Paranoia Agent : ปอกเปลือกสังคม จิตมนุษย์ และสะท้อนปัญหาแห่งยุคสมัย
posted on 04 May 2008 17:04 by seta-brahms in The-Prodigy

โดยส่วนตัว, ผมคิดว่า ‘Paranoia Agent’ เป็นอะนิเมะที่สามารถสะท้อนปัญหาร่วมสมัย แสดงปัญหาตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลไปจนถึงระดับสังคมวงกว้าง รวมทั้งเปิดโปงปมจิตวิทยาของมนุษย์ในอย่างมีชั้นเชิงและชาญฉลาดเป็นที่สุด
ซาโตชิ คง (Satoshi Kon) สร้างทีวีซีรีส์ความยาว 13 ตอนเรื่องนี้ประมาณปี 2004 (หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ Perfect Blue, Millennium Actress และ Tokyo Godfathers มาแล้ว) โดยเสมือนเป็นการเก็บตกไอเดียบรรเจิดทั้งหลายที่ไม่ได้ใช้ในงานที่ผ่านๆ มา เอามาเรียบเรียงใหม่แล้วผูกเรื่องเป็นแนวไซโค/แฟนตาซี สืบสวนสอบสวน ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และเกี่ยวข้องกับปมจิตวิทยา
ตามความหมายในพจนานุกรม‘paranoia’ มีความหมายว่า
“a mental condition characterized by delusions of persecution, unwarranted jealousy or exaggerated self-importance, typically elaborated into an organized system.It may be an aspect of chronic personalty disorder, of drug abuse, or of a serious condition such as schizophrenia in which the person loses touch with reality.”
จากหัวชื่อเรื่องก็อาจจะเดาได้ไม่ยากว่า ตัวเนื้อเรื่องจะต้องเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับอาการพารานอย (หรืออาจจะถึงขั้นพารานอยหมู่กันเลยก็ได้) ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากความจริงแต่อย่างใด แต่เนื้อเรื่องลึกๆ แล้วมันน่าสนใจและน่าติดตามมากกว่านั้น
![]()
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ซึคิโกะ ซากิ, ผู้ออกแบบ ‘มาโรมิ’ ตัวการ์ตูนมาสค็อตที่น่ารักโดนใจชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ, กำลังเคร่งเครียดและวิตกกังวลเพราะกำลังถูกทางบริษัทกดดันและเร่งงานให้ออกแบบตัวละครตัวใหม่ที่สามารถโดนใจชาวญี่ปุ่นโดยไม่แพ้มาโรมิให้ได้โดยเร็วที่สุด ความกดดันในใจของเธอดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อสารพัดทุกอย่างรุมเร้า, ท่ามกลางความมืดและวังเวงของลานจอดรถตอนค่ำ, เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโรลเลอร์เบลดไถลล้อกับพื้นใกล้เข้ามา และรู้สึกเหมือนถูกของแข็งฟาดที่ศีรษะอย่างแรงจนสลบ
เมื่อตำรวจสอบปากคำเธอตอนที่เธอได้สติ เธอบรรยายลักษณะของคนร้ายว่า เป็นเด็กประถมสวมรวมรองเท้าสเก๊ตถือไม้เบสบอล
หลังจากนั้นข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่ว จนเกิดข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับผู้ร้ายรายนี้ขึ้นมามากมาย และสมญานามของผู้ร้ายรายนี้ก็คือ ‘โชเน็นแบ็ต’ (Shounen Bat)
เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยมี โชเน็นแบ็ต, ซึคิโกะ ซากิ, มาโรมิ, นักสืบอิคาริ และนักสืบมานิวะ เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่องโดยภาพรวม ทว่าในแต่ละตอนของซีรี่ส์นั้น ซาโตชิ คง ได้ใช้วิธีการนำเอาตัวละครรองของแต่ละตอนไปเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่องของตอนต่อไป และความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ ที่ปรากฏออกมาก็ค่อยๆ ทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันเรื่องก็พยายามโฟกัสที่ตัวตนของโชเน็นแบ็ต ว่ามันคือใคร และจุดประสงค์ของมันคืออะไร
หลังจากข่าวลือเรื่องโชเน็นแบ็ตแพร่กระจายออกไป ดูเหมือนว่ามีใครสักคนหรือไม่ก็อะไรบางอย่างทำให้เด็กประถม ไทระ ยูอิจิ, ผู้ซึ่งเป็นนักเรียนระดับท็อปโรงเรียน, ถูกคนทั้งโรงเรียนรุมป้ายสีว่าเป็นโชเน็นแบ็ต และตัวเขาเองก็เคร่งเครียดว่าภาพลักษณ์ของตัวเองถูกทำลาย จนกระทั่งพยายามไปเหมาเอาว่า โชโงะ อุชิยามะ, เด็กอ้วนคนหนึ่งซึ่งกำลังลงสมัครชิงตำแหน่งประธานนักเรียนแข่งกับเขานั้นเป็นตัวการ และนำไปสู่การแสดงความรังเกียจอย่างเปิดเผยและไปรังแกอุชิยามะ และในที่สุดทั้งสองคนก็โดนโชเน็นแบ็ตทำร้าย
และต่อจากนั้นมา ก็มีเหยื่อเคราะร้ายเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกเรื่อยๆ
จุดร่วมอย่างหนึ่งของเหยื่อที่ผู้ชมสามารถสังเกตได้คือ เหยื่อทุกรายจะเป็นบุคคลที่กำลังอยู่ในสภาวะกดดัน เคร่งเครียดจนสุดจะทานทนและหาทางออกไม่ได้ และจากข้อสังเกตของนักสืบมานิวะก็คือ เหยื่อทุกรายดู ‘ผ่อนคลาย’ มากขึ้นหลังจากโดนทำร้าย (ในช่วงแรกๆ ของซีรี่ส์ที่ไม่มีเหยื่อคนใดเสียชีวิต)
จากข้อสังเกตของทั้งผู้ชมและจากตัวละครในเรื่องนั้นมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ข้อสันนิษฐาน 2 ประการ ประการแรก โชเน็นแบ็ตอาจไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นแค่ ‘พารานอยหมู่’ ของคนในสังคมที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสารพัน อีกประการหนึ่งก็คือ โชเน็นแบ็ตเป็นอะไรบางอย่างที่มีความสามารถล่วงรู้ถึงปัญหาและอาการจนตรอกของคนๆ หนึ่งและเข้าไปช่วยเหลือหาทางออกให้โดยการทำให้ได้รับบาดเจ็บ (เหยื่ออาจมีความรู้สึกต้องการทางออก อยากสลายตัวตน อยากตาย ฯลฯ)
อย่างไรก็ดี ผมคงไม่อาจสามารถเฉลยตอนจบได้ เพราะอยากให้ท่านได้ไปหามาชมเอง... (ขออนุญาตแนะนำให้ไปหาชมเป็นอย่างยิ่ง)
ความน่าสนใจอะนิเมะเรื่องนี้ก็คือ การที่องค์ประกอบต่างๆ ของเรื่องนั้นผูกติดอยู่กับบริบททางสังคมอย่างเห็นได้ชัด เช่นปัญหาสภาพสังคมปัจจุบันที่ทำให้ถูกคนต่างกดดันและถูกบีบคั้นจากการงาน ความลักลั่นกำกวมทางศีลธรรมของสังคม วัฒนธรรมโอตาคุและโมเอะ ปัญหาเศรษฐกิจอันนำไปสู่การประกอบธุรกิจมืด (ถึงขนาดตำรวจกลายเป็นโจรเสียเอง) ปัญหา Internet Suicide Pact (คนแปลกหน้านัดเจอกันทางอินเทอร์เน็ตเพื่อไปฆ่าตัวตาย) ปัญหาระดับเด็กนักเรียน (แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่) ความเคร่งเครียดเรื่องการสอบของเด็กวัยนักเรียนนักศึกษา (มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ เด็กคนหนึ่งเตรียมสอบอย่างบ้าคลั่งถึงกับอาเจียนสำรอกออกมาเป็นสมการ!!) และปัญหาอื่นๆ ทึ่เป็นผลกระทบมาจากสภาพสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน (ซึ่งมีต้นตอสาเหตุมาจากการแพ้สงครามโลก)
ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่ตัวละครหลายตัวถูกสร้างให้มีปมปัญหาหรือความผิดปกติทางจิตในแบบต่างๆ กัน เช่น การที่ฮารุมิ โชโนะ มีความผิดปกติแบบ DID (Dissociative Identity Disorder) หรือ MPD (Multiple Personality Disorder) โชโนะเป็นนักศึกษา (น่าจะปริญญาโท) ที่ยามปกติก็เป็นผู้หญิงแสนดี แต่ทว่าเธอมีอีกตัวตนหนึ่งที่เธอไม่รู้จักคือ ‘มาเรีย’ โสเภณีงามเมือง ซึ่งทั้งโชโนะและมาเรียก็กำลังพยายามต่อสู้กันเพื่อทำลายตัวตนของอีกฝ่าย (นอกจากนี้เธอก็มีความสัมพันธ์ต่อตัวละครอื่นๆ ที่อาจคาดไม่ถึง)
ปัญหาทางจิตอื่นๆ ก็อาจจะมีเช่น จิตใจที่ไม่ดีและอาการกึ่งๆNarcissism ของยูอิจิ หรือปมด้อยในใจเมื่อไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆ ได้อย่างในตอนที่มีแม่บ้าน 4 คนยืนกอสซิปกันเรื่องโชเน็นแบ็ต มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าร่วมวงกับคนอื่นได้อย่างเต็มที่และสุดท้ายโดนกันออกจากกลุ่ม (เนื้อหาของตอนๆ นี้เหมือนกับจะต้องการแสดงให้เห็นชีวิตกอสซิปของเหล่าแม่บ้านกับการสร้างข่าวลือโดยอาศัยโชเน็นแบ็ตเป็นสื่อ ซึ่งตอนจบของตอนนี่ผมว่าเด็ดถึงใจและสะใจจริงๆ)
จุดเด่นอีกอย่างในงานของ คง นั้น ก็น่าจะเป็นการตัดสลับระหว่างภาพเหตุการณ์จริงกับภาพในความฝันหรือจินตนาการ ทำให้เส้นแบ่งของความของความจริงกับความฝันนั้นพร่าเลือนหรืออาจถึงขั้นสลายไปได้ ยกตัวอย่างเช่น คดีที่เด็กม.2 ที่ถูกเชื่อว่าโชเน็นแบ็ตปรากฏตัวออกมานั้น อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นการผจญภัยในเกมอาร์พีจีและนำไปสู่เงื่อนงำชิ้นใหม่ หรืออย่างคดีที่ทีมงานแอนิเมชั่นถูกฆาตกรรม ก็มีการตัดสลับไปมาระหว่างความจริงของคนขับรถที่กำลังจะหลับในกับความฝันหรือความหลัง ซึ่งดูเป็น flashback ที่ข้ามไปข้ามมาหลายพรมแดน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ผู้ชมจะแยกแยะออกได้ว่าอะไรคือความจริงแท้ หรืออย่างเหตุการณ์ที่โผล่ออกมาช่วงแรกสุดและก็นำไปสู่การคลี่คลายปมของเรื่องก็คือการที่มาโรมิ (ซึ่งเป็นตุ๊กตา) จะพูดคุยกับซากิตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นภาพพร่าเลือนระหว่างความจริงกับจินตนาการของซากิหรือไม่ก็เป็นอาการทางจิตของเธอเอง
![]()
นอกจากนี้แล้ว Paranoia Agent ยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมาย อย่าง ‘มาโรมิ’ นั้นก็แสดงตัวอย่างชัดเจนว่าเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมโอตาคุที่ลุกลามในประเทศญี่ปุ่น และการที่ซากิจะต้องพกตุ๊กตามาโรมิติดตัวตลอดเวลาหรือพูดคุยกันในหลายๆ โอกาสนั้นก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงปมในใจบางอย่างของซากิ หรืออย่างฉากในตอนท้ายๆ ของเรื่องที่นักสืบอิคาริได้เข้าไปติดอยู่ในโลกที่ทุกอย่างเป็น 2 มิตินั้น ได้มีผู้ตีความว่ามันเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางศิลปะที่เรียกว่า ‘Superflat’ ซึ่งในที่นี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการหลีกหนีความจริง ลดทอนมิติของสิ่งต่างๆ รอบตัว เลือกมองเฉพาะมุมมองที่ตัวเองอยากเห็น
และหากจะว่ากันตามจริง โชเน็นแบ็ต เองก็เป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ที่รอการพิสูจน์นิยามเมื่อถึงตอนที่ปริศนาทุกอย่างคลี่คลาย นอกจากนี้ก็ยังมีสัญลักษณ์อื่นๆ อีกมาก โดยสามารถสังเกตได้จากวัตถุหรือตัวละคร (ทั้งสิ่งสมจริงและสิ่งเหนือจริง) ที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับเงื่อนไขของเหตุการณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ดี Paranoia Agent ได้ผูกเรื่องขึ้นมาโดยยึดสถานการณ์ทางสังคมของญี่ปุ่นปัจจุบันเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่ามันเป็นความจงใจของ คง ที่ต้องการจะสะท้อนภาพสังคมและปัญหาสังคมอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งองคาพยพของสังคม (ปัญหาระดับปัจเจกก่อปัญหาสังคม และปัญหาสังคมก่อปัญหาระดับปัจเจก เกี่ยวข้องวนเวียนกันเป็นวงจรอุบาทว์เรื่อยไป) ซึ่งน่าจะเป็นการสื่อสารบางอย่างต่อผู้ชม อาจจะอยากให้เราเข้าใจ paranoia ให้เรามองเห็นปัญหาของพวกเรา ช่วยกันคิดหาทางแก้ไข ให้เราเห็นใจซึ่งกันและกัน และยืดอกยอมรับไม่หลีกหนีความเป็นจริง
อย่างที่ในตอนท้ายๆ ที่นักสืบอิคาริหลบหนีออกมาจากโลกสองมิตินั่นได้ เขาพูดว่า
“โลกที่ไม่มีที่ให้ฉันยืนอยู่นั่นแหละ คือโลกของฉัน...”
#1 By wesong on 2008-05-04 17:11