใช้เดิน !!!
(ไม่ต้องพยายามเดาหรอกครับว่าเป็นมุกแบบไหนบ้าง เอาเป็นว่าผมเพียงมีอารมณ์ขันเป็นพิเศษก็เท่านั้น)
สามชั่วโมงผ่านไปกับสาระผสมไร้สาระ (ดูเหมือนอย่างหลังจะมีสัดส่วนมากกว่า)
แต่ผมก็มั่นใจว่านักเรียนส่วนน้อยนี้จะทบทวนเนื้อหาวิชาได้มากขึ้นและพร้อมสอบมากขึ้น
รวมทั้งรู้จักผมมากขึ้นด้วย…
๕.
เป็นเพราะจิตวิญญาณนักดนตรีกลับมาอีกครั้ง หรือแค่ความคิดถึง หรือความอยากชั่วครู่ก็ไม่รู้
ทำให้ผมหยิบเอาเครื่องดนตรีที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมขึ้นมาเล่นอีกครั้ง หลังจากที่ปิดฝากล่อง-ใส่ล็อค-มัดตราสังข์-ร่ายมนต์-แล้วก็ฝังดิน ไว้สักเกือบปีได้
หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของบราหมส์เบอร์ ๔ ที่ฟังตั้งแต่เช้ามันทำให้ผมอยากบรรเลงเพลงของบราหมส์ขึ้นมา…
และเพลงของบราหมส์ที่ผมสามารถเล่นด้วยตัวเองได้ก็คงมีแค่ Clarinet Sonata ทั้งสองหมายเลขของเขาเท่านั้น
อันที่จริงจะเรียกว่าเล่นได้ด้วยตัวเองก็คงไม่ถูกนัก เพราะเพลงนี้นอกจากเล่นคลาริเน็ตแล้ว ยังต้องการคนบรรเลงแนวเปียโนประกอบอีก 1 คน !
ดังนั้น น้องๆ ที่เป็นนักเปียโนทั้งหลายจึงต้องตกระกำลำบากมาช่วยไซท์รีดโน้ตเปียโน (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ให้ผมได้สนองตัณหาตัวเอง
โน้ตคลาริเน็ตดูเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้นกลับแฝงด้วยพลังมหาศาลที่เอ่อล้นออกมาอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับที่แนวเปียโนคอยสนับสนุน สอดแทรก เติมเต็ม หรือกระทั่งผลัดกันเด่น ทำให้เพลงของบราหมส์นั้นมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะเล่นกันอย่างผิดๆ ถูกๆ แต่ความรู้สึกในขณะที่ได้เล่นนั้น มันบรรยยไม่ถูกเลยทีเดียว
มันทำให้ผมหวนกลับไปคิดถึงซิมโฟนีหมายเลขสี่อีกครั้งซึ่งมีลักษณะเดียวกัน ทำนองดูเผินๆ แล้วดูเรียบง่าย ทว่าไพเราะและผ่านกระบวนการกลั่นกรองความคิดอย่างดีกว่าจะออกมาเป็นทำนองชุดนี้ และในความเรียบง่ายไพเราะนั้นก็มีพลังเอ่อล้นออกมามากมายเช่นเดียวกัน
หลักฐานคือ ดวงวิญญาณผมราวกับถูกสั่นสะท้านเมื่อเวลาที่โสตประสาทได้รับรู้เสียงเหล่านั้น…
๖.
แดดดูจาง วัตถุทรงกลมนั่นดูเหมือนจะทนดันทุรังแขวนตัวเองไว้บนผืนฟ้าไม่ได้นานกว่านี้แล้วกระมัง มันถึงได้ค่อยๆ คล้อยต่ำลงมาๆ
เมื่อเสร็จสิ้นมื้ออาหารเล็กๆ อันแสนเฮฮากับน้องกลุ่มเดิมหลังเรียนกันเสร็จ ผมก็เดินไปป้วนเปี้ยนแถวๆ กลุ่มที่ตีแบดกันอยู่
เดินไปขอลองตีหนึ่งครั้ง
วืด….
ไม่โดน
ขอลองเสิร์ฟอีกหนึ่งที
วืด….
ไม่โดน
ผมโยนความผิดให้กับการที่ผมไม่ได้สุงสิงกับกิจกรรมตีแบดมาประมาณหก ๖ ปี
บอยซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเดินลงมาแซว
แต่พี่โจ้ที่นั่งอยู่สูงขึ้นไปอีกหน่อยกลับทำหน้าราวกับกำลังปล่อยใจไปกับอะไรสักอย่าง
พระอาทิตย์กำลังจะกลับบ้าน เราก็คงถึงเวลากลับบ้านแล้วกระมัง
ขบวนอพยพคืนถิ่นในเย็นย่ำวันนี้ประกอบไปปด้วยพี่โจ้ แบงค์ ฟ้า มาย
คนแรกนั่นรุ่นพี่ผม ส่วนอีกสามคนน่ะ น้อง (นักเรียน) ของผมเอง
เมื่อถึงบ้านแบงค์ ปรากฏว่าแม่ไม่อยู่บ้าน เขาจึงชวนพวกผมอยู่ที่บ้านเขาสักพักหนึ่ง เราจึงได้นั่งเล่นเปียโนร้องเพลงสนุกสนานกัน
ฟ้ากับมายบังอาจอัดคลิปที่ผมโหยหวนเพลงบัวขาวไว้แล้วขู่ว่าจะเอาไปลงยูทูบ…
หนอยแน่… เล่นกันอย่างนี้รึ เดี๋ยวโดนเอาคืนแน่ครับไม่ต้องห่วง…
แบงค์เปิดวิดีโอตอนที่เขาไปแข่งดนตรีมาเมื่อปิดเทอมที่แล้ว
บุ๋น รุ่นน้องอีกคนหนึ่งก็เล่นอยู่ด้วย ผมเพิ่งเคยเห็นพวกเขาในอารมณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
ถ้าเป็นเพียงคำบอกเล่าจากคนอื่นนั้น ตามคติที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมคงไม่เชื่อ
แต่พอเห็นกับตา ผมจึงถือมันเป็นข้อมูลที่พอเชื่อถือได้
แต่ก็ยังมีอีกอย่างที่ผมยังไม่ได้บอก
ว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเสมอไป…
๗.
แดดหายไปหมดสิ้น ฟ้ามืดมิด วัตถุที่แขวนตัวเองอยู่บนฟ้าดูเปลี่ยนหน้าตาไป
เป็นวันที่สนุกกันจนเต็มที่ ถึงเวลากลับก็เดินออกจากบ้านแบงค์ หน้าปะทะกับลมเย็นๆ ยามค่ำแต่เพียงพอดี
ขึ้นรถพาบุคคลที่เหลือไปส่งที่บ้านจนหมด
ซิมโฟนีเบอร์สี่กับคลาริเน็ตโซนาตาของบราหมส์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
และไม่รู้ว่าทำไม ‘เธอ’ ถึงได้ปรากฎขึ้นมาในหัวด้วย
เมื่อจังหวะจะเปิดประตูเข้าบ้าน
ผมรู้สึกสั่นสะท้านอีกครั้ง ไม่รู้ว่าที่กาย ใจ หรือที่วิญญาณ
แล้วรอบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะบราหมส์
หรือว่าลมเย็นยามค่ำ
หรือเป็นเพราะ ‘เธอ’ กันแน่…
(12-III-08)

#1 By (124.120.235.192) on 2008-06-04 13:55