เหตุผลที่ผมได้ยกประโยคคำถาม (ที่ดูกำลังจะกลายเป็นปัญหา) คลาสสิกนี้ขึ้นมา ไม่ได้เป็นเพราะว่าผมได้รับแรงบันดาลใจจากประโยคอันจำเจว่า “ปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือกันปีละ xx บรรทัด” หรือว่าผมมีส่วนได้ส่วนเสียในวงการธุรกิจหนังสือแต่อย่างใด แต่ว่าผมกำลังอยากจะฟังความเห็นของทุกๆ ท่านที่ได้เข้ามาเห็นข้อความนี้ อยากให้ทุกท่านได้ลองพยายามเกร็งเปลือกตาอย่าให้มันปิดในขณะที่ท่านกำลังจะอ่านสิ่งที่ผมนำเสนอข้างล่างนี้ แม้ว่าแลดูคร่าวๆ อาจจะดูยืดยาวและชวนเวียนหัวชวนหลับไปสักหน่อยก็ตาม แต่ผมก็อยากทราบและอยากฟังความคิดของท่านๆ รวมทั้งช่วยกันระดมหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ (ซึ่งดูเหมือนจะมีการพยายามแก้ปัญหากันมาหลายปีดีดักแล้วแต่ก็ยังทำกันได้ไม่สำเร็จ) หรือถ้าถ้าสุดท้ายหาวิถีทางไม่ได้ อย่างน้อยขอให้พวกเราได้มีส่วนช่วยเป็นเสียงเพียงเล็กน้อยในการกระตุ้นเตือนให้คนไทยรักการอ่านก็ยังดี หลังจากเกริ่นมายืดยาว ขอเริ่มละครับ 
 
ทักษะการสื่อสาร

ถ้าแบ่งทักษะการสื่อสารเป็น 4 อย่าง ก็จะได้เป็น ฟัง พูด อ่าน เขียน

แล้วถ้าจะจับคู่ว่าอะไรเกี่ยวข้องกันมากที่สุด ก็คงจะได้เป็น ฟัง-พูด กับ อ่าน-เขียน

จริงๆ แล้วเราอาจจะพูดได้ว่า อ่าน กับ เขียน นั้นเป็นสิ่งๆ เดียวกันเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นเดี๋ยวเรามาว่ากันอีกทีหนึ่ง

เปรียบเทียบกับสมัยก่อน

เราต้องยอมรับความจริงกันว่าเด็กไทยปัจจุบัน (ซึ่งความจริงก็คือคนไทยโดยส่วนมากนั่นแหละ) ไม่รักการอ่าน หากจะเปรียบเทียบกับคนรุ่นก่อน ในยุคเก่า สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ‘หนังสือ’ จึงดูเหมือนเป็นไม่กี่ช่องทางที่จะทำให้คนสามารถหาความรู้ ติดตามข่าวสาร หาความบันเทิง หรือแม้กระทั่งนำมาเป็นหัวข้อในวงสนทนาหรือจะได้สามารถเข้าร่วมวงสนทนาได้ (ในกรณีที่เป็นข่าวสารหรือวรรณกรรม) 

พอมาปัจจุบัน การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้มีสื่อและเครื่องบันเทิงต่างๆ มากขึ้น เรากำลังมีโทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเกม โทรศัพท์มือถือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 

เวลาว่างของคนปัจจุบันจึงสามารถผลาญไปได้ด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงชีวิตประจำวันเราก็ต้องพึ่งสื่อหลากหลายรูปแบบ หนังสือจึงไม่ได้เป็นช่องทางเดียวในการติดต่อกับสังคมอีกต่อไป การณ์ยังกลับกลายเป็นว่า การอ่านหนังสือจะกลายเป็นการตัดตัวเองขาดออกจากสังคมอีกต่างหาก 

ด้วยการเติบโตของสิ่งต่างๆ มากมายเหล่านี้เอง ทำให้คนอยู่ในสภาวะ ‘ข้อมูลท่วม’ และ ‘สมาธิสั้น’ ข้อมูลและการสื่อสารมากมายได้ไหลล้นท้นถั่งเข้าสู่พวกเราโดยไม่อาจห้ามปราม และสุดท้ายต้องยอมจำนนกับกระแสเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีและวัตถุนิยม

การอ่านสำคัญอย่างไร?

ถึงแม้หลายคนจะอยากหลีกเลี่ยง แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า องค์ความรู้บางอย่างสามารถหาได้จากการอ่านเพียงเท่านั้น

พูดในแง่การศึกษาหาข้อมูลและความรู้, อย่างง่ายที่สุด, หากเราจะต้องการศึกษาตำราเรียนสักวิชา การอ่านดูจะเป็นวิธีเดียว เพราะไม่ว่าจะมีการอัดเลคเชอร์เพื่อมาฟังหรือการดูสารคดี สุดท้ายแล้ว การอ้างอิงและการจดบันทึกก็ต้องทำออกมาเป็นรูปลักษณ์ของตัวหนังสืออยู่ดี และการอ่านก็เป็นวิธีการเดียวที่จะเข้าถึงตัวหนังสือเหล่านั้นได้

ในแง่การสื่อสาร, เราไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าวิธีการสื่อสารด้วยการฟัง-พูดนั้น ‘ตื้นเขิน’ หากเป็นการสนทนาที่เป็นหัวข้อง่ายๆ สั้นๆ ในชีวิตประจำวัน ฟัง-พูด ก็เป็นหนทางที่เหมาะควร แต่ถ้าหากเราต้องสนทนาเรื่องที่ซับซ้อน ยืดยาว และต้องการการเรียบเรียงหรือการจัดระบบความคิดมาก การอ่าน-เขียนดูจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า (เพราะเรามีเวลาเตรียมตัว เรียบเรียงและจัดระเบียบข้อมูลก่อนจะถ่ายทอด ต่างกับการพูดคุยธรรมดาที่มีข้อจำกัดหลายๆ ประการทั้งเวลา สถานที่ และอื่นๆ)

ที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นว่า การอ่าน-เขียน เหมือนเป็นสิ่งเดียวกันก็เพราะว่า ในแง่การสื่อสาร หากต้องการสื่อความคิดโดยเราเป็นผู้เริ่มสื่อ เราจะต้อง ‘อ่าน’ ความคิดของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือ (หรือเรื่องบางเรื่องก็ซับซ้อนขนาดดึงแค่ข้อมูลดิบๆ คร่าวๆ จากในหัวมาจดลงกระดาษให้เห็นภาพแล้วจึงค่อยเรียบเรียงอีกทีก็ยังมี) 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการอ่าน-เขียนนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก 

นอกจากนั้น การอ่าน-เขียนนั้น คือการที่สมองได้ทำงานอยู่กับ ‘การจัดระบบระเบียบข้อมูล’ ตลอดเวลาหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงข้อมูลในหัวเพื่อเขียน หรือการอ่านแล้วตีความ ย่อยข้อมูล และเรียบเรียงข้อมูลเข้าหัวตัวเอง เมื่ออ่านบ่อยๆ และสมองได้ฝึก ‘คิด’ บ่อยๆ เราก็สามารถเรียก (แบบภาษาชาวบ้าน) ได้ว่า ‘ฉลาดขึ้น’

นอกจากนี้ การอ่านยังจำเป็นต้องมีวิจารณญาณ อ่านหนังสือให้แตก และอ่านอย่างหลากหลาย รวมถึงสามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ได้

การอ่านอย่างหลากหลายก็เหมือนการได้เปิดตัวเองเข้่าสู่โลกแบบต่างๆ เราจะได้เห็นมุมมองต่างๆ มากขึ้น และเมื่อเกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณพร้อมกับการอ่านอย่างหลากหลายแล้ว เราจะมี ‘มิติทางความคิด’ มากขึ้น

‘มิติทางความคิดมาก’ กับ ‘ใจกว้าง’ นั้นผมว่าใกล้เคียงกัน การอ่านมากได้รับข้อมูลมาก ได้ตกตะกอนข้อมูลมาก เกิดมิติทางความคิดมาก แยกแยะสิ่งต่างๆ ได้มาก ได้รับรู้มุมมองต่างๆ มาก จะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เข้าใจความหลากหลายในโลก และมีแนวโน้มที่จะทำให้เรา ‘ยอมรับ’ ความหลากหลายและสามารถเปิดใจได้กว้างขึ้น (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์) และถ้าหากมนุษย์ในโลกสามารถเปิดใจยอมรับกันได้แล้วล่ะก็ ลองคิดดูสิครับว่าโลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน

สุนทรียภาพในการอ่าน

สำหรับ ‘วรรณกรรม’ นั้น ไม่ใช่หนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างโจ่งแจ้งหรือเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้อย่างตำราเรียน แต่ว่าวรรณกรรมนั้น ในแง่ความบันเทิง, ต้องการการอ่านอย่างดื่มด่ำ ต้องการการอ่านอย่างมีอารมณ์ร่วม ละเมียดละไมในรสภาษา และละเอียดอ่อนกับความงามของมัน ในแง่นี้แล้ว วรรณกรรมไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องมือขัดเกลาจิตใจมนุษย์ ช่วยให้จิตใจมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น 

นอกจากนี้ วรรณกรรมยังมีหน้าที่อื่นนอกจากสร้างสุนทรียภาพอีก วรรณกรรมนั้นโดยส่วนมากจะเป็นสารอย่างหนึ่งจากผู้เขียนถึงผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนภาพปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดจิตสำนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา และแน่นอนว่าวรรณกรรมที่ดีหลายชิ้นต้องการจะส่งสารบางอย่างให้มนุษย์ช่วยกันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งผู้อ่านอ่านมามาก มีประสบการณ์การอ่านสูง อ่านอย่างแตกฉาน และสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้ ก็ยิ่งทำให้อ่านได้อย่างเข้าใจสารมากขึ้นและเกิดสุนทรียภาพในการอ่านมากขึ้น 

ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านในปัจจุบัน

(นี่คือรายการของปัญหาเท่าที่สมองน้อยๆ ของผมจะคิดได้ในปัจจุบันขณะนี้ หากท่านใดรู้อะไรเพิ่มรบกวนช่วยกันบอกด้วยครับ)

- ปัญหาสำคัญอันดับแรกเลยคือ ‘การอ่านหนังสือไม่แตก’ หากไม่ได้รับการฝึกฝนหรือขัดเกลาดีๆ แล้วเกิดมีคนประเภทอ่านหนังสือไม่แตกตลอดชีวิตขึ้นมา เขาคนนั้นแม้ว่าจะอ่านหนังสือกี่พันกี่หมื่นเล่ม เขาก็จะไม่มีวันเข้าใจสารในหนังสือนั้นๆ ได้เลย และต่อให้เราจัดงานหนังสือทุกเดือนและคนแห่กันมาซื้อหนังสือมากแค่ไหน ถ้าคนส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่แตก นอกจากคุณค่าของหนังสือจะลดลงแล้ว อาจยังก่อให้เกิดการตีความหนังสือผิดและก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมาได้

- ปัญหาเกี่ยวกับการปลูกฝังการอ่านให้กับเด็กนักเรียน : บ่อยครั้งในโรงเรียนที่เด็กรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดและถูกบังคับให้อ่าน ทั้งตำราและวรรณกรรม ถ้าเด็กจะอ่านก็เพื่อให้เอาไปทำข้อสอบได้ (คิดดูสิว่ามันน่าเศร้าขนาดไหนที่อ่านวรรณกรรมอย่างเคร่งเครียดเพื่อจดจำรายละเอียดและเอาไปเก็งข้อสอบ...) นอกจากระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ใส่ใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการอ่านอย่างชัดเจนแล้ว ยังทำให้การอ่านกลายเป็นยาขมสำหรับเด็กอีกด้วย

- ปัญหาระดับระบบการศึกษา : จากที่เห็นกันมานาน เรากำลังเน้นการท่องจำและการอ่านอย่างงมงาย หากให้พูดอย่างสัตย์จริง ผมขอเรียกการเรียนประวัติศาสตร์แบบที่เรากำลังทำกันอยู่โดยส่วนใหญ่ว่า เป็น ‘การอ่านแบบงมงาย’ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามหรือสงสัยต่อข้อมูล บ่อยครั้งที่ให้จดจำรายละเอียดโดยแยกขาดจากบริบทสังคมปัจจุบันและศาสตร์อื่นๆ รวมทั้งบังคับให้เชื่อฝังใจในข้อมูลตามตำราอย่างไม่มีข้อโตแย้ง (ผมขอไม่พูดเรื่องการ make ประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ชาตินิยมก็แล้วกัน เดี๋ยวยิ่งยาว...) 

นอกจากนี้ ‘ข้อสอบ’ ที่มีคุณค่าเพียงการวัดผลการศึกษาตามความต้องการของระบบ ก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ข้อสอบปรนัยนั้นเป็นการ block ความคิดสร้างสรรค์และทัศนะส่วนบุคคลที่ได้ผลชะงัดที่สุด ‘สิ่งถูก-ผิด’ มีให้เลือกเพียงใน 4 ตัวเลือกเท่านั้น! ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วสถานการณ์หลายอย่างในสังคม ไม่มีข้อใดถูกที่สุดหรือผิดที่สุดเพียงข้อเดียว เพราะมันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องมาจากประวัติศาสตร์และบริบทต่างๆ อันซับซ้อนมากมาย ทว่าเด็กนักเรียนกลับถูกบังคับให้ ‘เลือก’ สิ่งถูกผิดเพียงข้อเดียวอยู่เกือบตลอดเวลา รวมทั้งมีน้อยครั้งที่จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ (และที่น่าเศร้าก็คือ ผมได้ยินมาว่า วิชาการอ่านแบบมีวิจารณญาณของมัธยมศึกษานั้น คำถามในหนังสือเป็นแบบปรนัย ให้อ่านเรื่องสั้นแล้วตอบคำถามซึ่งเป็นคำถามวิเคราะห์ แต่ดันมีคำตอบเป็นตัวเลือกแบบ ข้อใดถูกเพียงข้อเดียว มาให้เสียนี่...)

- ปัญหาเด็กเกลียดการอ่าน : อย่างกล่าวมาข้างต้น ว่าการเติบโตของเทคโนโลยีทำให้เด็กปัจจุบันมีอะไรให้ทำมากมาย มีการสื่อสารอย่างฟุ่มเฟือย ข้อมูลท่วม และสมาธิสั้น (จะมีเด็กกี่คนที่ตั้งใจอ่านบทความยืดยาวเปลืองพลังงานสมองในอินเทอร์เน็ต) และเมื่อการอ่านไม่ได้ถูกปลูกฝังและเด็กไม่เห็นความสำคัญตั้งแต่ต้น กิจกรรมที่ต้องตั้งสมาธิอย่างอ่านหนังสือจะถูกละเลยและถูกมองเป็นยาขมไป

- ปัญหาผู้ใหญ่ไร้วิสัยทัศน์ : เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนไม่รักกการอ่านและมองไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน จึงยากที่จะเกิดการแก้ปัญหาและการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง

- การส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนหลายๆ ที่นั้นเป็นเพียง trend และทำโดยละเลยจิตใจของนักเรียน ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ระบบการศึกษาทั้งระบบนั่นแหละ ที่ใส่ใจกับทฤษฎีและมุ่งเน้นการรับใช้ระบบมากเกินไปจนละเลยความสุขของผู้เรียน และไม่ใส่ใจจะมอบอิสระเสรีทางความคิดให้กับผู้เรียน

- ฯลฯ ซึ่งคงมีอีกมากมายแต่ ณ ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออก

สรุป

เนื่องจากว่ามันเป็นประเด็นที่ซับซ้อนมาก ผมจึงทำได้เพียงลิสต์ความคิดออกมาเป็นหัวข้อคร่าวๆ ได้แบบนี้เพียงเท่านั้น ต้องขออภัยหากมันไม่ครอบคลุม หรือมีช่องโหว่ หรืออ่านยาก 

ทีนี้ผมอยากลองฟังความเห็นของทุกท่านว่าทุกท่านมีความเห็นกับปัญหานี้อย่างไร และท่านมีแนวทางแก้ปัญหาที่ได้ลองคิดไว้ในหัวหรือไม่

ทั้งหมดนี้เพื่อจะให้ทุกคนรักการอ่าน

และสุดท้ายการอ่าน

จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น...

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

น่านนะสิ

เราว่าบางทีอาจจะขึ้นอยู่กับบุคคล..และการสอนในครอบครัวรึเปล่า...เพราะเรา..แม่เราชอบอ่านหนังสือ..เราก็เริ่มอ่านตามแม่...จนในที่สุดตินนนี้ก็ชอบอ่านหนังสือมากๆเลยอะbig smile

#1 By มะเหมี่ยว on 2008-05-05 23:33

พ่อติดยาเเม่เเดกเหล้า อาดูดม้า น้าติดยา กูนึกไม่ออกจริงๆว่าไอ้เด็กเปรตที่เกิดมาเป็นลูกหลานอีห่ารากพวกนี้ มันจะได้นิสัยรักการอ่านมาจากใคร ...

ก็พ่อเเม่มันเป็นซะยั่งเนี้ยอ่ะ เเล้วลูกมันจะหลุดจากวงจรอุบาทเเบบนี้ได้งายยยยยยยยยยยยยยยยยย

#2 By Anachy on 2008-05-06 01:44

กับคำถามที่ว่าคิดเยี่ยงไรกับปัญหา และ มีทางแก้ไขอย่างไร
ก็คิดแบบเด็กโง่ๆเลยแล้วกันนนน
หนุนว่าปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน เรื่องระบบการศึกษาเป็นเรื่องที่แก้ยาก แบบไหนถึงจะดีก็คิดลำบาก ตัดทิ้งไปก่อน แต่เรื่องของ การปลูกฝังเนี่ยมันต้องมาเป็นอันดับแรก ผู้ปลูกฝังก็คงเป็นผู้ปกครอง ครู อะไรพวกนี้ จะว่าไปแล้ว การปลูกฝังมันทำได้ทุกเมื่อ ไม่มีคำว่าสายไปด้วยนะเริ่มวันนี้ก็ยังได้ แต่เริ่มจากเด็กๆก็ดีอยู่เหมือนกัน เพราะทั้งเรื่องของพื้นฐานความรู้ เวลา และองค์ประกอบอีกมากมายค่อนข้างสอนง่าย หนุนคิดว่าเด็กๆ ยังไม่เข้าอนุบาลก็ทั่วไปอ่า พ่อแม่ อ่านหนังสือให้ลูกฟัง มีภาพสีสวยๆ ให้ดู หรือไม่ก็หนังสือเด็กน้อย ล้วนมีความสำคัญ แต่ไอ้การที่อ่านแตกไม่แตกเนี่ย ก็คงอยู่ที่พื้นฐานความรู้ รวมทั้งการปลูกฝังแหละ แล้วมันอยู่ที่ท่านพ่อท่านแม่จะปลูกฝังยังไง อ่านมากก็ได้มากหน่อย
หนุนคิดว่านะจะให้เด็กไทยรักการอ่าน ก็หมายความว่าต้องเริ่มอ่านจากสิ่งที่ชอบ สิ่งที่สนใจ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กก็มีผลนะ โรงเรียนก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับเด็กเพราะพื้นฐานส่วนใหญ่ก็มาจากโรงเรียนเนี่ยละมั้ง หรือไม่บางที ผู้ใหญ่ก็ควรอ่านให้เด็กดูเป็นตัวอย่างด้วย
นิสัยรักการอ่านหนุนว่ามันปลูกฝังได้จากตัวเราเองด้วยนะ
อย่างหนุนอ่า แม่ไม่เคยบังคับให้อ่าน หรือห้ามอ่านอะไรเลย เท่าที่จำความได้ ตอนเด็กๆ จะมพวกนิทานอิสปอะไรอย่างนี้ แม่ซื้อมาให้อ่านก็ลองเปิดๆดู ถูกใจก็อ่าน ไม่ถูกใจก็วาง พอโตมาหน่อยก็อ่านตามแบบเรียน พวกหนังสือภาษาไทยอะไรงี้ ทีนี้ถ้าเกิดสนใจอะไรเพิ่มก็ไปหาซื้อเอา สมัยเด็กๆก็หาซื้อได้ตามร้านที่เค้ามาเปิดขายที่โรงเรียนอ่าแหละ หรือไม่บางทีได้ยินจากคนนั้นคนนี้ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น ก็ไปหาอ่าน จนมันรู้สึกว่าหนังสือเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ....
แม่เคยสอนหนุนว่า หนังสืออะไรก็แล้วแต่ อ่านไปก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น แม่ไม่เคยว่าหนุนเลยนะ ไม่ว่าหนุนจะอ่านนิยาย อ่านการ์ตูน อ่านหนังสือรักๆ บางทีแม่ก็แนะนำเนื้อเรื่องด้วยซ้ำไป
แต่ถ้าต้องมาอ่านหนังสือที่ไม่ชอบ พวกประวัติศาสตร์โลก อะไรงี้ หนุนก็พยายามซื้อหนังสือพวกนี้มา แล้วไม่สือหนังสือที่ตัวเองชอบ แล้วพยายามอยู่กับไอ้พวกนี้แหละ คือว่างๆไม่มีอะไรอ่านสุดท้ายก็หยิบมาอ่านเอง (เป็นวิธีที่ติงต๊องมาก) หรือถ้าไม่ชอบจริงๆอ่านได้วันละ 3 บรรทัดก็ยังดี (ปลอบใจตัวเอง)
บางทีการอ่านแบบตามแฟชั่นก็มีเหมือนกันนะ เห็นเพื่อนอ่านติดกันทั้งห้องก็ลองอ่านบ้าง ไรพวกนี้ จะว่าไปการที่มีคนปลูกฝังก็ทำได้ตอนเด็กแหละ พอโตมาก็ต้องปลูกฝังตัวเอง บางครั้งหนุนว่าการอ่านหนังสือทำให้เรามีเรื่องไปคุยกะเพื่อนเหมือนกันนะ บางทีไปse-ed เจอหนังสือนักดนตรีเอกของโลก 1-2 หน้าปกโมสาร์ม โชแปง / บทเพลงวรรณกรรมเปียโน บางทีเราไม่ได้อยากอ่านหรอก แต่อยากรู้อยากเห็น (อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่อยู่ รวมทั้งสืบเนื่องจากอาจารย์ด้วย ทำให้เราต้องอ่านอย่างเสียไม่ได้ - - ) อีกนิดนึงก็คือ จากประสบการณ์ หนังสือบางเล่มมันก็ไม่น่าอ่านอ่า
หรือไม่บางทีก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ ทำให้ไม่อยากอ่าน (เกี่ยวมั้ยเนี่ย)
ป.ล * นอกเรื่องไปเยอะแฮะ ประมาณว่าอยากระบายอ่ะ ไม่ว่ากันนะ
ป.ล 2 * เอาเถอะ ถ้าคิดอะไรไร้สาระออกจะมาเพิ่มเติม
ป.ล 3 * ถ้าเด็กไทยรักการอ่าน ก็อยากให้เด็กไทยรักการออมด้วยนะsad smile

#3 By Nun (202.28.181.7) on 2008-05-18 03:04

นึกออกอีกความคิดนึง
อยากให้เด็กไทยรักการอ่าน บัญญัติลงในรัฐธรรมนูญเลย(น่าเกลียดไปปะ)
แบบ ช่างเถอะ - -

#4 By Nun (202.28.181.7) on 2008-05-18 03:13