๑.
เมื่อมื้ออาหารมาถึง สถานที่แห่งนั้นดูคล้ายจะกลายเป็นสนามรบ

แดงเพลิงของไฟลุกโหมอยู่ทั่วไป ผู้คนเดินเหินวิ่งว่อนวุ่นวาย วัสดุต่างๆ หน้าตาละม้ายอาวุธเคลื่อนที่ร่อนไปร่อนมา ซากศพของสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ถูกกระทำย่ำยี บ้างถูกฉีกทึ้งอย่างโหดเหี้ยม บ้างถูกเฉือนเชือดอย่างไร้ปรานี บ้างถูกสับจนแหลกเละ บ้างถูกเผาด้วยเปลวไฟร้อนระอุ ความเมตตาหรือสำนึกในบุญบาปเป็นสิ่งที่ไม่เคยและไม่มีวันเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้

แม่ทัพใหญ่เป็นผู้ออกคำสั่งและบงการทุกสิ่งที่เป็นไป และด้วยฝีมือของแม่ทัพผู้ฉกาจและมากความสามารถนี้เอง ที่ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเฉียบขาด ฉับไว และไร้ความลังเล

“…คุณอาจจะรู้จักเชฟ เขาเป็นคนที่ไม่สวมหมวก มีคลิปบอร์ดหนีบไว้ใต้แขน อาจจะมีป้ายชื่อสีน้ำเงินทัสคานติดอยู่ที่เสื้อแบบเชฟสีขาวลงแป้งแข็งปั๋งใกล้ๆ กับกระดุมผ้าฝ้ายแบบจีนด้วย…”

คำสั่งอันเฉียบคมของแม่ทัพใหญ่ในนาม ‘เชฟ’ จะก่อให้เกิดฉากนาฏลีลาแห่งสงครามอันเพริศแพร้วและหมดจดงดงามของบรรดาลูกน้องทั้งหมดภายในครัวแห่งนี้

“…พวกเขาจะทำอะไรคล่องแคล่วรวดเร็วไปหมดยังกับกำลังเต้นบัลเล่ต์หรือโมเดิร์นแดนซ์อยู่ การปรุงอาหารที่ทุกอย่างจัดวางอย่างถูกที่ มีอุปกรณ์ครบ สะอาด และ ‘เต้นรำ’ ได้อย่างคล่องแคล่วย่อมลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นลง เทคนิคเจ๋งๆ และความเร็วในการทำงานย่อมทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้สง่างามราวกับนักสเก๊ตน้ำแข็ง…”

ตอนหนึ่งจาก ‘Kitchen Confidential’
ของ Anthony Bourdain แปลโดย โตมร ศุชปรีชา


และในหลายๆ ครั้ง ‘เชฟ’ เองนี่แหละที่เป็นผู้ตรวจตราดูแลอาหารแทบทุกจานที่จะถูกนำออกไปเสนอต่อหน้าลูกค้าผู้มีเกียรติซึ่งนั่งรอคอยด้วยความหิวโหยอยู่ภายนอกสนามรบ และในหลายๆ ครั้ง เชฟจะเป็นผู้ที่ได้รับความดีความชอบในคุณภาพอาหารของร้าน หากอาหารเลอเลิศเพริศพริ้ง เชฟก็สามารถจะได้รับคำชื่นชมเยินยอเอาง่ายๆ ทว่าในทางกลับกัน หากลูกค้าพบว่าอาหารนั้นไม่คู่ควรกับลิ้นหรือเพดานปากของพวกเขาหลังจากที่คำแรกผ่านไป ก็เชฟอีกนั่นแหละ ที่อาจจะถูกเรียกตัวออกมาสอบสวนและได้รับคำปรามาสกลับไปให้เป็นรอยแผลแห่งชีวิต

ในสถานะแบบนี้ เชฟก็คงไม่ต่างอะไรไปกับผู้นำองค์กร หรือไม่ก็หน่วยงาน หรืออาจจะเป็นกองทัพ กลุ่มใดสักกลุ่มหนึ่ง ที่ทั้งต้องวางแผนกลยุทธ์ ออกคำสั่ง แสดงฝีมือ รวมทั้งต้องรับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่างอันเกิดจากกลุ่มของตนเอง

เป็นภาระที่หนักหน่วงของผู้ที่ต้องคอยควบคุม

๒.
มื้อเย็นวันหนึ่ง เคท อาร์มสตรอง ต้องละภาระการออกคำสั่งในครัวชั่วครู่เพื่อออกมารับคำชมเชยจากลูกค้าที่เป็นแฟนตัวยงของเธอ
“ผมบูชาทุกคนที่ให้ความแปลกใหม่แก่เพดานปากผม...”
ชายผู้สูงศักดิ์และวัยกล่าวอย่างปีติ ยังมาซึ่งความพอใจแก่เธอไม่น้อย ทว่าในขณะเดียวกันเมื่อหันหลังกลับไป เธอก็พบลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งซึ่งกำลังมีปัญหากับฟัวกราส์ของเธอ 

“นี่ ผมมีอะไรจะให้ดู ฟัวกราส์ของภรรยาผมมันยังไม่สุกได้ที่”

เคทหยิบจานนั้นขึ้นมา เธอใช้สายตาเพ่งพินิจพิจารณาฟัวกราส์ที่ตกเป็นจำเลยชิ้นนั้น สีชมพูแลดูมลังเมลืองอย่างที่มันควรจะเป็นในความคิดของเธอ และไม่น่ามีสิ่งใดผิดปรกติ

“จานนี้ไม่มีอะไรผิดพลาด comme il faut
เธอยังคงยืนยันอย่างมั่นใจ
“อบไฟ ๑๔๐ น้ำ ๘๐ องศา นาน ๒๕ นาที ไม่เร็วไม่ช้าเกินไปจนออกมาเป็นสีชมพูระเรื่อ”
แล้วสายตาเธอก็ย้ายตำแหน่งไปปะทะกับสายตาชายหนุ่มลูกค้าของเธออย่างแสดงความไม่อ่อนข้อ

ชายหนุ่มและภรรยาลุกขึ้นแล้วเดินออกจากร้านอย่างอดรนทนไม่ไหว ในทันทีที่พวกเขาใกล้พ้นประตูร้าน เคทยังมิวายพูดจายั่วโทสะตามหลังไปว่า 
“แผงฮอทดอกตรงหัวมุมถนนนั่นท่าจะใช้ได้นะ เขาทำอาหารตามคำสั่ง...”

เหตุการณ์เย็นวันนี้ ทำให้เธอทะเลาะกับพอลล่า ผู้เป็นเจ้าของร้าน หากแต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะการที่เคทออกไปก่นด่าแขกที่ไม่นิยมอาหารของเธอนั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

ทว่า มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของร้านต้องการนัก

เคทจัดเป็นเชฟฝีมือเยี่ยม มีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นผู้หญิงที่แข็งกระด้าง และแทบจะออกกฎให้กับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต รวมถึงอาจจะมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์...

ไม่ว่าปัญหาที่แท้จริงของเธอคืออะไร พอลล่าก็สั่งให้เธอไปเข้ารับการบำบัด ซึ่งบำบัดอะไรนั้น ตัวเธอเองก็ไม่รู้คำตอบ เธอเพียงแต่ไปพูดคุยกับหมอบำบัดอยู่เป็นประจำตามที่พอลล่ายื่นคำขาดให้เท่านั้น

“ไม่ใช่ว่าฉันคอยควบคุมหรืออะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างถูกต้อง นั่นเป็นเหตุผลที่มักจบลงด้วยการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง นึกออกไหมว่ามันยุ่งยากแค่ไหนที่ต้องประสานมือปรุงสี่สิบจานพร้อมกัน?”

เธอเคยพูดกับหมออย่างนั้น แสดงให้เห็นว่าเคทเป็นคนที่ตีกรอบให้ตัวเองอย่างหนาแน่น เรียกร้องความสมบูรณ์แบบเช่นอุดมคติสูง เชื่อมั่นในความถูกต้อง ‘แบบของตัวเอง’ อย่างแรงกล้า รวมทั้งไม่เปิดใจแก่ใครและไม่เชื่อใจใครด้วย

ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าในความคิดของเธอแล้ว อาหารของเธอนั้นเป็นสิ่ง ‘สมบูรณ์แบบ’ และ ‘ไร้ที่ติ’ หากจะเกิดการติเพราะรสอาหารไม่ถูกปาก สำหรับเธอแล้ว เธอถือว่านั่นเป็นปัญหาของผู้กิน ไม่ใช่ผู้ปรุง

และด้วยความเชื่อมั่นทั้งปวงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาตามมาเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
พี่สาวของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะกำลังเดินทางมาหาเธอพร้อมกับลูกสาว ทำให้เธอจะต้องทำหน้าที่แทน ‘แม่’ ให้กับโซอี้ ผู้ซึ่งถือว่าเป็นหลานของเธอ

การดูแลเด็กสาววัยประถมที่เพิ่งเสียแม่ไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และสิ่งที่ทำให้เธอต้องยิ่งพิศวงงงงวยมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การที่โซอี้ไม่ยอมทานอาหารใดๆ ที่เธอทำเลย 

ไม่ว่าจะเลิศรสเพียงใด อาหารที่ไม่มีคนกินก็ไร้ค่า ไม่ต่างจากหนังสือดีที่ไม่มีคนเปิดอ่าน จิตรกรรมงามงดที่ไร้ผู้ชม และดนตรีไพเราะที่ไร้ผู้ฟัง

อาหารซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเธอ กลายเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์และไร้ค่าไปโดยสิ้นเชิงเมื่อหลานสาวของเธอไม่ยอมทานอาหารที่เธอทำเลยแม้แต่คำเดียว

เรื่องน่าชวนปวดเศียรเวียนเกล้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

ในวันแรกที่เธอกลับเข้าครัวหลังจากหยุดพักทำใจเรื่องที่เสียพี่สาวไป เธอก็ต้องขุ่นข้องหมองใจกับเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ในทันทีที่เธอผลักประตูครัวเข้าไป โสตประสาทเธอก็ได้รับรู้เสียงดนตรี เสียงเพลงอุปรากรอิตาเลียนดังกระหึ่มอยู่ท่ามกลางสถานที่ซึ่งควรจะเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและจริงจัง พร้อมๆ กับชายหนุ่มคนหนึ่งโบกโบยมือไม้ตามเสียงเพลงราวกับเป็นวาทยกรให้กับคนครัวทั้งหลายได้ประสานเสียงขับร้องบทเพลงควบคู่ไปกับเสียงจากเครื่องเล่นวิทยุเครื่องนั้น และในขณะเดียวกันตัวเขาเองก็อ้าปากร้องเพลงอย่างดื่มดำ่ซึมซาบราวกับว่าเขาเป็นปาวารอตตีเสียเองเลยทีเดียว

“นิโคลัส พาล์เมอร์”
เขาแนะนำตัวเองแก่เคทอย่างนั้น และทั้งสองจะต้องทำงานร่วมกันในฐานะที่เขาเป็นผู้ช่วยเชฟ

เมื่อจำเป็นต้องร่วมงานกันไปเรื่อยๆ ‘นิค’ สร้างความไม่สบายใจให้กับเคทหลายอย่าง อาจเป็นเพราะความระแวงของเธอไปเองว่า นิคอาจจะมาแย่งครัวแย่งตำแหน่งที่เธอลำบากตรากตรำมาทั้งชีวิตกว่าจะได้มันมาไปอย่างไม่ใยดี รวมถึงความอิจฉาลึกๆ ในใจหรือกระทั่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่างๆ นานา จนกระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นเมื่อวันหนึ่งที่เคทพาโซอี้มานั่งในครัว เผื่อจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องโซอี้ไม่ยอมทานอาหารได้ เป็นนิคนี่เองที่ใช้วิธีหลอกเด็กโดยการทำพาสต้าขึ้นมาจานหนึ่ง จากนั้นก็กินยั่วน้ำลายโซอี้และทำทีฝากจานที่เพิ่งกินไปสองสามคำนั้นให้โซอี้ถือ แล้วตัวเองไปทำงานต่อ เมื่อเคทเดินมาหาโซอี้จึงมองเห็นว่าโซอี้กำลังป้อนเส้นพาสต้าเข้าปากตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเด็กอดอยากที่ไม่ได้พบเห็นอาหารมาช้านานกำลังสวาปามอาหารมื้อแรก ดังนั้น เคทจึงได้นึกขอบคุณนิคอยู่ในใจ

จากนั้น ดูเหมือนว่าทั้งสามคนจะได้กลายมาเป็นครอบครัวกันจริงๆ แต่ทว่าความความสัมพันธ์ก็มีขึ้นมีลง และแปรปรวนไปตามปัจจัยภายนอกที่คาดเดาไม่ได้

“เขาไม่เคยทำสิ่งที่เหมาะสมในเวลาที่ถูกต้องเลย เขาช่างเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้...”
เคทบ่นให้กับหมอนักบำบัดฟัง 
หมอจึงตอบกลับไปว่า
“ชีวิตก็คาดเดาไม่ได้”

กระนั้น เคทเองก็ยังคงดื้อรั้น และในฐานะของคนที่คอย ‘ควบคุม’ หลายสิ่งหลายอย่างมาโดยตลอด ‘ความคาดเดาไม่ได้’ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับ

ทว่าสุดท้ายแล้ว ชีวิตของเธอก็ไม่พ้นที่จะต้องเผชิญหน้ากับความคาดเดาไม่ได้ของชีวิต

ชีวิตที่แปรปรวนรวนเรอย่างไม่อาจรู้ล่วงหน้า
ชีวิตที่ต่างจากการทำอาหารตรงที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ชีวิตที่ ‘ความถูกต้อง’ นั้นไม่อาจเป็นไปตามความคิดของเธอ

เธอจะต้องเผชิญมัน
อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

๓.
‘ความคาดเดาไม่ได้’ อันที่จริงก็อยู่คู่กับสรรพสิ่งมาโดยตลอด ระบบตรรกศาสตร์มีข้อจำกัดของมันเอง และชีวิตในโลก บางครั้ง ก็ไม่ได้เป็นไปตามเหตุและผลแบบที่คนคิด

หากลองไตร่ตรองแค่เรื่องพื้นฐานที่หลายต่อหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดอย่าง ‘อะไรดี-อะไรชั่ว’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องซับซ้อนยุ่งเหยิงและไม่สามารถหาคำตอบให้กับมันได้อย่างชัดแจ้ง ตัวอย่างง่ายๆ เช่น สมมติว่าเราได้ช่วยเหลือชีวิตฆาตกรใกล้ตายคนหนึ่งไว้ (โดยที่เราอาจจะรู้หรือไม่รู้ความจริงว่าเขาเป็นฆาตกร) ดูผาดแรกก็เหมือนว่าเราทำความดีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตคนๆ หนึ่งเอาไว้ แต่เมื่อฆาตกรโฉดชั่วนั้นฟื้นกายแล้วไปสังหารผู้คนอื่นต่อ ผลจากการกระทำดีในหนแรกของเรากลับกลายเป็นการสนับสนุนให้เกิดเรื่องร้ายตามมา สรุปแล้ว ‘สิ่งที่เราทำคือความดีหรือเปล่า?’ และเช่นเดียวกัน เหตุการณ์ลูกโซ่ที่เกิดต่อเนื่องไป (ทั้งที่เกิดมาก่อนเราและเกิดมาหลังเรา) นั้นก็ก่อสายระโยงระยางไม่มีที่สุด ซับซ้อนสัมพันธ์กันยุ่งเหยิงและวุ่นวายเสียจนจับต้นชนปลายได้ยาก 

นั่นเป็นตัวอย่างง่ายๆ ของสิ่งที่คาดเดาไม่ได้หรือคาดเดาได้ยากจากปัจจัยมากมายหลายประการที่สร้างนิยามอันลักลั่นและปรวนแปรให้กับการกระทำหนึ่งๆ 

แล้ว ‘การคาดเดา’ กับ ‘การคาดหวัง’ ก็มักเป็นสิ่งที่มาคู่กัน

เคท เชฟสาวผู้ห้าวหาญจาก No Reservations เป็นคนประเภทที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับ ‘ควบคุม’ ทุกสิ่งอยู่ตลอด และแน่นอนว่าเมื่อมีการควบคุมแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ ‘ต้อง’ ออกมาตามที่ ‘ต้องการ’ โดยไม่ต้องพูดถึงการคาดเดาหรือความคาดหวังเลย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่มีความแน่นอน เธอจะรับได้ก็เฉพาะความแน่นอนเท่านั้น

ทว่าแท้จริงแล้ว เธอได้ ‘ควบคุม’ ทุกสิ่งจริงๆ ละหรือ?

ในสนามรบนั้น เธอในฐานะแม่ทัพควบคุมแทบทุกอย่างตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนการปรุง และทุกสิ่งทุกกระบวนการนั้น ก็เป็นไปเพื่อ ‘รสชาติ’ ที่ดีเยี่ยม แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ผู้ตัดสินรสชาติว่าดีหรือไม่นั้น คือผู้ปรุงหรอกหรือ?

ผู้ปรุง หรือผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการเสกสร้างอาหารจานหนึ่งๆ ขึ้นมา ย่อมต้องทำทุกวิถีทางอยู่แล้วเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘รสชาติที่ดีเยี่ยม’ หากแต่มันดีเยี่ยมในความคิดของ ‘ผู้เสกสร้าง’ เท่านั้น ประสาทการรับรู้และรสนิยมของแต่ละปัจเจกบุคคลนั้นย่อมไม่เหมือนกัน

ผู้สร้างสามารถควบคุมได้ก็เฉพาะเมื่อตอนอยู่ในระหว่างกระบวนการสร้างเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะหรือดนตรีเลย

แม้จิตรกรสักคนวาดภาพที่เขาเห็นว่างามงดออกมา หรือนักแต่งเพลงเขียนเพลงที่เขาเห็นว่าเพราะพริ้งออกมา นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้เสพผู้ฟังจะต้องยินดีและเห็นด้วยกับความงามของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด

มาตรฐานของความงามอยู่ที่ไหน?

แน่นอนว่าเราไม่ได้กำลังพูดกันเรื่องนิยามของศิลปะ หรือทัศนะใดๆ ของเลียฟ ตอลสตอย ทว่าการต่อสู้เรื่องของการแบ่งมาตรฐานความดีงาม-ความต่ำทรามของงานศิลปะนั้นมีมานานตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มันก็เป็น ‘การต่อสู้ระหว่างชนชั้น’

ฟัวกราส์ที่เคทอบตามสูตรตำราอาหารนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับ อาหารฝรั่งเศสสูตรที่เจ้าขุนมูลนายผู้สูงศักดิ์สมัยก่อนนิยมชมชอบจนกระทั่งกำหนดให้เป็นมาตรฐานว่าฟัวกราส์ที่ดีจะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วคนครัวปัจจุบันก็ปรุงอาหารตามสูตร ‘ตกทอด’ ดั้งเดิมนั้นและฝังหัวว่า “การปรุงแบบนี้คือการปรุงที่ดีที่สุด” โดยที่ลืมไปว่าการปรุงที่ดีที่สุดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรสที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

ที่ภัตตาคารอาหาร ‘ชั้นสูง’ (ตามความคิดแบบสมัยเก่า) หลายๆ ที่นั้น ในแง่หนึ่งอาจจะเป็นการอนุรักษ์รสชาติดั้งเดิม หรือถ้าในอีกแง่หนึ่งในกรณีของการมีเชฟแบบเคท ก็เป็นการเหมือนยัดเยียดรสนิยมทางอาหารให้กับลูกค้าและเชื่อในมาตรฐานจอมปลอมเหล่านั้น

‘Comme il faut’ หรือ ‘อย่างที่มันควรจะเป็น’ นั้นเป็นความควรจะเป็นตามสูตรอาหารเท่านั้น

แล้ว ‘อย่างที่มันควรจะเป็น’ ในดนตรีของโมซาร์ตหรือเบโทเฟนเล่า เมื่อดนตรีคลาสสิกเป็นแบบที่ควรจะเป็นในบริบทของดนตรีที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายร้อยปีก่อนแล้วโด่งดังข้ามศตวรรษมานั้น จะถือว่ามันเป็นแบบแผนมาตรฐานทางรสนิยมของการเสพดนตรีหรือเปล่า?

แม้ว่าผู้ประพันธ์จะ ‘ควบคุม’ ดนตรีทั้งหมดให้เป็นไปตามรสนิยมตัวเอง ให้เป็นไปตามมาตรฐานแบบภววิสัย (ซึ่งก็เจาะจงลงไปเฉพาะชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย) แล้ว มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ทุกผู้จะชื่นชมกับงานเหล่านั้นโดยไร้ข้อโต้แย้ง 

เฉกเช่นเดียวกันกับการกำหนดเรื่องราวลงไปในบทเพลง หรือการสอดแทรกความหมายแฝงใดๆ ลงในงานประพันธ์ ผู้สร้างได้วางแผนและควบคุมทุกอย่างในตัวงาน ณ ตอนที่กำลังสร้าง แต่เมื่องานจบสมบูรณ์และออกไปสู่การรับรู้ของบุคคลอื่น การเข้าใจความหมายและการตีความย่อมแปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละคน ผู้เสพต่างคนต่างก็มีพื้นฐานทางความคิดและประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน การรับรู้สารหนึ่งๆ จึงไม่แปลกเลยที่จะถูกดึงไปตีความร่วมกับภูมิความรู้ความหลังของตัว

เราจึงมักได้ยินคำพูดว่า 
“ผู้ประพันธ์ตายแล้ว”
“กวีตายแล้ว”

และสำหรับอาหาร

‘เชฟ’ ก็อาจจะ ‘ตายแล้ว’ เช่นเดียวกัน

๔.
ในทันใดที่ไม้สีขาวนั่นกระแทกลงไปในอากาศ สงครามก็เหมือนจะเริ่มต้นขึ้น

วาทยกรนั้นก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเชฟมากนัก หน้าที่การปรุงขั้นสุดท้าย หน้าที่การตรวจเช็ค การควบคุม การแสดงความรับผิดชอบ ทั้งสองหน้าที่ก็คงคล้ายๆ กัน รวมทั้งต้องปะทะกับผู้ชิมผู้ฟังเหมือนกัน

ดังนั้นในวงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นเวลาซ้อมหรือแสดง จึงเสมือนเกิดสงครามอยู่ทั่วอาณาบริเวณ

การปะทะกันเกิดขึ้นอยู่เกือบจะตลอดเวลาเมื่อนักดนตรีซ้อมดนตรี ปะทะกับความคิดตัวเอง การตัดสินใจเลือกการตีความแบบต่างๆ ปะทะกับความคิดผู้อื่นเมื่อซ้อมดนตรีร่วมกัน ปะทะกับความคิดวาทยกรเมื่อเล่นเป็นวงออร์เคสตร้า ต่อให้เล่นเพลงอันอมตะเพียงใด ก็ยังไม่วายให้เกิดการถกเถียงระหว่างผู้เล่นแต่ละคนว่าควรจะเล่นออกมาอย่างไรให้ ‘ไพเราะ’ ซึ่งต่างคนต่างก็เถียงกันไปตามความไพเราะในแบบของตัวเอง ตามรสนิยมของตัวเอง และถ้ามากไปกว่านั้น ก็ต้องปะทะกับความคิดของผู้ฟังว่าแต่ละคนชมชอบแบบใด 

อย่างไรก็ตาม ความไพเราะหรือความอร่อยนั้นจะเป็นเรื่องอัตวิสัยโดยแท้ หรือว่าความงามสากลจะมีอยู่จริง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจสรุปได้

ทั้งผู้สร้างงานและผู้เสพงานก็จำเป็นต้องเข้าใจความหลากหลายและความปรวนแปรที่ไม่อาจควบคุมได้เหล่านี้้ ไม่ว่าอย่างไร ผู้้สร้างก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้เสพ และผู้เสพก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สร้างได้สร้าง มิเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับอาหารฝีมือเลิศรสระดับเชฟภัตตาคารที่หลานสาวไม่กิน ไม่ต่างอะไรกับหนังสือดีที่ไม่มีคนเปิดอ่าน ไม่ต่างอะไรกับเพลงไพเราะที่ไม่มีผู้ฟัง ซึ่งไม่ว่ามันจะอร่อย หรือดี หรือไพเราะในมาตรฐานใด หากไม่ลิ้มลองก็ไม่มีทางเลยจะที่ได้รู้ ทุกอย่างจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าและเปล่าประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง

แม้สิ่งทั้งปวงดังที่กล่าวมาเราไม่อาจควบคุมมันได้ทั้งหมดแต่เราก็ยังสามารถ ‘คาดเดา’ และ ‘คาดหวัง’ ได้ และคงมีเพียงสิ่งเหล่านี้กระมังที่ยังคอยเป็นเชื้อไฟให้กับเหล่าผู้สร้างสรรค์ได้มีแรงกำลังต่อไป

โซอี้กับนิค ไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือระบบ อยู่นอกเหนือการควบคุมของชีวิตเคท ทว่าสุดท้ายเธอก็ค่อยๆ ได้เรียนรู้ที่จะหาหนทางรับมือกับ ‘สิ่งที่คาดเดาไม่ได้’ และ ‘ควบคุมไม่ได้’ เหล่านี้ของเธอจนสำเร็จ

ในตอนท้ายของเรื่อง เคทบอกกับหมอนักบำบัดของเธอว่า 
“ฉันอยากให้มีตำราอาหารสำหรับชีวิต พร้อมกับสูตรที่ระบุชัดว่าเราต้องทำอะไร”
คุณหมอบอกกับเธอว่า 
“คุณก็รู้ดีกว่าใคร ว่าสูตรที่ดีที่สุดก็คือสูตรที่คุณรังสรรค์ขึ้นเอง”

และสูตรที่คิดขึ้นเองนั้น แน่นอนว่ามันย่อมต้องได้ผลดีกว่าสูตรใดๆ ‘สำหรับตัวเธอเอง’ แต่ก็อย่างที่ว่า ชีวิตนั้นคาดเดาไม่ได้ หลายสิ่งในโลกนั้นคาดเดาหรือควบคุมไม่ได้ มนุษย์ควบคุมการกระทำได้ด้วยจิตใจของตัวเอง เชฟควบคุมรสอาหารได้ในมือตัวเองลิ้นตัวเอง วาทยกรควบคุมเพลงได้ในไม้บาต็องของตัวเองหูตัวเอง ศิลปินควบคุมงานได้ในมือตัวเองความคิดตัวเอง ทว่าเมื่อต้องปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอก ปัจจัยที่ยังมาซึ่งความปรวนแปรนั้นมีมหาศาล ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากเข็ญนักที่จะบังคับให้การกระทำของเราเป็นที่พึงใจสำหรับทุกคน ให้ดนตรีฟังไพเราะในโสตทุกคน หรือให้อาหารรสอร่อยบนลิ้นทุกคน

ดังนั้น ข้อสำคัญก็น่าจะอยู่ที่ ทุกฝ่ายเข้าใจความเป็นจริง ให้โอกาสแก่กัน เปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน

และเสกสร้างสรรพสิ่งสุดความสามารถที่ตัวเองพึงมี

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

   

Image:No reservations.jpg


๑. foie gras หรือ ตับห่าน เป็นอาหารจานขึ้นชื่อของอาหารฝรั่งเศส
๒. Comme il faut หมายถึง ‘อย่างที่ควรจะเป็น’
๓. Luciano Pavarotti นักร้องอุปรากรชื่อดังของอิตาลี เพิ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๐
๔. แนวคิดแบบทฤษฎี Chaos Theory
๕. ภาพยนตร์ (๒๐๐๗) เกี่ยวกับชีวิตของเชฟสาว เคท อาร์มสตรอง ที่ต้องมาพบกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ต่างๆ นานาในโลกนอกห้องครัวของเธอ นำแสดงโดย Catherine Zeta-Jones 
๖. Leo Tolstoy นักคิดนักเขียนคนสำคัญของรัสเซีย มีงานเขียนที่มีชื่อเสียงเช่น ‘What is Art?’ 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

การคาดเดา กับการคาดหวังมาคู่กัน
บางครั้งการคาดเดาก็ทำให้ไม่มีการคาดหวังนะ
จากเหตุการณ์สมมติถ้าเป็นข้าพเจ้า ทำความดีช่วยชีวิตฆาตกรให้มันฝืนไปทำร้ายคนอื่นต่อ ข้าพเข้าก็จะตามไปฆ๋ามันต่อ แม้ว่าจะเป็นการทำชั่วก็ตาม 55+ สิ่งที่ทำมันจะดีหรือไม่ดี ก็แล้วแต่คนล่ะมั้งมันก็พูดยาก ไม่งั้นเค้าจะบอกเหรอ ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป ประมาณนั้น
ป.ล บล๊อคใหม่ ไฉไลกว่าเดิมแฮะ
รูปhead blog นี่คุ้นๆเนอะ ^^
ป.ล 2 ควบคุมความคาดหวังด้วยการคาดเดา ให้ไม่ต้องคาดหวังซะ 555 พอดีกว่า ยิ่งcommentก็ยิ่งเลอะเลือน open-mounthed smile

#1 By คนผ่านมา...อีกแล้ว (202.28.180.202) on 2008-04-11 12:50