ทางกลับคือการเดินทางต่อ : ความตายอันงดงาม
posted on 07 Apr 2008 16:58 by seta-brahms in The-Readerในทัศนะของคนทั่วไป ‘ความตาย’ ดูจะเป็นสิ่งที่น่าขยาดและหวาดหวั่นพรั่นพรึง อาจเป็นด้วยความลี้ลับของมัน หรืออาจเป็นด้วยไม่สามารถอดทนต่อการที่ตัวเองหรือคนรอบตัวต้องถูกพรากเพราะไปข้องแวะกับมัน
‘ความตาย’ จึงดูน่ารังเกียจเสมอ
ทว่าแท้จริงแล้ว ‘ความตาย’ เป็นสิ่งชั่วร้ายกระนั้นหรือ?
ถ้ามันเป็นสิ่งชั่วร้ายก็หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรอุบัติหรือไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ใช่ไหม?
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ‘ความตาย’ นั้นก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับ ‘การเกิด’ เป็นสองสิ่งที่อยู่คู่กันมาเสมอมาตั้งแต่จุดกำเนิดของเวลา
เช่นนั้นแล้ว ความตายจะยังคงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจรังงอนอีกหรือ?
หรือว่าความจริงแล้ว สำหรับคนที่ต้องเผชิญหน้าความตาย สิ่งที่เป็นกังวลในใจคือ ไม่รู้ว่า ‘ชีวิตหลังความตาย’ จะเป็นอย่างไร
ท่านติช นัท ฮันห์ ได้เขียน ‘ทางกลับคือการเดินทางต่อ’ ในรูปแบบของบทละคร พูดถึงเด็กหนุ่มชาวเวียดนาม ๔ คนที่ถูกยิงตายและวิญญาณของพวกเขาก็ขึ้นเรือสำปั้นเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งไกลออกไป และบนเรือสำปั้นนี้ พวกเขาก็ได้พบกับชีสาวผู้ซึ่งเผาตัวตายเรียกร้องสันติภาพ ทั้ง ๕ จึงได้เดินทางร่วมกัน
บทสนทนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้แสดงภาพชีวิตหลังความตายที่ดูสดใส เบิกบาน และมีชีวิตชีวา รวมถึงแสดงความเข้าใจชีวิต เข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง และเชื่อมโลกแห่งความเป็นความตายได้จนกลายเป็นหนึ่งเดียว
“…โลกของผู้ตายจะเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผู้ตายปรารถนา และเท่าที่พี่ประสบพบเห็น โลกของผู้มีชีวิตอยู่ก็เป็นเช่นเดียวกัน…”
“…ศิลปะเป็นชีวิตในตัวของมันเอง เมื่อเรามีชีวิต ศิลปะก็อยู่กับเรา ตอนนี้เราอาจจะบอกว่าเราตายไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงเราก็ยังมีชีวิตอยู่…”
“…แต่อย่างน้อยก็มีคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งของพวกเขา คือผู้ที่มีชีวิตอยู่นนั้นมักลืมอะไรได้อยางรวดเร็ว สองสามเดือนหลังจากนี้ ความโศกเศร้าคงจะเบาบางลง ความเศร้าโสกและความกังวลในเรื่องอื่นจะช่วยให้พวกเขาลืมเรื่องเก่า พวกเขาคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ถ้าหากพวกเขาไม่รู้จักลืม…”
“…ในขณะที่การตายของเราในคืนนี้เป็นการวิวัฒนาการของช่วงเวลาทั้งหมด และของวงจรทั้งหมดโดยสิ้นเชิง…”
ทั้งยังมีการแสดงทัศนะอันชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมของสงครามด้วย
“…สงครามที่อุบัติขึ้นท่ามกลางมาตุภูมิของเรานี้ ก็มีสาเหตุมาจากความมืดบอดหรือการหลับไหลดังกล่าว ประชาชนทั้งสองฝ่ายที่ยิงกันอยู่นี้ ไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังยิงใคร แต่พวกเขาต่างก็ตกเป็นเหยื่อทั้งคู่ มีคนกลุ่มหนึ่งพร้อมอยู่แล้วที่จะตักตวงผลประโยชน์จากการฆ่าฟันของพวกเขา…”
“…มนุษย์ฆ่ากันเพราะเขาไม่รู้จักศัตรูที่แท้จริงของเขา ประการหนึ่ง เขาตกอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถเลือกเอาการไม่ฆ่าได้…”
“…ใครเป็นคนฆ่าพวกเขากันแน่ ความกลัว ความเกลียดและอคติของพวกเขาเองใช่ไหม…”
บทละครเรื่องนี้จึงเป็นดั่งการรวบรวมและการแสดงให้เห็นสาเหตุต้นตอของการฆ่าฟัน กระตุ้นให้เกิดมิติทางความคิด และเข้าใจความรักความเกลียดมากขึ้น รวมทั้งบอกอย่างเป็นนัยไว้ว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์ควรใช้ชีวิตร่วมกันในขณะทีี่มีชีวิตอยู่อย่างไร
“ใครจะจากไป ใครจะอยู่ เรามาจากหนไหน และเราจะไปข้างไหน
ฝั่งนี้และฝั่งโน้น เป็นหนึ่งหรือสอง มีแม่น้ำเป็นตัวกลางขวางกั้นให้สองฝั่งแยกจากกันอยู่หรือ
เป็นแม่น้ำที่ไม่มีเรือลำใดข้ามได้เลยหรือ การแบ่งขาดอันเหลวไหลเช่นนี้มีอยู่หรือ
เชิญลงมาในเรือของข้าพเจ้าสิ ข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านแลเห็นว่า
แม่น้ำนั้นมีอยู่ แต่การแบ่งออกเป็นสองฝั่งของน้ำนั้นหามีไม่
อย่าได้ลังเล ข้าพเจ้าจะพายเรือเอง ท่านจะร่วมพายด้วยก็ได้
แต่พายช้าๆ นะ และเบาๆ แผ่ว จนไม่มีเสียง”
(ติช นัท ฮันห์)
(07-IV-08)