วันจันทร์ที่ ๒ เดือนกันยายาน พุทธศักราช ๒๕๕๐

๑.
ชายเสื้ออยู่นอกกางเกง…

เท้าก้าวถึงพื้น ตัวออกจากรถ มือปิดประตู เสียบกุญแจบิดปิดล็อคหนึ่งที แล้วจึงบังคับชายเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวให้ลงไปแอบซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กขายาวสีดำสนิท เผยให้เห็นหัวเข็มขัดสองสีที่แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบัน เมื่อพินิจเงาสะท้อนลางๆ บนกระจกรถแล้วเห็นว่าเรียบร้อยตามกฎระเบียบดี เท้าทั้งสองที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าหนังสีดำขัดจนมันวับก็พาตัวที่สะพายกระเป๋าเดินเข้าไปในอาณาเขตตึกเรียน

ประโยคในย่อหน้าข้างบนนี้ไม่ได้แสดงภาพการเดินทางมาถึงมหา’ลัยครั้งแรกของเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งเพิ่งสอบติดแต่อย่างใด แต่ว่ามันเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของผมที่ต้องดำเนินแพตเทิร์นนี้ในทุกๆ ครั้งที่พาตัวล่วงล้ำเข้ามาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้

ในโลกนี้มีปัญหาอยู่สองประเภท คือ ปัญหาที่สามารถแก้ได้ กับ ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ ปัญหาที่สามารถแก้ได้แบ่งเป็นสองประเภทคือ แก้แล้วออก กับ แก้แล้วไม่ออก 
ตอนแรกผมคิดว่าปัญหาเรื่อง ‘ทำไมเครื่องแบบและการแต่งกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ?’ เป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ และเมื่อได้ทดลองแก้ดูจริงๆ แล้วผมก็พบว่า ผมแก้ไม่ออก

คำถามหลายอย่างยังค้างคาอยู่ในใจ เช่น ทำไมใส่เสื้อไว้ในกางเกงจึงถูกมองว่าเรียบร้อย? ทำไมสวมรองเท้าหุ้มส้นจึงดูสุภาพ สำหรับผู้ชายแล้วยิ่งทำมาจากหนังยิ่งเข้าท่า? ทำไมการผูกผ้าหนึ่งเส้นรอบคอแล้วปล่อยลงมาจึงถูกมองว่าดูดี? ทำไมการสวมเสื้อสูทหนาๆ แขนยาวทั้งๆ ที่อากาศบ้านเราร้อนตับแลบจึงแลดูมีสกุล?

“เครื่องแบบนั้นสำคัญไฉน?” ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ครอบคลุมที่สุด

ขอสารภาพตามตรงว่า ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากการใคร่ครวญหาคำตอบก็คือ การยอมจำนนและกระทำตามวิถีที่มันเป็นไป
เท่านั้น

๒.
ชายเสื้ออยู่ในกางเกง…

คนที่เดินไปเดินมาในสถานที่แห่งนี้ล้วนมีสภาพไม่ต่างจากผม ถ้าลองได้สวมเครื่องแบบแล้วละก็ จะต้องปฏิบัติตามกฎเดียวกันหมด ไม่เว้นเด็กหรือผู้ใหญ่ 
ถ้าหากแม้นมีใครที่ไม่ทำตาม ในที่สุดแล้ว เขาก็ต้องถูกอำนาจบางอย่าง (ทั้งที่เดินได้และเดินไม่ได้) มาบีบบังคับให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบระเบียบอยู่ดี

ผมเคยคิด
ว่ากรอบระเบียบนั้นเป็นรูปอะไร? 
สามเหลี่ยม ส่ีเหลี่ยม หลายเหลี่ยม รูปแฉก วงกลม หรือวงรี
ไม่แน่ใจ
แต่ถ้าพูดถึง ‘กรอบ’ โดยทั่วๆ ไปก็คงออกเหลี่ยมๆ

ผมเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ผู้ที่นั่งอยู่รอบสี่เหลี่ยมนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับผม-ผู้คนซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ (ที่เดาว่าน่าจะ) เหลี่ยมๆ

ระหว่างรอเรียนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรีตอนสิบโมงเช้า ผมก็ได้รับข่าว(ดี) ว่าวิชาตอนบ่ายนั้นถูกยกเลิก-ด้วยเหตุผลอะไรนั้นยังไม่ทันได้ใส่ใจ ใบหน้าของผมและคนรอบข้างก็แสดงรอยยิ้มอย่างจริงใจออกมากันหมด

ยิ้มจริงใจยังมีจริงในโลก…

ถึงเวลาเรียน ขึ้นตึกไปด้วยลิฟต์สี่เหลี่ยม เดินเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยม นั่งลงบนเก้าอี้เกือบสี่เหลี่ยม เบื้องหน้าเป็นกระดานขาวสีเหลี่ยม หยิบเอกสารการเรียนที่เป็นกระดาษสี่เหลี่ยมขึ้นมาพร้อมเครื่องเขียน เตรียมตัวบันทึกความรู้เต็มที่

ชายวัยคุณพ่อท่าทางดูอบอุ่นและทรงภูมิเดินเข้ามาในห้อง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มจริงใจให้นักเรียนเกือบทุกเวลานั้นทำให้เขาเป็นอาจารย์คนหนึ่งที่นักเรียนรัก

ชายเสื้ออาจารย์อยู่ในกางเกง
ชายเสื้อผมก็ยังอยู่ในกางเกง

เมื่อทุกอย่างพร้อม อาจารย์ก็ปล่อยภูมิที่ทรงเอาไว้ออกมาจากทางเดียวกับที่เขาแสดงรอยยิ้ม และบันทึกบางส่วนของภูมิเหล่านั้นลงบนกระดานขาวสี่เหลี่ยม แล้วผมก็บันทึกภูมิเหล่านั้นลงบนกระดาษขาวสี่เหลี่ยมอีกที ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะได้ทรงภูมิบ้าง…

๓.
เลิกเรียนเร็วกว่าที่คิด
บอยกับต้นจึงชวนไปหามื้อเที่ยงกินกันแถวสยาม
เมย์อยากไปแต่ติดธุระที่นี่ตอนสี่หรือห้าโมงเย็น-เวลากระชั้นชิดเกินไป 
ยังไม่ทันมีใครคิดอะไรได้ ผมก็เดินเข้าห้องของอาจารย์วาเลรี่เอ่ยปากชวนให้ไปด้วยกัน เขาตอบรับ เราจึงวางแผนกันว่าจะให้เมย์เดินทางไปกับอาจารย์วาเลรี่แล้วกลับมาตอนบ่ายๆ พร้อมกัน

ระหว่างที่ผม บอย ต้น กำลังรอ ๑ สาว ๑ หนุ่มฝรั่งกันอยู่ ผมก็ได้รับข่าว(ที่คิดว่าไม่ค่อยดี) ว่าทั้งสองคงจะไปกับเราไม่ได้เสียแล้ว ว่าแล้วเราทั้งสามจึงตัดสินใจออกเดินทางกัน

มีรถคนละคัน ต่างคนต่างขับกันไป โลกร้อนจะโทษใครได้อีกเล่า?
ต้นกับผมตัดสินใจไปทางสะพานตากสิน บอยไม่มั่นใจเส้นทางจึงตัดสินใจว่าจะขับตามๆ กันไป
วันนี้เป็นครั้งแรกที่มีการขับรถตามๆ กันสามคัน (ระหว่างผมและเพื่อน) ในระยะทางไกลแบบนี้

บอยตามต้นไป ส่วนผมรู้ทางเลยไม่ได้เกาะติดใคร แต่บนเส้นทางเดียวกันยังไงก็คงไม่ทิ้งห่างกันหรอก

แอร์รถก็ยังทำงานตามปกติของมันอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมการขับรถวันนี้ผมจึงรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ?
ระหว่างขับรถ มองกระจกหลังทีไรยังไงก็เห็นเพื่อนๆ เรายังร่วมทางกับรถคันเดิมมาตลอดเส้นทาง บ้างเห็นใกล้ๆ บ้างเห็นอยู่ไกลๆ แต่ยังไงก็ยังมองเห็น
ผมพลันคิด
จะมีสักกี่ครั้ง ที่เราจะร่วมเดินทางกับใครสักคนบนรถคันอื่นที่เราไม่รู้จักในระยะทางเกือบ ๓๐ กิโลเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน ขับรถมาผลัดกันแซงหน้าแซงหลังกัน ไปจนถึงที่หมายเดียวกันหรือใกล้ๆ กัน
ถ้าหากมี ก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็คงเป็นพรหมลิขิต-ที่ลิขิตให้เราบังเอิญร่วมเดินทางชีวิตเส้นเดียวกัน
แล้วถ้าผมรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมคงจะเดินเข้าไปหาเขา แล้วขอทำความรู้จัก 

ในฐานะเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

๔.
ชายเสื้อเกือบอยู่ในกางเกง…

เท้าก้าวถึงพื้น ตัวออกจากรถ มือปิดประตู เสียบกุญแจบิดปิดล็อคหนึ่งที แล้วจึงบังคับชายเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวให้ลงไปแอบซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กขายาวสีดำสนิท เผยให้เห็นหัวเข็มขัดสองสีที่แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบัน

กิริยาขณะนั่งขับรถอาจทำให้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย ก่อนเดินจากที่จอดรถขึ้นไปบนตัวห้างสยามพารากอนก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน
ซึ่งในตอนนั้น ผมก็ยังแก้ปัญหา, ที่ว่าทำไมการยัดชายเสื้อไว้ในกางเกงจึงดูเรียบร้อย, ไม่ออกอยู่ดี
ผมอาจถูกบังคับให้อยู่ในกรอบของอะไรบางอย่างมาจนติดเป็นนิสัยไปแล้วก็ได้!

นัดพบเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสองหน้าน้ำตกตรงทางออกสู่สถานีรถไฟฟ้า
ระหว่างรอ ผมสังเกตเห็นน้ำวนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในบ่อน้ำตก
“สวยดี” ผมคิด

เมื่อพบคนที่นัดไว้ ก็คุยเรื่องที่เราเห็นคนนอนอยู่บนถนนซึ่งคาดว่าน่าจะถูกรถชนระหว่างทางมาที่นี่
นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เราพบเกือบจะพร้อมกันระหว่างเดินทางมาด้วยรถต่างคันกัน
แล้วผมก็ชวนทั้งสองมองไปที่น้ำวนนั้น เพื่อเพิ่มเหตุการณ์, ที่ไม่ได้พบพร้อมกันบ่อยๆ, อีกหนึ่งเหตุการณ์

ผมวกกลับไปคุยช่วงระหว่างมาเล็กน้อยว่าตอนที่ถึงแถวๆ สาทร ผมแยกกับทั้งสองเข้าไปทางสุรวงศ์ซึ่งบอยและต้นไปทางพระรามสี่
นอกจากเหตุผลว่าผมคิดว่าทางที่ผมไปจะติดน้อยกว่าแล้ว ผมยังเคยคิดเล่นๆ เอาไว้ เรื่องการพิสูจน์ว่าการไปถึงที่หมายเดียวกันด้วยต่างเส้นทางกันในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของวันแล้ว เส้นทางไหนจะเร็วกว่า

เนื่องจากบ้านของผมนั้นจะมีทางออกสู่ถนนใหญ่ได้สองทาง คือจะออกทางหน้าปากซอยหรือทางท้ายซอย ซึ่งผมก็เคยเถียงกับที่บ้านบ่อยๆ ตอนสมัยเด็กๆ ว่าทางไหนจะเร็วกว่ากัน แต่โอกาสที่จะพิสูจน์นั้นยากที่จะมี
มาวันนี้มีโอกาส ขอลองพิสูจน์สักหน่อยว่าทางไหนจะถึงพารากอนเร็วกว่ากัน

สุดท้าย ผมไปถึงก่อน แม้จะไม่นานและก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าทางของผมจะเร็วกว่าทุกครั้งไป แต่อย่างน้อยผมก็ได้ลองพิสูจน์ และได้พบโอกาสของความเป็นไปได้

๕.
ตกลงกันไปตกลงกันมา สุดท้ายลงเอยที่ Burendo ร้านบุฟเฟต์แบบชาบู-ชาบูในสยาม

ผมไม่แน่ใจว่าวัฒนธรรมการกินแบบบุฟเฟต์นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด รู้แต่เพียงว่าบุฟเฟต์แบบที่จัดอาหารมากมายใส่ลงในหลากภาชนะวางเรียงกันแล้วให้ผู้คนเดินไปตักใส่จานดัวเองได้มีวิวัฒนาการครั้งสำคัญอยู่ที่ฝรั่งเศสก่อนจะแผ่ขยายความนิยมสู่ประเทศอื่นๆ แถบยุโรป ส่วนบุฟเฟต์ในความหมายแบบ all-you-can-eat นั้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน ผมเองก็ไม่ทราบ

แต่ว่าไหนๆ เราก็พาท้องที่ร้องจ๊อกๆ มาอยู่ในร้านบุฟเฟต์ชาบูออลยูแคนอีตแบบนี้แล้ว มันจะกำเนิดมาจากไหนก็ช่างหัวมันเอาไว้ก่อน ต้องรีบหาอะไรมากล่อมให้ท้องสงบลงเสียก่อนเป็นอันดับแรก

หลังจากสภาวะร่างกายเข้าที่เข้าทาง ผมก็นึกถึงร้านขายเครื่องสำอางที่เดินผ่านมาระหว่างทาง มันมีคำว่า Buffet ห้อยท้ายอยู่บนป้ายชื่อร้าน ผมกับเพื่อนสงสัยขึ้นมาทันที ว่าขายเครื่องสำอางแบบบุฟเฟต์จะเป็นยังไง ตัวร้านมันมีอะไรพิเศษ หรือมันเป็นแค่ชื่อร้านที่ดูเก๋ไก๋แต่วิธีการขายไม่ได้แตกต่างจากร้านอื่นๆ
ทว่าด้วยท้องที่กำลังครวญครางเหมือนเด็กทารกดูหนังผีนั้นก็ได้ห้ามเราไม่ให้แวะที่ไหนได้ทั้งสิ้น

สำหรับ Burendo บอยกับผมเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง
ที่นี่ บนผนังร้านด้านหนึ่งจะมีบอร์ดสี่เหลี่ยมให้ลูกค้าเอาลูกอมฮาร์ทบีทมาเขียนความในใจถึงใครบางคนลงบนห่อลูกอมแล้วแปะลงไปบนบอร์ดนี้, ซึ่งก็มีคนทำกันมากมาย
คราวที่แล้วบอยได้เขียนและแปะเอาไว้ เขาจึงพยายามมองหาของตัวเองจนเจอ
คราวนี้ ผมตัดสินใจเขียนถึง 'ใครบางคน' ของผมบ้าง

เมื่อท้องอิ่ม จุดหมายต่อไปคือการไปหาเพื่อนเก่าของบอย ชื่อ ป๊อป ที่มหา’ลัยที่อยู่ใกล้ๆ นี้
เราตัดสินใจเดินทางสยามไปจนถึงคณะของป๊อปด้วย ๖ เท้าที่เรามี

ชายเสื้อผมยังอยู่ในกางเกง ในขณะที่บอยและต้นปล่อยชายเสื้อออกมานานมากแล้ว
ต้นทักผม เรื่องที่ผมยังซ่อนชายเสื้อเอาไว้ในกางเกง
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมแค่รู้สึกว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวของผมไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับปล่อยให้ชายเสื้อมันลอยชายไปมา การปล่อยให้ชายเสื้อตัวนี้ออกมากินลมนอกกางเกง, สำหรับผมแล้ว, คงดูไม่งามนัก ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องกรอบระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนเสื้อของทั้งสองเป็นเสื้อแขนสั้นและดูเหมือนจะถูกออกแบบมาให้ดูดีเมื่อปล่อยชายเสื้อออกมาด้วยซ้ำ

ถ้าเสื้อนักศึกษาถูกออกแบบมาให้ดูดีในขณะที่ปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกง กฎระเบียบที่บังคับไม่ให้ผู้สวมใส่แสดงความดูดีออกมา จะยังเรียกตัวเองว่าเป็นกรอบแห่งความ ‘ดีงาม’ ได้อยู่อีกหรือเปล่า?

๖.
ชายเสื้อของชายหนุ่มผู้อยู่เบื้องหน้าผมอยู่นอกกางเกง…

รูปร่างเกือบท้วม ในมือข้างหนึ่งถือมวนแท่งสีขาว ปลายด้านหนึ่งของมันมีควันสีเทาหม่นลอยขึ้นมา รอยยิ้มที่ดูเหมือนจริงใจส่งมาที่เราสามคน 
“เอาซักตัวมั้ย?” เขาถาม
เพื่อนบางคนรับไป ส่วนผมยินดีที่จะเป็นผู้ถูกรมควันมากกว่า

ความจริง ป๊อปรู้จักผมมาก่อน
ถ้าจะกำหนดความสัมพันธ์ลงไป อาจจะบอกได้ว่า แท้จริงแล้วเราสองเป็นผู้ร่วมเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่เดิน ‘สวนกัน’ ก็เท่านั้นเอง 
ป๊อปเคยเรียนอยู่ในระดับพรีคอลเลจของสถาบันที่ผมกำลังเรียนอยู่ตอนนี้ ส่วนผมก็เคยสอบติดและเกือบจะต้องเข้าเรียนในสถาบันที่ป๊อปกำลังเรียนอยู่ตอนนี้

แล้วเรา ก็คงได้สบตากัน ไม่จังหวะใดก็จังหวะหนึ่งในช่วงที่ผมเข้ามามอบตัวที่นี่, ที่ซึ่งผมถูกที่บ้านบังคับให้มาสอบแล้วบังเอิญสอบติด, ที่ซึ่งเส้นทางเดินของเราซ้อนทับกัน 
ผมใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะสลัดตัวเองออกจากที่นี่ และต่อสู้กับทางบ้านให้พวกเขาอนุญาตให้ผมได้เข้ามาเรียนในที่ที่ผมต้องการจริงๆ

เราคุยกันตามประสา
เด็กหนุ่มบางคนเดินผ่านที่ที่เรายืนคุยกัน
“ขอตัวนึง” บางคนเอ่ยอย่างนี้
“ขอไฟหน่อย” อีกบางคนก็เอ่ยอย่างนี้

จริงๆ แล้ววัฒนธรรมการแบ่งปันมวนแท่งสีขาว หรือการขอ-ให้ไฟแก่ผู้อื่นนั้น ในแง่หนึ่ง, อาจแฝงสัญลักษณ์ในแง่ของมนุษยสัมพันธ์ การแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้กับผู้อื่น, ผู้ที่นิยมชมชอบสิ่งเดียวกัน หรือผู้ที่เลือกเดินในเส้นทางและชะตากรรมเดียวกัน, บางทีอาจเป็นการผูกมิตรใหม่ไปด้วยก็ได้ ผู้มีรสนิยมต้องกันอาจมีเครื่องเชื่อมโยงถึงกัน ก่อให้เกิดสังคมกลุ่มย่อยตามมาอีกมากมาย ซึ่งถ้าคิดในแง่นี้แล้วอาจเป็นเรื่องดี
หรือถ้าในอีกแง่หนึ่ง, มันอาจเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
ซึ่งก็เป็นไปได้เหมือนกัน

นั่นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่อาจสามารถแก้ได้ แต่ตอนนี้ผมขี้เกียจคิด

๗.
นักศึกษาหนุ่มสามคนเดินทางมาจากกมหา’ลัยไกลปืนเที่ยงเดินทางมาถึงมหา’ลัยใจกลางเมืองแล้วเดินๆ นั่งๆ รอเวลาเลิกเรียนของนักศึกษาที่นี่ ถึงไม่ต้องบอกทุกท่านก็คงพอเดาได้ว่าเรามาทำอะไรกัน

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่ไอเดียผม!

จากสาม ตอนนี้เป็นสี่, ตัดสินใจร่วมชะตาและเส้นทางเดียวกันชั่วคราว, และก็ยังมีผมอยู่คนเดียวเหมือนเดิมนั่นแหละที่ยังซุกชายเสื้อไว้ใต้ร่มผ้ากางเกงไม่ให้มันออกมาเผชิญชะตากรรมภายนอก
เราย้ายที่, ด้วย ๘ เท้าที่เรามี, ไปยังสุดขอบมหา’ลัยอีกด้านหนึ่ง นอกจากจะไปหาไอศกรีมกินกันแล้ว เราก็จะได้ดำเนินวัตถุประสงค์หลักดั้งเดิมกันไปด้วย

นั่งกินนั่งคุยกันพอประมาณ ก็เดินกลับ ระหว่างทางผมเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม ๒ คน ทักทายคุยกันเล็กน้อยตามระเบียบ ก่อนจะกลับไปคณะของป๊อปแล้วแวะขึ้นไปชมตึกเรียน
เนื่องจากผมเคยสอบติดที่นี่ เคยมามอบตัวที่นี่ และคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาบ้าง, แล้ววงการนี้ก็เล็กเสียจนคุ้นหน้ากันไปเสียเกือบจะหมดทุกคน ผมจึงยังจำใครหลายๆ คนได้
ส่วนใหญ่ถ้าผมได้สบตาหรือสบหน้ากับใครสักคนนานพอ, แต่นานกี่วิฯ ไม่เคยนับ, ผมก็จะจำพวกเขาได้ เพื่อนผมบางคนแปลกใจที่ผมสามารถพูดข้อมูลเกี่ยวกับคนที่เดินไปเดินมาแถวนั้นได้ถูกต้อง
ผมเองก็แปลกใจเหมือนกัน

หนำใจแล้ว ก็แยกกับป๊อปไปเรียกแท็กซี่กลับพารากอนกัน
บอย, เด็กหนุ่มผู้แสนจะหลงใหลแก็ดเจตต่างๆ, ก็พาเราขึ้นไปบนชั้นที่ขายเครื่องเสียงรถยนต์
บอยบ่นมานานแล้วว่าอยากจะติดจอทัชสกรีนในฮอนด้าแจ๊ซสีขาวของเขา, ซึ่งเขาก็กำลังจะได้ติดมันในอีกไม่ช้านี้
บอยท่าทางกำลังมีความสุขอยู่กับเครื่องเสียงเหล่านี้ 
เพราะบอยกำลังยิ้ม, จากใจจริงเสียด้วย

กำลังจะกลับบ้านกัน ต้นเพิ่งจะนึกออกว่าวันนี้เป็นวันเกิดของแม่ของเขา เราจึงไปช่วยกันเดินเลือกซื้อของขวัญวันเกิด ลังเลไปลังเลมา ก็ได้ตุ๊กตาไปหนึ่งตัว

คราวนี้เสร็จธุระกันหมดแล้วจริงๆ
ไม่มีใครเสนอมื้อเย็นเนื่องจาก Burendo เมื่อมื้อเที่ยงนั้นทำให้เรากินมื้อเย็นไม่ลงอีก
‘อิ่ม’ กับ ‘กินไม่ลง’ ผมไม่รู้ว่าต่างกันมากแค่ไหน ผมรู้แต่ว่ามันเหมือนกันตรงที่ เป็นความรู้สึกที่ไม่อยากจะหาอะไรลงไปในท้องอีกแล้ว

ผมแยกตัวกับทั้งสองคน
ลงไปชั้นล่างแวะซื้อชูครีมติดมือกลับบ้านไปประมาณสามสี่ชิ้น กะว่าจะเก็บไว้เผื่อหิว

แล้วผมก็เดินไปที่รถ เสียบกุญแจเปิดล็อคหนึ่งทีแล้วดึงออก เท้าพาตัวเข้าไปข้างใน สตาร์ตรถ แล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน

๘.
ชายเสื้ออยู่นอกกางเกง…

มันเป็นการสื่อความหมายว่าผมหลุดพ้นจากกฎระเบียบใดๆ หรือการถูกมองโดยใครๆ แล้วหรือ?
ไม่แน่ใจ

ตั้งแต่กลับถึงบ้าน ผมก็ชำระเหงื่อไคลและฝุ่นต่างๆ ที่ไปสะสมมาจากสถานที่อย่างน้อยๆ ๓ ที่, มหา’ลัยผม - สยาม/พารากอน - มหา’ลัยของป๊อป, แล้วก็สวมเครื่องแบบสำหรับการนอน

ฟ้านอกห้องมืดมิด
ไฟในห้องก็มืดมิด
ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องขอไฟจากใครในเวลานี้
ผม, บนเตียงสี่เหลี่ยม, ในเครื่องแบบชุดนอน, ปล่อยชายเสื้อ, ถูกทับด้วยผ้าห่มสี่เหลี่ยมผืนนุ่มที่ซ่อนชายของมันเอาไว้ใต้ผ้าคลุมเตียงที่กองอยู่ปลายเตียงอีกที, หัวแนบสนิทกับหมอนทรงเกือบสี่เหลี่ยม, ปิดเปลือกตาจนทุกอย่างมืดมิดอย่างสมบูรณ์

ณ วินาทีนี้เอง ที่ผมแก้ปัญหานั้นออกได้อย่างง่ายดายและเข้าใจคำตอบ
ว่า

เครื่องแบบนั้นสำคัญไฉน?

 (16-XI-07)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry