เพลงรักวิกลจริต (5)
posted on 13 Apr 2008 16:20 by seta-brahms in A-Lovers-Complaintคืนวันเหล่านั้นมันช่างดูโหดร้าย ที่ร้องร่ำฟูมฟายอยู่กับภาพฝันในวันฟ้าหม่น วันที่ฟ้าดูราวจะถล่มทลายลงมาหากไม่มีมวลเมฆคอยค้ำชู หรือไม่ก็อาจจะเป็นหมู่เมฆเองนี่แหละที่จะร่วงหล่นลงมาหากไม่มีท้องฟ้าคอยโอบอุ้มเอาไว้ หลายๆ ครั้งผลลัพธ์มักลงเอยในแบบที่เมฆทึมเหล่านั้นร่วงหล่นสาดสายลงมาในสภาพโปรยปรายของสายฝน สายฝนที่อาจเป็นน้ำตาของท้องฟ้า สายฝนที่เหน็บหนาว หนาวราวกับบ่งบอกถึงความในใจของท้องฟ้า ลึกขึ้นไปข้างบนนั้น ท้องฟ้าเองคงกำลังเปลี่ยวเหงาอยู่เช่นกัน ฟ้าคงกำลังโศกตรมจากความทุกข์อันยิ่งใหญ่ ชีวิตคนหนึ่งคนก็แค่หลับของฟ้าตื่นหนึ่ง หากชีวิตคนเต็มไปด้วยความทุกข์มากมาย ชีวิตฟ้าที่ยาวนานกว่าหลายเท่านักก็คงเต็มไปด้วยทุกข์มหาศาลอย่างมิอาจประมาณ ตลอดชีวิตของฟ้ามันอาจจะมีความรักกับใครมากมาย แต่ด้วยความยืนยงของมันจึงเห็นคนอันเป็นที่รักตายจากไปคนแล้วคนเล่า คนแล้วคนเล่า ฟ้าคงอยู่มานานจนเข้าใจสัจธรรม แต่การที่มันยังร้องร่ำอยู่นั้นก็เป็นหลักฐานอันแน่ชัดที่สามารถยืนยันได้ว่า แม้จะเข้าใจสัจธรรมมากเพียงใด ก็ยังมิอาจหลุดพ้นจากความรู้สึกอันก่อให้เกิดน้ำตาที่รินไหลได้
ชีวิตฉันเอง ต่อให้ยาวนานถึงศตวรรษ ก็อาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในภาพฝันของฟ้า เป็นเพียงวาบแสงในเวิ้งจักรวาล เหมือนวาบแสงหิ่งห้อยที่กำลังเปล่งแสงสุดท้ายก่อนตายยามที่เฝ้ามองจากไกลๆ จากมุมมองของดวงดาวอันเก่าแก่ ชีวิตที่แตกดับบนโลกดูแทบไม่มีค่าอะไรเลย ชีวิตคนเกิดมาแล้วก็ตายไป บางครั้งการแสวงหาตัวตนในชีวิตอันแสนสั้นและเปราะบางก็ดูเหมือนเป็นการกระทำที่ไร้สาระ แต่ชีวิตที่หยิ่งทะนงในความเปราะบางนั้นก็ได้ให้ค่ากับตัวตนของตัวเองเสียเหลือเกิน ชีวิตฉันเองก็เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงเหล่านั้น ฉันอาจลุ่มหลงในการแสวงหาตัวตนของตัวเองอย่างโง่เง่าจนสุดท้ายอาจจะหามันไม่พบและลงเอยด้วยการเสกสรรค์ปั้นแต่งมันขึ้นมา อาจจะเสกสรรค์แม้กระทั่งความรัก ความรักซึ่งอาจจะจอมปลอมและพยายามสร้างความหมายให้กับมัน สร้างภาพมายาราวกับว่ามันเป็นรักอันเลอเลิศยิ่งใหญ่อย่างในอุดมคติของมนุษยชาติ ทั้งที่ความจริงมันอาจเป็นเพียงการแสดงออกซึ่งกิเลสอันโสมม และปลอมแต่งตัวตนของตัวเองให้ดูสง่างาม ซ่อนเร้นตัวตนอันขลาดเขลาไว้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันช่างเป็นสิ่งเหลวไหลไร้แก่นสารทั้งสิ้น ฉันอาจเป็นเพียงมนุษย์ผู้หลงมัวเมาในการสร้างภาพฝันอันวิกลจริต ภาพฝันอันตามหลอกหลอนมาแม้กระทั่งในความเป็นจริง ภาพฝันอันบ้าคลั่งและลืมสิ้นซึ่งตัวตน ทั้งตัวตนแท้จริงและตัวตนที่ถูกสร้าง จมติดอยู่กับปลักตมอันโสโครกเหล่านั้นอย่างมิอาจถอนตัว...
ค่ำคืนวันเหล่านั้นมันโหดร้าย
ที่ร้องร่ำฟูมฟายกับภาพฝัน
ดึกสงัดป่าชัฏเชียบและเงียบงัน
เสียงสนั่นแหวกไพรทำลายภวังค์
เสียงกึกก้องกู่ไกลไหวถึงฟ้า
เทวดาอสุราถึงเหลียวหลัง
แหวกนภาผ่าเมฆหาที่เสียงดัง
พบชายคลั่งห่มไห้ซุกธรณี
น้ำตาหยดหยาดกลายคล้ายเป็นเลือด
น้ำตาใสหายเหือดคล้ายหลบหนี
นอนดีดดิ้นปล่อยเรือนกายคลุกฝุ่นคลี
เหมือนไม่มีใจจิตติดกับตัว
ไม่นานนักเมฆเทาหม่นถึงหล่นร่วง
ดาวทุกดวงเดิมอาจช่วยส่องสลัว
มาบัดนี้ฟ้าหม่นมิดมืดมัว
อยู่เดียวดายน่าหวั่นกลัวในพงไพร
ชายบ้าคลั่งร่ำร้องไม่สิ้นฤทธิ์
อันดวงจิตอาจสลายทลายไถล
ทั้งแปรปรวนรวนเรเซไปไกล
เศษซากจิตฟุ้งกระจายในสายลม
ฝนซัดสาดลงดินไม่สิ้นสาย
โชกเรือนกายชายฉาบชุ่มตีนถึงผม
หน้าคลุกทรายกายคลุกดินจนโสมม
นอนโซซมตรอมตรมใจใกล้วายปราณ...
พบปะเปรอะเปื้อนเลื่อนลอย
ชีวิตเป็นเช่นนาวาลำน้อย
ล่องลอยท่ามกลางมหาธารา
#1 By tiew@fine on 2008-04-13 16:54