Shakugan no Shana : ตัวตนและการดำรงอยู่
posted on 06 May 2008 15:15 by seta-brahms in The-Prodigy
1
‘Shakugan no Shana’ หรือ ‘เนตรเพลิงชานะ’ เป็นไลท์โนเวลของ ยาชิจิโระ ทาคาฮาชิ ที่ตีพิมพ์ตอนแรกออกมาในปี 2002 จนต่อมาถูกดัดแปลงเป็นอะนิเมะแล้วออกอากาศในปี 2005
เรื่องราวของ Shana เกี่ยวกับการที่มีพวกปีศาจจากมิติอื่นเข้ามากิน ‘การดำรงอยู่’ ของมนุษย์ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ โลกก็จะถึงหายนะ ดังนั้น จึงต้องมีผู้ที่มากำจัดเหล่าปีศาจเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้โลกวิบัติ
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ เด็กหนุ่มมัธยมปลาย ซาไก ยูจิ ระหว่างทางกลับบ้านในวันที่แสนสงบวันหนึ่ง เขาก็ได้พบว่าอยู่ดีๆ บรรยากาศรอบตัวก็กลายเป็นสีแดงเพลิง และทุกสิ่งดูเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ จากนั้นผู้คนรอบตัวก็ถูกเพลิงสีฟ้าลุกโชนคลุมร่าง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวปีศาจอัปลักษณ์ที่ดูดกินเพลิงสีฟ้าเหล่านั้นเข้าไป จนในที่สุดการ ‘กิน’ ของปีศาจก็ถูกขัดขวางโดยเด็กสาวผมสีเพลิงคนหนึ่ง เธอต่อสู้กับปีศาจตนนั้นจนชนะ แล้วซ่อมแซมบ้านเมืองทั้งหมดก่อนจะสลายบรรยากาศสีแดงรอบๆ นั้นให้กลับสู่สภาพปกติ
พล็อตเริ่มต้นของเรื่องดูเหมือนพล็อตเชยๆ ทั่วไป ทว่าความจริงแล้ว Shana มีความซับซ้อนอยู่ภายในพล็อตซึ่งดูแวบแรกเหมือนเชย รวมทั้งมีประเด็นหลายอย่างที่น่าสนใจ
ในตอนแรกๆ ของเรื่องนั้น อาจจะต้องใช้ความพยายามกันสักเล็กน้อยในการทำความเข้าใจศัพท์เฉพาะอันมากมายในเรื่อง
ยกตัวอย่างเช่นเราเรียกพวกปีศาจที่กินการดำรงอยู่ของมนุษย์ว่า ‘กุเสะโนะโทโมงาระ’ เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ตัวตนและการดำรงอยู่ของพวกเขาก็จะสลายไป-สลายไปราวกับว่าไม่เคยมีพวกเขาอยู่ ความทรงจำและหลักฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ผู้นั้นจะหายไปจากโลก และเพื่อป้องกันไม่ให้สมดุลของโลกทั้งพังทลายอย่างฉับพลัน จึงต้องมี ‘ทอร์ช’ ซึ่งเป็นตัวแทนของตัวตนคนๆ นั้น เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ทอร์ชจะเป็นเหมือนตัวแทนและค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ซึ่งก็คือการดำรงอยู่ของคนๆ นั้นจะค่อยๆ ถูกลบเลือนอย่างช้าๆ
Alastor เคยอธิบายเหตุผลของการมีทอร์ชว่า หากพื้นดินที่เราอยู่หายไปอย่างฉับพลัน เราก็จะตกลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนพื้นดินให้กลายเป็นพื้นน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายไปทีละนิดๆ ก็จะส่งผลกระทบน้อยกว่า
ซาไก ยูจิ ก็เป็นทอร์ช...
เมื่อยูจิรู้ความจริง เขาก็ได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับความหมายเกี่ยวกับดำรงอยู่ของเขาในปัจจุบัน-ในฐานะทอร์ช และพยายามคิดหาหนทางไม่ให้การดำรงอยู่ของตัวเองต้องสลายไปอย่างไร้ความหมาย
และในที่สุดเขาก็จะได้ค้นพบวิธีการเหล่านั้นในอีกไม่นานต่อมา
และในตอนแรก เขาก็ยังไม่ได้ค้นพบว่า ตัวเองเป็นทอร์ชที่พิเศษว่าทอร์ชอื่นๆ
‘Shakugan no Shana’ หรือ ‘เนตรเพลิงชานะ’ เป็นไลท์โนเวลของ ยาชิจิโระ ทาคาฮาชิ ที่ตีพิมพ์ตอนแรกออกมาในปี 2002 จนต่อมาถูกดัดแปลงเป็นอะนิเมะแล้วออกอากาศในปี 2005
เรื่องราวของ Shana เกี่ยวกับการที่มีพวกปีศาจจากมิติอื่นเข้ามากิน ‘การดำรงอยู่’ ของมนุษย์ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ โลกก็จะถึงหายนะ ดังนั้น จึงต้องมีผู้ที่มากำจัดเหล่าปีศาจเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้โลกวิบัติ
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ เด็กหนุ่มมัธยมปลาย ซาไก ยูจิ ระหว่างทางกลับบ้านในวันที่แสนสงบวันหนึ่ง เขาก็ได้พบว่าอยู่ดีๆ บรรยากาศรอบตัวก็กลายเป็นสีแดงเพลิง และทุกสิ่งดูเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ จากนั้นผู้คนรอบตัวก็ถูกเพลิงสีฟ้าลุกโชนคลุมร่าง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวปีศาจอัปลักษณ์ที่ดูดกินเพลิงสีฟ้าเหล่านั้นเข้าไป จนในที่สุดการ ‘กิน’ ของปีศาจก็ถูกขัดขวางโดยเด็กสาวผมสีเพลิงคนหนึ่ง เธอต่อสู้กับปีศาจตนนั้นจนชนะ แล้วซ่อมแซมบ้านเมืองทั้งหมดก่อนจะสลายบรรยากาศสีแดงรอบๆ นั้นให้กลับสู่สภาพปกติ
พล็อตเริ่มต้นของเรื่องดูเหมือนพล็อตเชยๆ ทั่วไป ทว่าความจริงแล้ว Shana มีความซับซ้อนอยู่ภายในพล็อตซึ่งดูแวบแรกเหมือนเชย รวมทั้งมีประเด็นหลายอย่างที่น่าสนใจ
ในตอนแรกๆ ของเรื่องนั้น อาจจะต้องใช้ความพยายามกันสักเล็กน้อยในการทำความเข้าใจศัพท์เฉพาะอันมากมายในเรื่อง
ยกตัวอย่างเช่นเราเรียกพวกปีศาจที่กินการดำรงอยู่ของมนุษย์ว่า ‘กุเสะโนะโทโมงาระ’ เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ตัวตนและการดำรงอยู่ของพวกเขาก็จะสลายไป-สลายไปราวกับว่าไม่เคยมีพวกเขาอยู่ ความทรงจำและหลักฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ผู้นั้นจะหายไปจากโลก และเพื่อป้องกันไม่ให้สมดุลของโลกทั้งพังทลายอย่างฉับพลัน จึงต้องมี ‘ทอร์ช’ ซึ่งเป็นตัวแทนของตัวตนคนๆ นั้น เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ทอร์ชจะเป็นเหมือนตัวแทนและค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ซึ่งก็คือการดำรงอยู่ของคนๆ นั้นจะค่อยๆ ถูกลบเลือนอย่างช้าๆ
Alastor เคยอธิบายเหตุผลของการมีทอร์ชว่า หากพื้นดินที่เราอยู่หายไปอย่างฉับพลัน เราก็จะตกลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนพื้นดินให้กลายเป็นพื้นน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายไปทีละนิดๆ ก็จะส่งผลกระทบน้อยกว่า
ซาไก ยูจิ ก็เป็นทอร์ช...
เมื่อยูจิรู้ความจริง เขาก็ได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับความหมายเกี่ยวกับดำรงอยู่ของเขาในปัจจุบัน-ในฐานะทอร์ช และพยายามคิดหาหนทางไม่ให้การดำรงอยู่ของตัวเองต้องสลายไปอย่างไร้ความหมาย
และในที่สุดเขาก็จะได้ค้นพบวิธีการเหล่านั้นในอีกไม่นานต่อมา
และในตอนแรก เขาก็ยังไม่ได้ค้นพบว่า ตัวเองเป็นทอร์ชที่พิเศษว่าทอร์ชอื่นๆ
2
ประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญของ Shana ก็คือเรื่องของ ‘ตัวตน’ และ ‘การดำรงอยู่’
ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของเรื่อง ยูจิกับชานะจะพูดบทสนทนาว่าด้วยตัวตนกันตลอดเวลา ถ้าจะว่ากันตามจริง การที่ยูจิพยายามตั้งชื่อ ‘ชานะ’ ให้กับนักรบสาวผมแดงหรือ Flmae Haze ผู้นี้ ก็เป็นการพยายามจะระบุและเข้าถึงตัวตนของเธอเหมือนกัน
ทว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะ Flame Haze หรือ ชานะ Torch หรือ ยูจิ ชื่อก็คงเป็นเพียง ‘คำเรียกแทน’ ของบุคคลหรือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ยูจิ พยายามเรียกตัวเองว่า ยูจิ แต่ชานะกลับพยายามแย้งว่ายูจิตายไปนานแล้ว นายมันก็แค่ทอร์ช ที่เป็นตัวแทนของยูจิ แต่ยูจิก็แย้งตอบอีกว่า แต่สิ่งที่ฉันคิดที่ฉันรู้สึกรวมถึงความทรงจำทั้งหมดมันคือ ซาไก ยูจิ ชัดๆ คำตอบสุดท้ายของชานะก็คือ ก็แน่ล่ะ นายมันเป็นตัวแทนของเขานี่...
นี่จึงเป็นสิ่งที่นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับตัวตน...
คำถามที่ครอบคลุมที่สุดก็คือ “ทอร์ชซึ่งเป็นตัวแทนของคนๆ นั้น เป็นสิ่งเดียวกับตัวตนของคนๆ นั้นหรือเปล่า?”
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร สุดท้ายคนที่เป็นทอร์ชก็ต้องมอดดับและสลายหายไป รวมทั้งการ ‘เคยมีอยู่’ ของเขาก็ด้วย
ยูจิได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเขา ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ค้นพบว่า แม้ว่าการเคยมีอยู่ของเขาจะเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน แต่ว่าการกระทำของเขาซึ่งส่งผลต่อผู้อื่นนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้
(ในช่วงประมาณตอนที่ 3 ที่เค้าตัดสินใจให้ชานะใช้ไฟชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเพื่อช่วยเหลือชีวิตนักเรียนคนอื่น เป็นสิ่งที่เขามั่นใจว่า มันเป็นการใช้การดำรงอยู่ของเขาให้เกิดประโยชน์ และแม้การเคยมีตัวตนของเขาจะสลายไป ทว่าชีวิตของทุกคนที่ยังดำเนินต่อไปได้ก็เป็นหลักฐานแสดงว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีตัวตน)
ประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญของ Shana ก็คือเรื่องของ ‘ตัวตน’ และ ‘การดำรงอยู่’
ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของเรื่อง ยูจิกับชานะจะพูดบทสนทนาว่าด้วยตัวตนกันตลอดเวลา ถ้าจะว่ากันตามจริง การที่ยูจิพยายามตั้งชื่อ ‘ชานะ’ ให้กับนักรบสาวผมแดงหรือ Flmae Haze ผู้นี้ ก็เป็นการพยายามจะระบุและเข้าถึงตัวตนของเธอเหมือนกัน
ทว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะ Flame Haze หรือ ชานะ Torch หรือ ยูจิ ชื่อก็คงเป็นเพียง ‘คำเรียกแทน’ ของบุคคลหรือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ยูจิ พยายามเรียกตัวเองว่า ยูจิ แต่ชานะกลับพยายามแย้งว่ายูจิตายไปนานแล้ว นายมันก็แค่ทอร์ช ที่เป็นตัวแทนของยูจิ แต่ยูจิก็แย้งตอบอีกว่า แต่สิ่งที่ฉันคิดที่ฉันรู้สึกรวมถึงความทรงจำทั้งหมดมันคือ ซาไก ยูจิ ชัดๆ คำตอบสุดท้ายของชานะก็คือ ก็แน่ล่ะ นายมันเป็นตัวแทนของเขานี่...
นี่จึงเป็นสิ่งที่นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับตัวตน...
คำถามที่ครอบคลุมที่สุดก็คือ “ทอร์ชซึ่งเป็นตัวแทนของคนๆ นั้น เป็นสิ่งเดียวกับตัวตนของคนๆ นั้นหรือเปล่า?”
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร สุดท้ายคนที่เป็นทอร์ชก็ต้องมอดดับและสลายหายไป รวมทั้งการ ‘เคยมีอยู่’ ของเขาก็ด้วย
ยูจิได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเขา ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ค้นพบว่า แม้ว่าการเคยมีอยู่ของเขาจะเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน แต่ว่าการกระทำของเขาซึ่งส่งผลต่อผู้อื่นนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้
(ในช่วงประมาณตอนที่ 3 ที่เค้าตัดสินใจให้ชานะใช้ไฟชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเพื่อช่วยเหลือชีวิตนักเรียนคนอื่น เป็นสิ่งที่เขามั่นใจว่า มันเป็นการใช้การดำรงอยู่ของเขาให้เกิดประโยชน์ และแม้การเคยมีตัวตนของเขาจะสลายไป ทว่าชีวิตของทุกคนที่ยังดำเนินต่อไปได้ก็เป็นหลักฐานแสดงว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีตัวตน)
3
ดูเหมือนปัญหา ‘เรื่องตัวตนและการดำรงอยู่’ ใน Shana จะพยายามทำให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเรา
ไม่ว่ามนุษย์อยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อโลกเพียงใดก็ตาม นั่นก็ไม่อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
เพราะแม้ในอนาคตอีกแสนนาน ชีวิตของเราจะดับหาย การมีตัวตนจะถูกลืมเลือน แต่ผลจากการกระทำและการมีอยู่ของเรานั้นส่งไปยังสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านทั้งบุคคล กาลเวลา และสถานที่ ผนวกกับความจริงที่ว่าประวัติศาสตร์นั้นขับเคลื่อนอนาคตเสมอ
ดังนั้นการมีอยู่ของเราจึงไม่เคยไร้ความหมาย
แล้วเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกได้อย่างไร
ในเมื่อครั้งหนึ่ง
เรามีตัวตนดำรงอยู่ในโลก
ดูเหมือนปัญหา ‘เรื่องตัวตนและการดำรงอยู่’ ใน Shana จะพยายามทำให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเรา
ไม่ว่ามนุษย์อยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อโลกเพียงใดก็ตาม นั่นก็ไม่อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
เพราะแม้ในอนาคตอีกแสนนาน ชีวิตของเราจะดับหาย การมีตัวตนจะถูกลืมเลือน แต่ผลจากการกระทำและการมีอยู่ของเรานั้นส่งไปยังสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านทั้งบุคคล กาลเวลา และสถานที่ ผนวกกับความจริงที่ว่าประวัติศาสตร์นั้นขับเคลื่อนอนาคตเสมอ
ดังนั้นการมีอยู่ของเราจึงไม่เคยไร้ความหมาย
แล้วเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกได้อย่างไร
ในเมื่อครั้งหนึ่ง
เรามีตัวตนดำรงอยู่ในโลก
#1 By tama on 2008-05-06 15:32