A-Lovers-Complaint

เพลงรักวิกลจริต (6)

posted on 13 Apr 2008 23:06 by seta-brahms  in A-Lovers-Complaint

ฉันรักเวลาค่ำคืน ฉันไม่ได้รักฝันร้ายที่กัดกร่อนหัวใจฉันแต่อย่างใด หากแต่ฉันรักบรรยากาศยามกลางคืน บรรยากาศกึ่งสงัดวิเวกแห่งราตรีกาล บรรยากาศที่ไม่มีแสงสว่างฉายมาให้มองเห็นสิ่งใดได้ชัด ทำให้จินตนาการต้องทำงานมากกว่าปกติ ฉันรักแสงเดือนและแสงดาวในเวลากลางคืน หรือหากพูดให้ถูก ที่จริงฉันไม่ได้ใส่ใจนักกับแสงเดือน บางครั้งคืนเดือนดับยังดีกว่าเสียอีกที่ช่วยให้แสงวับวิบกะพริบพรายของดวงดาวแจ่มชัดมากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงค่ำคืนบนฝากระโปรงรถคร่ำคร่าหน้าสวนคันนั้นที่่ฉันเพ้อพกอยู่กับสายลมและแสงดาวเดือน มันเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นจนชาชิน สิ่งที่น่าคิดถึงมากกว่าคือค่ำคืนที่ฉันเดินเล่นเลาะริมทะเลสาบลูกาโนในสวิตเซอร์แลนด์ อากาศที่หนาวเหน็บแต่ไม่มากเกินไปโอบล้อมทิวทัศน์อันงดงามของเรือนชานบ้านช่องริมทะเลสาบสร้างความประทับใจอย่างตราตรึงถึงขนาดฉันใฝ่ฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตฉันอยากจะมาหาซื้อบ้านหลังเล็กๆ สักหลังไว้ริมทะเลสาบแห่งนี้เพื่อสำหรับพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบั้นปลายที่อาจมาเยือนเร็วกว่าที่คิดหรือจะเป็นบั้นปลายที่ดูไม่มีค่าอะไรเลยก็ตาม

ฉันยังคิดถึงตอนที่นั่งอยู่ในเพิงเล็กๆ ริมหาดตอนกลางคืนในจันทบุรี ลมทะเลกระโชกเรื่อยรินอย่างสม่ำเสมอไล่แทะโลมเนื้อตัวของฉันอย่างหิวกระหาย ฉันปล่อยให้มันไล้เล็มอย่างตามใจชอบ ปล่อยให้มันลิ้มชิมเนื้อหนังมังสาของฉันจนอิ่มหมี มันตอบแทนฉันด้วยการฉายภาพทะเลอันมืดมิด มืดมิดเสียจนฉันทำได้เพียงจินตนาการเห็นคลื่นซัดไปสาดมาหาหาดทรายอย่างน่าเวียนหัวอยู่ข้างนอกนั่น ทะเลอันมืดมิดยังทำให้ฉันนึกไปถึงค่ำคืนบนระเบียงคอนโดสูงริมหาดหัวหิน ฉันนั่งบนพื้นอยู่เคียงข้างกับควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งและกลิ่นหอมหวนขมปร่าของเมรัย เพื่อนอีกสองคนของฉันนั่งปล่อยตัวปล่อยใจไปเช่นเดียวกับฉัน ฉันมองไปเบื้องนอก สีของทะเลกับสีของฟ้ากลืนเป็นสีเดียวกันจนเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน ฉันจ้องมองไปยังความมืดมนอนธกาลอันไพศาลเบื้องหน้าและพบตัวเองอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด สำนึกสำเหนียกในความเป็นสิ่งกระจ้อยร่อยกว่าฝุ่นธุลีที่ปลิวคว้างอยู่ในห้วงอวกาศ เล็กอย่างไร้ค่าเมื่อเทียบกับหมู่ดาวกระจ่างฟ้า โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ท้องฟ้าเปิดโอกาสให้ฉันได้สำนึกถึงความเป็นจริงดังว่าตอนที่ฉันไปเข้าค่ายลูกเสือที่ต่างจังหวัดเมื่อสมัยยังเด็ก ฉันนอนแหงนหน้าดูดวงดาวพร่างพรายกระจายตัวทั่วไป ฉันจำได้ว่ามันงดงามเหมือนกับภาพฝัน ฉันยังเคยคิดถึงการได้ยินเสียงเพลงแผ่วกระซิบข้างหูในขณะชมภาพดารารายที่แขวนตัวเองอยู่บนนั้นอย่างเพลิดเพลินใจ แต่ใครจะรู้ว่าครูฝึกร.ด.ก็ได้ช่วยทำให้ปรารถนาของฉันเป็นจริงที่เขาชนไก่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา ในคืนเดือนมืด มืดมิดอย่างแท้จริงและสงัดจนน่าหวาดหวั่น ไม่มีแสงไฟประดิษฐ์ใดๆ เล็ดลอดเข้ามารบกวนสายตา นักศึกษาวิชาทหารหลายร้อยคนที่มองไม่ค่อยจะเห็นตัวเพื่อนฝูงกำลังได้รับประสบการณ์เดียวกัน เรานอนหงายอยู่บนพื้นดิน สายตาไล้ไปตามดาวแต่ละดวงเท่าที่ความสามารถของสายตาจะทำได้ ครูฝึกเปิดเพลง คืนที่ดาวเต็มฟ้า ประกอบการดูดาว คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการเป็นหน้าเธอ ใจฉันตอนนั้นดูจะเผลอไผลคล้อยไปตามเนื้อเพลงนั้น และบางครั้งฉันก็รู้สึกว่าแสงวิบวับของดวงดาวนั้นดูเหมือนมันจะกะพริบเพื่อกระซิบเรื่องราวบางอย่าง เรื่องราวที่อยู่ในนั้น 

ฉันนึกถึงค่ำคืนหน้าร้อนบนเขาแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ที่ฉันกับเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้องพากันหอบหิ้วเสื่อสาดไปนอนชมดาวตรงชายป่า นอนบนเสื่อที่วางปูกับพื้นดินกำซาบกลิ่นกายของแม่ธรณี แวดล้อมด้วยแมกไม้รายเรียงสลับสล้าง เงาไม้อันเกิดจากแสงจันทร์นวลวูบไหวบ้างเป็นบางครั้งบางคราว หรีดหริ่งเรไรสดับขับกล่อมซึ่งบทเพลงอันเพราะพริ้งอย่างเป็นธรรมชาติ แสงสีเสียงทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ล้วนช่วยกันประสานสร้างความอภิรมย์ใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นฉันเองที่มักจะเป็นผู้เริ่มต้นเล่านิทานอันเกี่ยวกับดวงดาว เรื่องราวที่เกี่ยวกับจุดแสงยิบยับบนฟ้านั่น นิทานบางเรื่องเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราจินตนาการได้จากการจ้องมองดูท้องฟ้า หรือดวงดาวอาจจะมองเราตอบแล้วบอกขานตำนานของพวกมันให้พวกเขาเล่าสืบต่อ แล้วฉันเองก็เล่ามัน เล่าโดยที่เสี้ยวหนึ่งในใจก็หวังอยากให้มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ทว่าไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ เมื่อเราได้มองท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็เปรียบเสมือนเราได้นั่งชมเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และหลากหลายที่บังเกิดขึ้นในจักรวาลไพศาลนี้ เมื่อมองจากโลก ชีวิตมากมายในจักรวาลเกิดและตายอย่างวาบแสงวิบวับนั้น และเมื่อมองจากดาวอื่น โลกก็คงเป็นเป็นแสงเล็กๆ จุดเล็กๆ ชีวิตบนโลกก็เกิดดับเวียนว่ายอย่างวาบแสงเหล่านั้นเช่นกัน เมื่อมองฟ้า ฟ้าก็มองเราอยู่เช่นกัน เมื่อเราจ้องมองดวงดาว ดวงดาวก็จ้องมองเราตอบเช่นกัน ฉันสบตากับดวงดาว นึกอยากพูดคุยกับมัน ฉันกระซิบเพรียกหาอย่างเงียบงันภายในใจ หวังให้มันช่วยเหลือฉันในสิ่งที่ฉันไม่อาจทำได้ ช่วยเหลือฉันในสิ่งที่โดยแก่นแล้วไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวของฉันเอง...

ดาวทอแสงมองเห็นเป็นเส้นสาย
ยิบวิบวับวาบวูบไหวประกายพร่าง
จันทร์นวลผ่องซ่อนในเมฆยิ้มเลือนราง
ฉันจ้องพลางสดับเสียงหรีดเรไร

ดาวกะพริบยิบตาเหมือนบอกเล่า
ขานเรื่องราวแห่งอดีตชวนพิศมัย
กระซิบผ่านอย่างเงียบงันมาแต่ไกล
เข้าสู่ใจเพียงแผ่วเบาเคล้านุ่มนวล

ฉันได้ยินจึงกระซิบคำถามตอบ
ฉันจะมอบรักผ่านดาวได้ไหม
มอบให้ถึงใจเธอที่แสนไกล
ส่งจดหมายไร้ผู้ส่งถึงมือเธอ

ฉันจ้องรอดวงดาวนิ่งเนิ่นนาน
เสียงเล่าขานค่อยค่อยเงียบเชียบเชือนช้า
จนเดือนดับดาราลับตะวันมา
คำตอบยังคงค้างคาอยู่ต่อไป

 

เพลงรักวิกลจริต (5)

posted on 13 Apr 2008 16:20 by seta-brahms  in A-Lovers-Complaint

คืนวันเหล่านั้นมันช่างดูโหดร้าย ที่ร้องร่ำฟูมฟายอยู่กับภาพฝันในวันฟ้าหม่น วันที่ฟ้าดูราวจะถล่มทลายลงมาหากไม่มีมวลเมฆคอยค้ำชู หรือไม่ก็อาจจะเป็นหมู่เมฆเองนี่แหละที่จะร่วงหล่นลงมาหากไม่มีท้องฟ้าคอยโอบอุ้มเอาไว้ หลายๆ ครั้งผลลัพธ์มักลงเอยในแบบที่เมฆทึมเหล่านั้นร่วงหล่นสาดสายลงมาในสภาพโปรยปรายของสายฝน สายฝนที่อาจเป็นน้ำตาของท้องฟ้า สายฝนที่เหน็บหนาว หนาวราวกับบ่งบอกถึงความในใจของท้องฟ้า ลึกขึ้นไปข้างบนนั้น ท้องฟ้าเองคงกำลังเปลี่ยวเหงาอยู่เช่นกัน ฟ้าคงกำลังโศกตรมจากความทุกข์อันยิ่งใหญ่ ชีวิตคนหนึ่งคนก็แค่หลับของฟ้าตื่นหนึ่ง หากชีวิตคนเต็มไปด้วยความทุกข์มากมาย ชีวิตฟ้าที่ยาวนานกว่าหลายเท่านักก็คงเต็มไปด้วยทุกข์มหาศาลอย่างมิอาจประมาณ ตลอดชีวิตของฟ้ามันอาจจะมีความรักกับใครมากมาย แต่ด้วยความยืนยงของมันจึงเห็นคนอันเป็นที่รักตายจากไปคนแล้วคนเล่า คนแล้วคนเล่า ฟ้าคงอยู่มานานจนเข้าใจสัจธรรม แต่การที่มันยังร้องร่ำอยู่นั้นก็เป็นหลักฐานอันแน่ชัดที่สามารถยืนยันได้ว่า แม้จะเข้าใจสัจธรรมมากเพียงใด ก็ยังมิอาจหลุดพ้นจากความรู้สึกอันก่อให้เกิดน้ำตาที่รินไหลได้

ชีวิตฉันเอง ต่อให้ยาวนานถึงศตวรรษ ก็อาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในภาพฝันของฟ้า เป็นเพียงวาบแสงในเวิ้งจักรวาล เหมือนวาบแสงหิ่งห้อยที่กำลังเปล่งแสงสุดท้ายก่อนตายยามที่เฝ้ามองจากไกลๆ จากมุมมองของดวงดาวอันเก่าแก่ ชีวิตที่แตกดับบนโลกดูแทบไม่มีค่าอะไรเลย ชีวิตคนเกิดมาแล้วก็ตายไป บางครั้งการแสวงหาตัวตนในชีวิตอันแสนสั้นและเปราะบางก็ดูเหมือนเป็นการกระทำที่ไร้สาระ แต่ชีวิตที่หยิ่งทะนงในความเปราะบางนั้นก็ได้ให้ค่ากับตัวตนของตัวเองเสียเหลือเกิน ชีวิตฉันเองก็เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงเหล่านั้น ฉันอาจลุ่มหลงในการแสวงหาตัวตนของตัวเองอย่างโง่เง่าจนสุดท้ายอาจจะหามันไม่พบและลงเอยด้วยการเสกสรรค์ปั้นแต่งมันขึ้นมา อาจจะเสกสรรค์แม้กระทั่งความรัก ความรักซึ่งอาจจะจอมปลอมและพยายามสร้างความหมายให้กับมัน สร้างภาพมายาราวกับว่ามันเป็นรักอันเลอเลิศยิ่งใหญ่อย่างในอุดมคติของมนุษยชาติ ทั้งที่ความจริงมันอาจเป็นเพียงการแสดงออกซึ่งกิเลสอันโสมม และปลอมแต่งตัวตนของตัวเองให้ดูสง่างาม ซ่อนเร้นตัวตนอันขลาดเขลาไว้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันช่างเป็นสิ่งเหลวไหลไร้แก่นสารทั้งสิ้น ฉันอาจเป็นเพียงมนุษย์ผู้หลงมัวเมาในการสร้างภาพฝันอันวิกลจริต ภาพฝันอันตามหลอกหลอนมาแม้กระทั่งในความเป็นจริง ภาพฝันอันบ้าคลั่งและลืมสิ้นซึ่งตัวตน ทั้งตัวตนแท้จริงและตัวตนที่ถูกสร้าง จมติดอยู่กับปลักตมอันโสโครกเหล่านั้นอย่างมิอาจถอนตัว...


ค่ำคืนวันเหล่านั้นมันโหดร้าย

ที่ร้องร่ำฟูมฟายกับภาพฝัน

ดึกสงัดป่าชัฏเชียบและเงียบงัน

เสียงสนั่นแหวกไพรทำลายภวังค์

เสียงกึกก้องกู่ไกลไหวถึงฟ้า

เทวดาอสุราถึงเหลียวหลัง

แหวกนภาผ่าเมฆหาที่เสียงดัง

พบชายคลั่งห่มไห้ซุกธรณี

น้ำตาหยดหยาดกลายคล้ายเป็นเลือด

น้ำตาใสหายเหือดคล้ายหลบหนี

นอนดีดดิ้นปล่อยเรือนกายคลุกฝุ่นคลี

เหมือนไม่มีใจจิตติดกับตัว

ไม่นานนักเมฆเทาหม่นถึงหล่นร่วง

ดาวทุกดวงเดิมอาจช่วยส่องสลัว

มาบัดนี้ฟ้าหม่นมิดมืดมัว

อยู่เดียวดายน่าหวั่นกลัวในพงไพร

ชายบ้าคลั่งร่ำร้องไม่สิ้นฤทธิ์

อันดวงจิตอาจสลายทลายไถล

ทั้งแปรปรวนรวนเรเซไปไกล

เศษซากจิตฟุ้งกระจายในสายลม

ฝนซัดสาดลงดินไม่สิ้นสาย

โชกเรือนกายชายฉาบชุ่มตีนถึงผม

หน้าคลุกทรายกายคลุกดินจนโสมม

นอนโซซมตรอมตรมใจใกล้วายปราณ...

 

เพลงรักวิกลจริต (4)

posted on 12 Apr 2008 21:54 by seta-brahms  in A-Lovers-Complaint

อาจเป็นเพราะความเชื่อมั่นประหนึ่งดื้อรั้นของฉันนี่เองกระมังที่ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกอึดอัดในหลายๆ ครั้งที่ได้ยินได้ฟังเพลงรักตามวิทยุหรือแผ่นเสียงเพลงป๊อปสมัยปัจจุบัน เพลงเหล่านั้นเต็มไปด้วยความรักอย่างยื่นเสนอเงื่อนไข บ้างบังคับขู่เข็ญ บ้างแสดงความเอาแต่ใจ บ้างแสดงความเห็นแก่ตัวโดยอวดอ้างคำรัก ทว่าฉันก็ไม่ได้เกลียดโกรธบทเพลงเหล่านั้น ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าที่ชีวิตมนุษย์ดำเนินมาถึงยุคสมัยนี้ก็เป็นด้วยความรักแบบเหล่านี้แหละที่ผสมเจือปนอยู่ในความรักนับล้านแบบ แต่ถ้าหากใครจะด่าว่าฉันเป็นพวกมีอคติ ฉันก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด ฉันยังคงเชื่อในความคิดอ่านของฉันอยู่ แม้ใครจะว่ามันคร่ำครึและอ่อนต่อโลกก็ตาม

แล้วเพลงรักสมัยนี้ก็ล้วนเป็นที่ต้องใจของหนุ่มสาวปัจจุบันโดยทั่วไป ซึ่งแท้จริงแล้ว บทเพลงหลายเพลงไม่ใช่เพลงรักบริสุทธิ์ หากแต่เป็นเพลงที่ยั่วยุให้เกิดการปะทุซึ่งความรู้สึก กิเลส และความต้องการเบื้องลึกภายในจิตใจของผู้ฟังต่างหาก ความอยากได้ อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ อยากผูกมัด กลัวความโกรธเกลียด กลัวความเหงา กลัวการเสียหน้า กลัวการมีชีวิตโดยลำพัง กลัวสิ่งต่างๆ มากมาย ความจริงก็คืออาการอยากและกลัวเหล่านี้ก็เป็นไปเพื่อตัวเองทั้งนั้น ดูเหมือนว่าที่ฉันพูดมายืดยาวนี่คล้ายว่าฉันอยากจะอวดตัวเป็นพ่อพระหรือผู้ละซึ่งกิเลสตัณหาสินะ เปล่าเลย ฉันก็เหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป รู้จักความอยากความกลัว อาจมีมากกว่าหลายคนด้วยซ้ำ แต่ฉันไม่คิดว่ารักที่เต็มไปด้วยความอยากและความกลัวจะนำมาซึ่งความสุขสำหรับฉัน สำหรับหลายๆ คน ฉันคงดูเป็นพวกแปลกแยกสินะ เป็นพวกที่แตกต่างสินะ ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก เพราะเราทุกคนล้วนแตกต่างกัน เราทุกคนจึงเหมือนๆ กันไปหมดนั่นแหละ ดังนั้นจึงป่วยการและเสียเวลาเปล่าหากใครจะกล่าวหาว่าใครเป็นผู้แตกต่าง โลกนี้มันดำรงอยู่ด้วยความหลากหลายและแตกต่างอยู่แล้ว

ความดื้อรั้นของฉันอาจจะเป็นตัวการที่นำมาซึ่งความโศกตรมชั่วชีวิตก็ได้ มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพื่อความสุขอย่างที่ฉันเคยคาดหมายก็ได้ หลายครั้งหลายคราที่ฉันร่ำไห้ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากแห่งความมาดมั่น หลายค่ำคืนที่ฉันนั่งคุดคู้ขดตัวเองอยู่ภายใต้สายน้ำที่กระหน่ำลงมาจากฝักบัว ปล่อยให้สายน้ำอุ่นชโลมเรือนกายที่ห่อหุ้มจิตใจอันยะเยือกไว้ ปล่อยให้สายน้ำชำระล้างและปิดบังสายน้ำตาที่พรูพรายออกมาเพื่อไม่ให้ตัวเองได้รับรู้ความจริงของการทุกข์ทนทรมาน มันช่างเป็นการกระทำที่ขลาดเขลาและโง่งม ซึ่งมันอาจจะเป็นกลไกการทำงานของส่วนลึกในจิตใจ ความโหยหาไออุ่น ความต้องการระบายสิ่งอัดอั้นตันใจออกมา ความซาบซึ้งปนสลดเสียใจ จินตนาการและภาพฝันอันหม่นหมอง

ละอองไอสีขาวจากกระแสน้ำกึ่งอุ่นกึ่งร้อนล่องลอยอ้อยอิ่งจนกระทั่งปกคลุมทั่วทั้งห้องที่สว่างไสวแต่เพียงน้อยด้วยแสงจากหลอดไฟสีส้มผสมกับหลอดไฟสีขาว สายตาที่จับจ้องไปยังสิ่งใดก็ไม่รู้มองเห็นเพียงความพร่าพรายจากม่านน้ำตา จากสายน้ำที่หลั่งชโลม จากหมอกขาวที่ห่มคลุมมวลอากาศในห้องไว้ หลายครั้งที่ฉันปล่อยตัวปล่อยใจไปกับบรรยากาศเหล่านี้ ปล่อยให้ตัวเองได้ดื่มด่ำกับน้ำตา ดื่มด่ำกับความเศร้าโศก ดื่มด่ำกับการเฝ้าฝันถึงสิ่งที่ตระหนักอยู่แล้วในความเป็นไปไม่ได้ ดื่มด่ำกับความทรมานอันแสนหวานและยืดยาวนาน หากแต่ฉันก็ยังได้เรียนรู้จิตใจของตัวเอง ได้ตรวจสอบและปลดเปลื้องพันธนาการแห่งความจองหอง ได้ปอกเปลือกความเชื่อมั่นอันเต็มไปด้วยกาก เหลือเพียงจิตใจอันขลาดเขลาแท้จริง จิตใจที่ยังคงถวิลหา จิตใจที่แกว่งไกวไปตามคำยุยงของเพลงรักจอมปลอมเหล่านั้น จิตใจที่ใฝ่หาความสุขที่จะได้อยู่เคียงข้างเธอ จิตใจที่แสดงออกมาซึ่งความเห็นแก่ตัวภายใน แท้จริงแล้วตัวตนและความรู้สึกของฉันก็อาจจะเป็นสิ่งจอมปลอม เป็นสิ่งปั้นแต่ง ไม่ต่างอะไรไปจากเพลงพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย...

 

เพลงรักวิกลจริต (3)

posted on 12 Apr 2008 19:13 by seta-brahms  in A-Lovers-Complaint

ฉันเองก็เคยเขียนเพลงรัก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะเรียกมันว่าเพลงรักได้อย่างเต็มปากเต็มคำหรือไม่ เพราะในเนื้อเพลงนั้นไม่มีคำว่ารักปรากฏอยู่เลยแม้แต่เสี้ยวพยางค์ และใจความของมันก็ไม่ได้เป็นการบอกรักหรือสารภาพรักใดๆ ทั้งสิ้น ฉันจำได้ว่าฉันเขียนเพลงๆ นี้ด้วยน้ำตาที่หล่อรื้นอยู่ในใจ น้ำตาแห่งความสลด ฉันอาจเหมือนคนบ้าที่โศกเศร้าคร่ำครวญกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย สิ่งที่ฉันเสียน้ำตาให้ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับชีวิตสามัญธรรมดาของฉันแม้เพียงนิด แต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ฉันไม่สามารถอดกลั้นการทำงานของระบบในร่างกายได้เมื่อฉันได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับตัวเธอ เธอผู้ซึ่งโศกตรมอยู่กับสิ่งโหดร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิต อากัปกิริยาของเธอผ่านคำบอกเล่านั้น เพียงแค่นึกภาพตาม เขื่อนกักน้ำตาก็พังทลายครืนจนแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย แล้วสิ่งที่อยู่เบื้องหลังประตูเหล็กนั้นก็พร่างพรูราวอาลัยร่ำไห้กับวันสลายของโลก ฉันทรมานกับการไม่รู้ความเป็นไป ทรมานที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรเธอได้แม้แต่น้อย ทรมานที่ไม่สามารถทำสักสิ่งเพื่อเธอแม้เพียงฝ่ามือลูบไล้หน้าผากหรือโอบกอดร่างอันสั่นเทิ้มไว้ในอ้อมแขน ทรมานกับฝันร้ายยามค่ำคืนดึกสงัดที่คอยตอกย้ำความทุกข์โศกที่เกิดแก่เธอและความด้อยในความสามารถของตัวเอง ฉันอาจจะบ้าไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่ฉันมีความรู้สึกเศร้าอย่างแรงกล้าทั้งๆ ที่ฉันเองไม่ได้เป็นอะไรไปเลย ฉันจำได้ว่า สิ่งเดียวที่ฉันนึกออกว่าฉันพอจะทำได้คืออะไร ฉันคิดเหมาเดาเอาเองว่า อย่างน้อย การได้ยินได้ฟังคำปลอบประโลมใจจากคนที่เป็นห่วงอาจจะทำให้รู้สึกดีบ้างแม้เพียงนิดก็ยังดี หากว่าเธอได้รับรู้ว่าเธอยังพอจะมีที่พึ่ง แม้เพียงในจินตนาการ จิตใจเธออาจจะพลอยคลายโศกได้บ้าง และด้วยความคิดอันแสนตื้นเขินทว่าเป็นสิ่งเดียวที่สมองอันตื้อตันของฉันขณะนั้นจะคิดได้ ฉันจึงเริ่มเขียนเพลงๆ หนึ่งขึ้นมา

ฉันใช้ท่วงทำนองเชยๆ เสียงประสานแบบเรียบง่าย ช่วยขับดันเนื้อความให้มีพลังอย่างที่ฉันอยากให้เป็น ฉันนึกความรู้สึกขณะเขียนเพลงนั้นได้ไม่ชัดเจน ในขณะที่เขียนฉันรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์ ทุกสิ่งทุกอย่างพร่าเลือนอยู่ในความคิดคำนึง สิ่งเดียวที่ฉันจำได้ก็คือ ฉันมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสื่อความรู้สึกของฉันออกมา และเหนืออื่นใด พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปลอบประโลมเธอให้ได้ ฉันต้องขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ในการเล่นเครื่องดนตรีและคุมอัดร้องให้กับฉัน ใช่ ฉันร้องด้วยตัวเอง ฉันจำได้ถึงความยากลำบากในการอัดเสียง ฉันเคยอยู่ในตำแหน่งคนคุมอัดร้อง และฉันก็ตระหนักดีว่าการร้องเพลงในห้องอัดไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่น่าสงสารที่สุดอีกคนหนึ่งและฉันก็นึกขอบคุณเขามากก็น่าจะเป็นเพื่อนของฉันที่อุตส่าห์มาตัดต่อเสียงร้องอันย่ำแย่เหลือประมาณของฉันให้ออกมาเป็นเพลงได้ และด้วยการที่ฉันอยากจะรีบส่งเพลงๆ นี้ให้ถึงมือเธอเร็วที่สุด ช้าไม่ได้แม้เพียงนาที ทุกอย่างจึงเป็นไปด้วยความเร่งรีบ 

ฉันต้องตอบแทนแลกเปลี่ยนกับรุ่นพี่ของฉันโดยการเรียบเรียงเพลงๆ หนึ่งเป็นแบบบรรเลงด้วยออร์เคสตร้าในค่ำคืนเดียวกับที่พวกเขาตัดต่อเพลงของฉัน มันเป็นงานเร่งด่วนของรุ่นพี่ฉัน เราจึงตกลงที่จะแลกกันทำงานแบบอดหลับอดนอน และฉันก็คงต้องขอบคุณเขาอีกเหมือนกันที่งานนี้ได้ทำให้ฉันรู้จักกับเพลงอีกเพลงหนึ่ง มันชื่อว่าเพลง ยังรอคอยเธอเสมอ หลังจากนั้นมามันจึงกลายเป็นหนึ่งในเพลงโปรดของฉัน และฉันก็ซาบซึ้งในเนื้อเพลงนั้น การรอคอยที่รอได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ การหวนรำลึกถึงความหลังครั้งเก่า และการมีอยู่ของเธอที่เป็นกำลังใจให้ฉันยังมีชีวิตอยู่ได้ ฉันซาบซึ้งเนื้อเพลงเหล่านั้นดี แต่การซาบซึ้งก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตฉันจะต้องไปตรงกับเนื้อเพลงแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าฉันเข้าใจและประสบบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ฉันเข้าใจความหมายของการรอคอยดี การรอคอยจะว่าไปบางทีก็เหมือนทำให้มีเป้าหมายในชีวิต และยิ่งรอนานเท่าใด เวลาที่ได้เจอก็จะยิ่งดีใจ และถึงแม้เวลาที่จะได้เจออาจไม่มีวันมาถึง แต่เราก็อาจพบกันในฝันได้ ฉันยังเห็นเธอในฝัน ฉันยังโอบกอดเธออยู่ในฝัน ฉันยังเฝ้ารอถึงวันในจินตนาการ ฉันไม่ได้คาดหวังให้ทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่ฉันคิดหรอก ทุกอย่างเป็นส่วนเกิน เป็นกิเลสส่วนตัวอันเกิดขึ้นจากการมีชีวิต ฉันยังคงยึดมั่นในคำเดิม ถึงความรักอันต้องการเห็นเพียงความสุขของผู้เป็นที่รัก...

 

เพลงรักวิกลจริต (2)

posted on 12 Apr 2008 16:08 by seta-brahms  in A-Lovers-Complaint

ฉันยังจำได้ถึงวันที่เธอหายไปฉันวิ่งพล่านไปทั่วทุกมุมตึกในเมืองอันสับสนวุ่นวาย ฉันวิ่งออกไป วิ่งออกไป ไปยังที่แห่งใดฉันก็ไม่รู้ ไปเพื่อพบใครหรือหาสิ่งใดฉันก็ยังไม่รู้ ดูเหมือนการกระทำบางอย่างเป็นไปเพื่อสนองความต้องการเบื้องลึกในจิตใจ ทำได้แค่เฝ้าฝัน จินตนาการ ถึงความสุขในอดีตและที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไม่เคยและอาจไม่มีวันได้รู้ถึงสถานภาพของมัน ทุกสิ่งอาจเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง เป็นความคิดเหมาเอาเอง หรืออาจเป็นความคิดฝันคาดหวังลมๆ แล้งๆ ฉันยังคงวิ่งออกไป ไปเพื่อที่จะไม่พบใคร ฉันอาจโหยหาอดีต หรืออาจเพียงสนองกิเลสของตัวเองที่จะได้ฝังตัวเธอไว้ในความคิดตลอดเวลาทุกขณะจิต เพื่อที่ฉันจะได้มีความสุขอย่างนั้นหรือ? 

ฉันออกรอนแรมไปในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านที่ฉันไม่รู้จัก ไปเพื่อนึกถึงสายฝนซึ่งกระหน่ำลงมาในคืนก่อนวันลาจาก สายฝนที่นำมาซึ่งความหนาวเฉียบและเยียบเย็นทั้งนอกกายและในใจ ตัวเธอที่กำลังเปียกปอนสั่นระริกจากสายฝนที่ไม่เคยมีการเตือนล่วงหน้า และจิตใจของฉันสั่นระริกด้วยการตระหนักถึงการเป็นค่ำคืนสุดท้ายของการพบพาน ฉันขับรถออกไปรอนแรมอยู่บนท้องถนนที่คุ้นเคย โดยจินตนาการว่าเธอยังนั่งอยู่เคียงข้าง หวนรำลึกถึงถนนสายเก่าที่เคยวิ่งผ่าน ตึกรามบ้านช่องที่เคยเดินผ่าน สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยบทสนทนาทั้งเหลวไหลไร้สาระและทั้งหนักแน่นด้วยปรัชญาแห่งชีวิต นึกถึงฝันแห่งอนาคตที่ต่างคนต่างพร่ำเพ้อให้กันฟัง นึกถึงความตายที่เราทุกคนต่างตระหนักดีว่ามันจะมาเยือนเราในสักวัน แล้วรถเก๋งสีเทาเก่าคร่ำคร่าคันนี้ บางทีก็จอดตัวเองอยู่อย่างสงบนิ่งตรงหน้าสวนเล็กๆ ภายในบ้านของฉัน 

บางค่ำคืน ฉันจะออกมายืนพิงมันหรือบางทีก็ขึ้นนั่งบนขอบฝากระโปรงของมันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ปล่อยความนึกคิดไปเรื่อยๆ และทุกครั้ง ลมหนาวที่โบกโบยมาอย่างช้าเชือนแต่เรื่อยรินสม่ำเสมอนั้น ก็พัดกิ่งไม้ใบไม้ปลิวสบัดขึ้นชี้ไปยังทิศที่ตั้งของท้องฟ้า นำสายตาไปให้เห็นพระจันทร์ข้างขึ้นบ้าง ข้างแรมบ้าง เต็มดวงบ้าง มองเห็นหมู่ดาวที่พร่างพรายประกายสุกใส จนแต่ละครั้ง จิตใจฉันมักจะต้องคิดเพ้อพกไปอยู่เสมอๆ ว่าฉันอยากจะฝากความรู้สึกของฉัน ความรัก ความคิดถึง ความห่วงใยต่างๆนานาที่มีต่อเธอไปกับสายลมและแสงดาว และบ่อยครั้งที่น้ำตามันจะไหลซึมออกมาเองโดยไม่รู้ตัว ด้วยลักษณาการเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฉันจะชื่นชอบเพลง ลมหนาวและดาวเดือน มากเป็นพิเศษ หลายๆ ครั้งที่ฉันฮัมเพลงนี้ พร้อมกับที่ลมหนาวพัดเบาๆ แสงจันทร์สาดส่องอย่างบางนวล บางพอที่จะไม่กลบแสงวิบวับระยับตาอื่นๆ ฉันมักเผลอไผลคิดไปเอง ว่าฉันได้ยินเสียงกระซิบจากดวงดาวพราวพรายเหล่านั้น และทำให้ฉันอยากพร่ำรำพันทุกสิ่งในใจออกมาเป็นเพลง ที่กลั่นทุกอย่างออกมาจากก้นบึ้งแห่งความรู้สึก...