โลก - เรา
posted on 07 Apr 2008 17:52 by seta-brahms in Notes-from-Underground
๑.
“เธอเคยรู้สึกทึ่งไหมที่หินทุกก้อนคือสะเก็ดชิ้นส่วนหนึ่งของโลก”
“บ่อยเลยล่ะ ฉันสะสมแต่เฉพาะชิ้นส่วนที่สวยที่สุด”
“แต่บางทีเธออาจจะไม่ได้ฉุกคิดว่า เธอเอง ก็มาจากโลกเช่นกัน”
บทสนทนาระหว่างซีซิเลียกับเทวดาเอเรี่ยล
ใน ‘ภาพผ่านกระจกหม่นมัว’ ของโยสไตน์ กอร์เดอร์
๒.
สงครามเกิดขึ้นทุกเช้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนท้องถนนของเช้าวันทำงานปกติ
มิใช่สงครามเพื่อกำจัดศัตรูทุกหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือสงครามล้างเผ่าพันธุ์ใดๆ
หากแต่เป็นสงครามเพื่อแย่งชิงสิทธิในการครองเส้นทางการวิ่งของพาหนะของมนุษย์ตาดำๆ ทั้งหลาย (แต่สีของใจนั้นยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นสีเดียวกับตาหรือเปล่า)
อัศวินตาดำๆ พากันขี่ควบม้าเหล็กออกเย้ยท้าตะวันยามอรุณรุ่ง
ทุกผู้ทุกนามต่างรีบเร่งเพื่อที่หมายปลายทางของตน ราวกับว่า ณ ปลายทางนั้นมีสมบัติพัสถานอันเลอเลิศยิ่งใหญ่กำลังรอคอยการมาถึงของพวกเขาอยู่ และดูคล้ายว่าหากช้ากว่าคนอื่นแม้เพียงก้าวเดียว ชีวิตของผู้พ่ายแพ้จะต้องพังพินาศหมดสิ้น
ยางรถบดกับถนนพาตัวถังวิ่งรี่จี้เข้ากับรถคันหน้า อาจด้วยเหตุผลว่าต้องการไล่คันหน้าที่ช้ากว่าออกจากเส้นทางหรือไม่ก็ปิดช่องว่างไม่ให้รถเลนข้างๆ ย้ายเข้ามาอยู่หน้าตัวเอง
หากมีใครเปิดไฟเลี้ยวจะขอย้ายเลนเข้ามา แม้ตัวเองจะอยู่แสนไกล ก็จะยิงไฟสูงใส่ ถ้าแบบเอะอะหน่อยก็บีบแตร เสมือนแสดงป้ายว่า ‘เลนนี้ของข้าใครห้ามเข้ามาขวาง’ แล้วก็รี่บี้เข้ามาปิดทางโดยพลัน ถึงแม้ว่ารถจะติดอยู่ แต่ก็จะไม่มีการให้ใครมาทำให้ตนเสียอันดับแม้แต่นิดเดียว
ถึงแม้ว่ารถคันที่จะเปลี่ยนเลนนั้นกำลังจะถูกทางบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางไปทางอื่นถ้าหากเขาเปลี่ยนเลนไม่ได้ก็ตาม !
“แต่นั่นก็คงเป็นเรื่องของรถคันนั้น คนขับคนนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย” ผู้หลงผิดคิดเพียงข้าจะบรรลุเป้าหมายของตัวเองมักเอ่ยเช่นนี้
๓.
สงครามบนท้องถนนนับเป็นเรื่องเล็กน้อยและยิ่งดูกระจ้อยร่อยนักเมื่อเทียบกับสงครามจริงๆ ที่เกิดการเสียเลือดเนื้อเพียงเพราะการไม่เข้าใจกัน การต้องการแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบกัน การสูญเสียความเอื้ออาทร และการมองเห็นแต่เหตุผลของตัวเอง
หากนับตั้งแต่ช่วงเวลาที่มนุษย์ลืมตาดูโลกอย่างแท้จริง ดูเหมือนสังคมมนุษย์ต้องการจะให้มนุษย์แข่งขันกันเหลือเกิน
การแข่งขันชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ตัวเองได้เป็นบุคคลอันดับแรกๆ ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสังคมนั้นถูกปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ของมนุษย์ ซึ่งกระบวนการปลูกฝังนั้นแอบแฝงอยู่ในคราบของการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การพยายามเปรียบเทียบเด็กคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง การจัดการสอบโดยอ้างเหตุผลด้านการวัดผลการศึกษาที่ออกมาในรูปของการจัดอันดับเปรียบเทียบ การพยายามผลักดันให้เด็กทุกคนแข่งขันกันเองเพื่อชิงตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการสอบนั้น เป็นแรงผลักดันที่หนักหน่วงมหาศาลให้เด็กทั้งหลายโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มองเห็นเพียงความดีเลิศในด้านตำแหน่ง ปลูกฝังความคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ ‘ที่หนึ่ง’ และการจะเป็นที่หนึ่งนั้น บ่อยครั้งที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน (ทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจ) ต้องพยายามสนใจแต่ตัวเอง ดิ้นรนเพื่อตัวเอง และทิ้งทุกอย่างที่อยู่ในสถานภาพ ‘คู่แข่ง’
ในจดหมายฉบับหนึ่งที่ท่านกฤษณมูรติได้เขียนส่งไปยังโรงเรียนของท่าน มีใจความตอนหนึ่งว่า
“…มันเป็นเพราะแรงกดดันจากการศึกษา หรือแรงกดดันจากการแข่งขัน หรือจากการพยายามที่จะไขว่คว้าที่จะไปให้ถึงระดับที่แน่นอนในการศึกษาของเธอ การเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ หรือบางทีถูกรังแกจากนักเรียนคนอื่นๆ แรงกดดันทั้งหลายเหล่านี้บีบคั้นให้เธอพะวงถึงแต่ตนเองไม่ใช่หรือ และเมื่อเธอห่วงพะวงถึงแต่ตนเอง เธอก็จะสูญเสียคุณภาวะของความรู้สึกเอื้ออาทรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…”
บางทีเราอาจถูกหล่อหลอมมาให้ละทิ้งความเอื้ออาทร ความใส่ใจต่อผู้อื่น และมองกระจกเฉพาะกระจกเงาที่วางอยู่หน้าตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กกันเลยก็ได้กระมัง
๔.
ในระบบนิเวศ การที่สิ่งๆ หนึ่งดำรงอยู่นั้นมีความหมายทั้งเพื่อตัวมันเองและเพื่อสิ่งอื่นในระบบ
สิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ กินหรือล่าเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดและดำรงอยู่ได้ ในขณะที่การดำรงอยู่ของมันและการกระทำของมันก็มีผลกระทบกับสิ่งอื่นๆ ในระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทุกๆ สิ่งในโลกนี้ต่างจำเป็นต้องเกื้อกูลกันไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือไม่
ทุกวันนี้มนุษย์มองเห็นแต่ตัวเอง หันมองเพียงกระจกเงาประจำตัวของตัวเอง จนมองไม่เห็นความเป็นไปอื่นๆ
คิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไปและคิดถึงคนอื่นๆ น้อยเต็มที
ตัวอย่างที่พบเห็นในชีวิตประจำวันก็อย่างเช่น การขับรถบนท้องถนนที่ทุกคนต่างมุ่งมองไปข้างหน้าแล้วเห็นเพียงจุดหมายของตนที่จะต้องไปให้ถึงโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอย่างอื่น การแข่งขันในการศึกษาหรือการไต่เต้าด้านตำแหน่งหน้าที่การงานที่มุ่งมองเพียงความก้าวหน้าของตนโดยที่ลืมนึกไปว่า ความก้าวหน้าที่ตนเองต้องการนั้นแท้จริงแล้วเป็นไปเพื่ออะไร
แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองยังถูกมองข้ามและละเลย จะไปนับประสาอะไรกับเรื่องของโลกใบนี้...
โลกที่เราอาศัยอยู่นี่...
เรากำลังเห็นโลกเพียงแหล่งทรัพยากรที่จะสามารถขูดรีดและปล้นเอาสมบัติแต่ครั้งโบราณกาลออกมาถลุงได้อย่างไม่ยั้งคิด และหลงผิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด
โดยที่ลืมไปอย่างสิ้นเชิงว่าตัวเองก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกและเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น !
มนุษย์นั้นผยองในความสามารถของตัวคิดว่าตนเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่จนไม่สำนึกและสำเหนียกความเป็นจริงดังว่า จนกระทั่งมองเห็นแต่จุดมุ่งหมายข้างหน้าของตนเอง แข่งขันชิงดีชิงเด่นเพื่อตัวเอง และย่ำยีบีฑาโลกของตัวและสิ่งต่างๆ รอบตัว (ที่ทั้งขวางทางหรือเพียงแค่อยู่รายล้อม) จนแหลกคาตีน ไม่เคยได้ระวังตัวเลยว่าแท้จริงแล้วเราเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของระบบ เมื่อระบบพินาศ มนุษย์เองก็พินาศไปด้วย
ความผยองนั้นใหญ่โตขนาดไม่ฟังคำเตือนของธรรมชาติ มองว่ามันเป็นเพียงมุกตลกหรือไม่ก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถเอาชนะธรรมชาติได้
หรือไม่ก็ตามืดบอดหูปากหนวกใบ้จนกระทั่งไม่รับรู้ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
จะรับรู้มองเห็นหรือได้ยิน ก็แต่ตัวเองเท่านั้น
๕.
ดูเหมือนระบบทาง ‘สังคม’ หรือสิ่งปลีกย่อยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้การจัดระเบียบมนุษย์ให้มนุษย์ดำรงอยู่อย่างมีความสุข จะมองข้ามสิ่งสำคัญบางอย่างไป จนทำให้มนุษย์คิดคำนึงเพียงความสุขตรงหน้าของตน จนกระทั่งบางครั้งละเลยผู้อื่น และละเลยโลกใบนี้
มองอย่างแคบที่สุดในมุมมองของมนุษย์หนึ่งคน, สังคมประกอบไปด้วยตัวเองและผู้อื่น
ดังนั้นแล้ว ชีวิตจะดำรงอยู่ไปเพื่อสิ่งใดกันหากไม่ใช่เพื่อตนเองและผู้อื่น
มองอย่างกว้างขึ้นมาอีกหน่อย, บนโลกนี้มีทั้งมนุษย์ ทั้งสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น ทั้งธรรมชาติ
แล้วชีวิตจะดำรงอยู่ได้อย่างไรหากทุกสิ่งไม่พึ่งพากัน หากมนุษย์ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่อำนวยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้
มนุษย์ไม่สามารถแยกตัวโดดเดี่ยวและปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกได้
ตราบใดที่มนุษย์ยังสูดเอาลมหายใจของโลก
ตราบใดที่การดำรงอยู่ของเรายังส่งผลกระทบกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ ในโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
๖.
เราอาจลืมไปว่าหินทุกก้อนที่เราเหยียบย่ำนั้นเป็นสะเก็ดชิ้นส่วนหนึ่งของโลก
และในบางขณะจิต มนุษย์ก็อาจลืมไปว่ามนุษย์เองก็มาจากโลก เป็นสะเก็ดชิ้นส่วนหนึ่งของโลกเช่นกัน
เมื่อมนุษย์เหยียบย่ำธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ก็เหมือนเราเหยียบย่ำโลก
ซึ่งก็หมายความว่า
เรากำลังเหยียบย่ำตัวเองอยู่ด้วยเช่นกัน
(16-III-08)
ถ้าเกิดคนๆนั้นเค้าเป็นคนไม่ดีล่ะ ? ก็เท่ากับเราเหยียบย่ำตัวเองอยู่ใช่ป่าว
ถามเล่นๆล่ะนะ ไม่ได้ตั้งใจจะเถียงอะไรหรอก
แล้วมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลก โลกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล จักรวาลเป้นส่วนหนึ่งของกาแล๊กซี่
ทาบงช้างเผือก เกี่ยวเนื่องกันเป็นทอดๆป่ะ
ป.ล จริงๆแล้วรู้สึกว่าblog วันนี้สมบูรณ์มากเลยล่ะ (ค่อนข้างตรงใจ ยกเว้นเหยียบย่ำเนี่ยละ อิอิ)
#1 By คนผ่านมา... (202.28.180.202) on 2008-04-11 12:59