วันพุธที่ ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑
๑.
แดดแห่งรอยต่อระหว่างยามเช้ากับยามสายส่องสว่างอยู่ด้านนอกหน้าต่าง
ลมอ่อนๆ โชยมาเป็นระยะๆ
เป็นลมที่เย็นอย่างที่ควรจะเป็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หากแต่ธรรมเนียมนี้ก็ได้เปลี่ยนไปหลายปีแล้ว มีนานๆ ครั้งที่ลมเย็นจะบังเอิญนึกธรรมเนียมได้แล้วแวะกลับมาปฏิบัติงานบ้างเป็นครั้งคราว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลม หรือเป็นเพราะผมเอง ที่ทำให้มือของผมขยับไปควานหาแผ่นซีดีซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของบราหมส์ขึ้นมาฟัง พร้อมๆ กับการทำงานแยกโน้ตพาร์ตอันแสนจะน่าเบื่อ ในเช้าลมเย็นอันแสนสดใส
หลังจากเมื่อวานที่อาจารย์สอนประวัติศาสตร์ดนตรีนำเพลงนี้ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ ให้ดู ทำให้ผมรู้สึกอยากฟังเพลงนี้อย่างตั้งใจเพื่อดื่มด่ำสุนทรียรสให้เต็มที่
เพราะนอกจากจะเป็นเพลงที่แสดงความเก่งกาจในการประพันธ์เพลงของบราหมส์อย่างล้นเหลือแล้ว
มันยังเป็นเพลงที่ไพเราะเสียจนสะท้านไปถึงดวงวิญญาณเลยทีเดียว…
ครั้นเมื่อลมเอื่อยๆ โชยอ่อนๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะหน้าพร้อมๆ กับที่เสียงโน้ตตัวแรกแว่วผ่านลำโพงออกมาปะทะหู
ผมพลันรู้สึกมีความสุข
ที่ได้มีชีวิตอยู่…
๒.
แดดแห่งรอยต่อระหว่างยามสายกับยามเที่ยงส่องสว่างอยู่นอกชายคาอาคาร
ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งกลางโรงอาหารที่ซึ่งปกติแล้วควรจะวุ่นวายในช่วงเวลานี้ ทว่าวันนี้บรรยากาศกลับไม่เป็นไปตามธรรมเนียม อันเนื่องมาจากสัปดาห์สอบปฏิบัติซึ่งไม่มีการเรียนการสอน นักเรียนจะมาเพื่อสอบหรือเพื่อธุระส่วนตัวของตนเท่านั้น
ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ยังล่องลอยอยู่ในหัวผมขณะที่การรอคอยยังดำเนินต่อไป
เพื่อทำให้ตัวเองลืมบราหมส์ชั่วขณะแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ผมจึงนำสกอร์เพลงที่ยังวิเคราะห์ค้างไว้ขึ้นมาสะสางต่อ
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเลยสิบเอ็ดโมงครึ่ง ใครก็ตามที่ติดต่อมาตอนนี้ถือว่าเลยเวลานัด แต่นัดนี้ไม่ถือเป็นการผิดบาปหากมาสายเล็กน้อย เพราะมันเป็นนัดทานมื้อเที่ยง
เป็นมื้อเที่ยงในวันที่ไม่มีตารางใดบังคับเวลาต่อ เป็นมื้อเที่ยงที่นัดไปกันหลายคน เป็นมื้อเที่ยงที่ผมกล้ารับรองว่าอร่อยถึงขั้นสะท้านดวงวิญญาณ
แต่กระนั้นก็เป็นมื้อเที่ยงที่ต้องระวังไม่ให้เวลานัดคลาดเคลื่อนไปมากนัก เพราะร้านที่ผมกำลังจะพาทุกคนไปเป็นร้านอาหารอีสานที่ลูกค้าเวลาเที่ยงจะเต็มถึงขั้นต้องโทรศัพท์จองที่!
ผมควรจะโล่งใจเพราะผมโทรไปจองที่สำหรับตอนเที่ยงตรงไว้แล้ว
แต่ว่า…
นี่มันก็เลยเวลานัดมาพอสมควรแล้วนะ
แดดแห่งรอยต่อกำลังคล้อยเคลื่อนไปพร้อมๆ กับการเข้ามาแทนที่ของแดดแห่งเที่ยงวัน
ลมอ่อนๆ โชยมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
“ฮัลโหลพี่ ช้าไปมั้ยเนี่ย?” เสียงเด็กหนุ่มที่ปลายสายพูด
“ยังไม่ได้ออก มีใครอยู่แถวนั้นบ้างชวนๆ มาได้” ผมบอก
สักพัก เด็กนักเรียนสาววัยมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งก็เคลื่อนกำลังพลอย่างพร้อมหน้าเข้ามาที่โต๊ะซึ่งผมตั้งป้อมคอยอยู่
จากนั้น เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเสียงปลายสายโทรศัพท์เมื่อสักครู่ก็เผยร่างจริงของเขาสู่สายตาผม แล้วเข้ามาสมทบกลุ่ม
เพื่อความปลอดภัยว่าโต๊ะที่จองไว้จะไม่ถูกแย่งไปครอบครองโดยลูกค้าหน้าอื่น ผมจึงรีบนำขบวนทัพไปยังยานพาหนะแล้วมุ่งตรงสู่ที่หมายทันที
เมื่อล้อรถเริ่มทำสงครามกับพื้นถนน
ลมเย็นก็คงกำลังทำสงครามอยู่กับแดดแห่งเที่ยงวัน
๓.
แดดอันร้อนแรงแห่งยามเที่ยงถูกปล่อยออกมาจากวัตถุทรงกลมที่แขวนตัวเองอยู่บนผืนฟ้านั่น
ถึงกระนั้น ความแรงแห่งอุณหภูมิอากาศก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงความแรงของรสชาติอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าได้
ผมแนะนำความอร่อยของอาหารต่างๆ ด้วยคำพูดให้กับสมาชิกบนโต๊ะ แต่ก็มิได้พูดอะไรมากนัก
หากจะรู้ว่า ‘อร่อยอย่างไร’ ก็ต้องลงมือชิมด้วยตนเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาบอกว่าอร่อย
แน่นอน ก็เหมือนกับการฟังเพลงนั่นแหละ
หากมีคนมาบอกผมว่าซิมโฟนีหมายเลขสี่ของบราหมส์เพราะอย่างโน้นเพราะอย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยโสตประสาทของตัวเอง ผมก็คงทำได้แค่รู้สึกว่า “ก็เห็นเขาว่ามันเพราะ” แต่ผมก็ไม่มีทางได้รู้เลยว่า ‘มันเพราะอย่างไร’
ในอีกแง่หนึ่ง ผมจะไม่มีทางรู้เลยว่าสำหรับผมแล้ว ‘มันเพราะจริงๆ หรือเปล่า’
บางสิ่งบางอย่างมันก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว เราคงไม่สามารถยัดเยียดความรู้สึกตัวเองให้คนอื่นรู้สึกเหมือนกับเราได้ พอๆ กับยากที่เราจะบังคับความรู้สึกตนเองให้เหมือนของคนอื่น
แล้วเรื่องทำนองนี้มันก็ยังเป็นเช่นเดียวกับการที่ได้ยินการกล่าวถึงบุคคลคนหนึ่งว่าเขาเป็นคนที่ดีหรือไม่ดีจากปากผู้อื่น แล้วเราก็เชื่อคล้อยตามเขาไป จนเกลียดหรือชอบเขาตามไปด้วย โดยที่ยังไม่ได้ไปสัมผัสคนๆ นั้นด้วยตัวเองเลย
หากชีวิตคนๆ หนึ่งรู้จักคนหรือสิ่งต่างๆ ผ่านลมปากของผู้อื่นเท่านั้น
เขาจะไม่มีวันรู้จักอะไรอย่างแท้จริงเลย
(แต่ก็มิได้หมายความว่า การรู้จักอะไรสักอย่าง ‘อย่างแท้จริง’ จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก กระนั้นอย่างน้อย การจะเรียกได้ว่ารู้จักสิ่งๆหนึ่ง ก็น่าจะเป็นด้วยประสบการณ์ตรงของเขาเอง)
ปลาดุกย่างตรงหน้าพวกเราเองก็เช่นกัน
ผมโฆษณาเกี่ยวกับอาหารจานนี้เอาไว้เยอะ
จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมครั้งแรกทำความรู้จักกับมันนั้น มันสร้างความประทับใจให้แก่ผมไม่น้อย
ปลาดุกย่างสีเข้มตัวหนาถูกเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร บุคลิกของมันส่อมาดเคร่งขรึมคล้ายกับจะท้าทายทุกสิ่งรอบกายและอาจหมายว่าข้านี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกหล้า ทว่าภายใต้ความยโสของมันก็ได้แฝงความนุ่มนวลลึกๆ และอาการยั่วยวนชวนเชิญไว้ในที
เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจในคำเชิญ ช้อนส้อมของผมก็เริ่มพยายามแหวกผิวนอกน้ำตาลดำเกือบเกรียมของมัน, สีเกรียมราวกับถูกฤทธิ์ของวัตถุทรงกลมบนฟ้านั่นแผลงใส่, ทว่าแฝงด้วยสีสันเล็กน้อยจากเครื่องเทศที่ถูกคลุกเคล้าลงไป, แล้วแสงสว่างก็เล็ดลอดออกมาจากผิวนอกสีดำที่ถูกแหวกนั่น เนื้อสีขาวของมันเผยตัวเองออกมาปะทะกับแสงแดดยามกลางวัน พร้อมทั้งปะทะกับสายตาและประสาทรับกลิ่นของผู้ที่ชมอยู่วงนอก
ในทันใดที่ผมตักชิ้นเนื้อนั้นเข้าปาก ผมก็ค้นพบความนุ่มนวลอย่างพอเหมาะพอควรของชิ้นเนื้อปลาที่กระทบกับฟัน กรุ่นกลิ่นหอมหวลอวลอบตรลบอยู่ภายในปาก รสชาติของหนังปลาที่ถูกคลุกเคล้าด้วยเครื่องสูตรพิเศษของร้านให้รสชาติหวานกลมกล่อม และน้ำจิ้มเผ็ดแต่เพียงน้อยที่ถูกออกแบบรสชาติมาให้เข้ากันได้อย่างพอดี
ครั้งนั้น ผู้ร่วมโต๊ะอาหารทุกคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นปลาดุกย่างที่อร่อยอย่างร้ายกาจ
อร่อยถึงขั้นสะท้านดวงวิญญาณเลยทีเดียว!
ผมไม่แน่ใจ ว่าสมาชิกร่วมโต๊ะในวันนี้จะรู้สึกเช่นเดียวกันกับสมาชิกร่วมโต๊ะในวันนั้นหรือไม่
ทว่าเมื่อสังเกตอาการและกิริยาการเสกสร้างพื้นที่ว่างบนจานอาหารกลางโต๊ะ ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าความรู้สึกที่ทุกคนมีขณะนั้นจะเป็นเหมือนที่ผมคิด
แน่นอนมันเป็นเรื่องยาก, หรืออาจเป็นไปไม่ได้, ที่จะบังคับให้ทุกคนรู้สึกเหมือนที่คนๆ หนึ่งอยากให้เป็น
แต่ผมก็แค่อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการดื่มด่ำในรสชาติอาหารมื้อนี้เท่านั้น
๔.
ความร้อนของแดดยามบ่ายไม่สามารถซอนตัวเองเข้ามาภายในห้องได้ เหมือนกับที่ลมซึ่งวิ่งวนทั่วอาณาเขตที่ผมไปเยือนไม่สามารถส่งอิทธิพลเข้ามาได้ เพราะมันถูกบดบังโดยลมจากเครื่องปรับอากาศ
อากาศยามบ่ายก็ร้อนเหมือนที่มันควรจะเป็น
ความร้อนก็คงเหมือนกับลมเย็นที่มีธรรมเนียมปฏิบัติของมัน เพียงแต่ต่างกันที่ว่า ความร้อนนั้นไม่ค่อยจะลืมหน้าที่ของตัวเอง
มันแวะเวียนมาเยี่ยมผองเราบ่อยเหลือเกิน!
และอาจจะเป็นด้วย ‘ความร้อนใจ’ ของเหล่านักเรียนของผมด้วยที่กลัวจะสอบไม่ได้ หรือถ้ามองในแง่ดีก็คือ เป็นความร้อนที่เกิดจากไฟในตัวพวกเขาที่กระหายอยากได้วิชาไปติดตัว จึงทำให้ผมต้องอุ่นเครื่องตัวเองให้ร้อนเพื่อเตรียมตัวบรรยายเนื้อหาเตรียมสอบสำหรับพวกเขา (---ขอบอกก่อนว่าเทอมนี้ผมทำหน้าที่เป็นเพียง part-time lecturer สอนนักเรียนมัธยม และอายุผมเพียงเลยวัยเพิ่งเริ่มเลขสองมานิดหน่อยเท่านั้น)
ผมกำลังประจันหน้ากับนักเรียนพร้อมๆ กับประจันหน้ากับกระดานไวท์บอร์ด
อาจเป็นเพราะจำนวนนักเรียนน้อยบวกกับความเป็นช่วงปลายเทอม (และไม่ใช่การสอนในคาบเรียนปกติ) ซึ่งผมสนิทกับน้องๆ นักเรียนมามากพอสมควรแล้ว การสอนพิเศษวันนี้ผมจึงปล่อยตัวเองเป็นพิเศษ (น่าจะเรียกว่าลืมควบคุมตัวเองมากกว่า)
เนื้อหาวิชาการถูกพ่นออกมาสลับกับมุกตลกอันแสนบ้าบอของผม ซึ่งมีตั้งแต่มุกเลเวลสร้างสรรค์ที่สุดจนถึงมุกระดับเดียวกับอวัยวะที่เอาไว้ใช้เดิน !!!
(ไม่ต้องพยายามเดาหรอกครับว่าเป็นมุกแบบไหนบ้าง เอาเป็นว่าผมเพียงมีอารมณ์ขันเป็นพิเศษก็เท่านั้น)
สามชั่วโมงผ่านไปกับสาระผสมไร้สาระ (ดูเหมือนอย่างหลังจะมีสัดส่วนมากกว่า)
แต่ผมก็มั่นใจว่านักเรียนส่วนน้อยนี้จะทบทวนเนื้อหาวิชาได้มากขึ้นและพร้อมสอบมากขึ้น
รวมทั้งรู้จักผมมากขึ้นด้วย…
๕.
เป็นเพราะจิตวิญญาณนักดนตรีกลับมาอีกครั้ง หรือแค่ความคิดถึง หรือความอยากชั่วครู่ก็ไม่รู้
ทำให้ผมหยิบเอาเครื่องดนตรีที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมขึ้นมาเล่นอีกครั้ง หลังจากที่ปิดฝากล่อง-ใส่ล็อค-มัดตราสังข์-ร่ายมนต์-แล้วก็ฝังดิน ไว้สักเกือบปีได้
หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของบราหมส์เบอร์ ๔ ที่ฟังตั้งแต่เช้ามันทำให้ผมอยากบรรเลงเพลงของบราหมส์ขึ้นมา…
และเพลงของบราหมส์ที่ผมสามารถเล่นด้วยตัวเองได้ก็คงมีแค่ Clarinet Sonata ทั้งสองหมายเลขของเขาเท่านั้น
อันที่จริงจะเรียกว่าเล่นได้ด้วยตัวเองก็คงไม่ถูกนัก เพราะเพลงนี้นอกจากเล่นคลาริเน็ตแล้ว ยังต้องการคนบรรเลงแนวเปียโนประกอบอีก 1 คน !
ดังนั้น น้องๆ ที่เป็นนักเปียโนทั้งหลายจึงต้องตกระกำลำบากมาช่วยไซท์รีดโน้ตเปียโน (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ให้ผมได้สนองตัณหาตัวเอง
โน้ตคลาริเน็ตดูเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้นกลับแฝงด้วยพลังมหาศาลที่เอ่อล้นออกมาอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับที่แนวเปียโนคอยสนับสนุน สอดแทรก เติมเต็ม หรือกระทั่งผลัดกันเด่น ทำให้เพลงของบราหมส์นั้นมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะเล่นกันอย่างผิดๆ ถูกๆ แต่ความรู้สึกในขณะที่ได้เล่นนั้น มันบรรยยไม่ถูกเลยทีเดียว
มันทำให้ผมหวนกลับไปคิดถึงซิมโฟนีหมายเลขสี่อีกครั้งซึ่งมีลักษณะเดียวกัน ทำนองดูเผินๆ แล้วดูเรียบง่าย ทว่าไพเราะและผ่านกระบวนการกลั่นกรองความคิดอย่างดีกว่าจะออกมาเป็นทำนองชุดนี้ และในความเรียบง่ายไพเราะนั้นก็มีพลังเอ่อล้นออกมามากมายเช่นเดียวกัน
หลักฐานคือ ดวงวิญญาณผมราวกับถูกสั่นสะท้านเมื่อเวลาที่โสตประสาทได้รับรู้เสียงเหล่านั้น…
๖.
แดดดูจาง วัตถุทรงกลมนั่นดูเหมือนจะทนดันทุรังแขวนตัวเองไว้บนผืนฟ้าไม่ได้นานกว่านี้แล้วกระมัง มันถึงได้ค่อยๆ คล้อยต่ำลงมาๆ
เมื่อเสร็จสิ้นมื้ออาหารเล็กๆ อันแสนเฮฮากับน้องกลุ่มเดิมหลังเรียนกันเสร็จ ผมก็เดินไปป้วนเปี้ยนแถวๆ กลุ่มที่ตีแบดกันอยู่
เดินไปขอลองตีหนึ่งครั้ง
วืด….
ไม่โดน
ขอลองเสิร์ฟอีกหนึ่งที
วืด….
ไม่โดน
ผมโยนความผิดให้กับการที่ผมไม่ได้สุงสิงกับกิจกรรมตีแบดมาประมาณหก ๖ ปี
บอยซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเดินลงมาแซว
แต่พี่โจ้ที่นั่งอยู่สูงขึ้นไปอีกหน่อยกลับทำหน้าราวกับกำลังปล่อยใจไปกับอะไรสักอย่าง
พระอาทิตย์กำลังจะกลับบ้าน เราก็คงถึงเวลากลับบ้านแล้วกระมัง
ขบวนอพยพคืนถิ่นในเย็นย่ำวันนี้ประกอบไปปด้วยพี่โจ้ แบงค์ ฟ้า มาย
คนแรกนั่นรุ่นพี่ผม ส่วนอีกสามคนน่ะ น้อง (นักเรียน) ของผมเอง
เมื่อถึงบ้านแบงค์ ปรากฏว่าแม่ไม่อยู่บ้าน เขาจึงชวนพวกผมอยู่ที่บ้านเขาสักพักหนึ่ง เราจึงได้นั่งเล่นเปียโนร้องเพลงสนุกสนานกัน
ฟ้ากับมายบังอาจอัดคลิปที่ผมโหยหวนเพลงบัวขาวไว้แล้วขู่ว่าจะเอาไปลงยูทูบ…
หนอยแน่… เล่นกันอย่างนี้รึ เดี๋ยวโดนเอาคืนแน่ครับไม่ต้องห่วง…
แบงค์เปิดวิดีโอตอนที่เขาไปแข่งดนตรีมาเมื่อปิดเทอมที่แล้ว
บุ๋น รุ่นน้องอีกคนหนึ่งก็เล่นอยู่ด้วย ผมเพิ่งเคยเห็นพวกเขาในอารมณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
ถ้าเป็นเพียงคำบอกเล่าจากคนอื่นนั้น ตามคติที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมคงไม่เชื่อ
แต่พอเห็นกับตา ผมจึงถือมันเป็นข้อมูลที่พอเชื่อถือได้
แต่ก็ยังมีอีกอย่างที่ผมยังไม่ได้บอก
ว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเสมอไป…
๗.
แดดหายไปหมดสิ้น ฟ้ามืดมิด วัตถุที่แขวนตัวเองอยู่บนฟ้าดูเปลี่ยนหน้าตาไป
เป็นวันที่สนุกกันจนเต็มที่ ถึงเวลากลับก็เดินออกจากบ้านแบงค์ หน้าปะทะกับลมเย็นๆ ยามค่ำแต่เพียงพอดี
ขึ้นรถพาบุคคลที่เหลือไปส่งที่บ้านจนหมด
ซิมโฟนีเบอร์สี่กับคลาริเน็ตโซนาตาของบราหมส์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
และไม่รู้ว่าทำไม ‘เธอ’ ถึงได้ปรากฎขึ้นมาในหัวด้วย
เมื่อจังหวะจะเปิดประตูเข้าบ้าน
ผมรู้สึกสั่นสะท้านอีกครั้ง ไม่รู้ว่าที่กาย ใจ หรือที่วิญญาณ
แล้วรอบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะบราหมส์
หรือว่าลมเย็นยามค่ำ
หรือเป็นเพราะ ‘เธอ’ กันแน่…
(12-III-08)
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
๑.
ตั้งแต่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปก็นับเวลาได้สักสองสามชั่วโมงแล้ว หากแต่ความมืดมิดและความสงัดแห่งยามค่ำคืนก็ไม่สามารถแทรกตัวล่วงล้ำอาณาเขตเข้ามายังบริเวณพื้นที่แห่งนี้ได้
แสงไฟจากรถรา ร้านรวง และตึกรามบ้านช่อง รวมไปถึงผู้คนที่เดินสาวเท้ากันอย่างพลุกพล่านขวักไขว่ ทำให้บรรยากาศของถนนออร์ชาร์ดยามนี้ดูคึกคักและสว่างไสว
ผมและพรรคพวก, รวมกัน ๕ คน, ได้ใช้อวัยวะเบื้องต่ำที่สุดของร่างกายเหยียบย่ำบนแผ่นดินสิงคโปร์มาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเหนือหัวจนกระทั่งตอนนี้ลับขอบฟ้าไปแล้ว
การเคลื่อนย้ายคณะเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป, ‘หมู่บ้านฮอลแลนด์’, มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหารถสี่ล้อรับจ้างติดมาตรวัดระยะทางและค่าใช้จ่ายสักคัน เพื่อพาร่างกายที่แสนเหนื่อยล้าไปให้ถึงที่หมาย
ไม่รู้ว่าเราคิดถูกหรือคิดผิด
เวลาล่วงเลยมาอีกครึ่งค่อนชั่วโมง เปลี่ยนสถานที่เรียกรถมาก็หลายที่แล้ว
ทว่าเรายังหาแท็กซี่ว่่างไม่ได้สักคัน!
๒.
“วันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่นะ !?”
อันที่จริงคำสบถนี้หลุดออกจากปากเราไปหลายครั้งแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ที่เราต้องรอคิดยาวเหยียดหลายๆ รอบบนเกาะเซนโตซา
‘บิ๊ก’ กับ ‘ระ’ รุ่นน้องคนไทยที่ไปเรียนอยู่สิงคโปร์ตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีจำนวนมนุษย์มหาศาลกว่าปกติ
และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่เราหารถไม่ได้สักคัน
ปกติที่สิงคโปร์นี้จะมีระบบการโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับผู้โดยสารที่โทรเรียกตามจุดนัดพบต่างๆ ทว่าวันนี้โทรเรียกได้ยากมาก และสุดท้ายก็ไม่มีแท็กซี่ผู้ใจดีและปลอดภาระคันใดสามารถมาให้ความช่วยเหลือเราได้
เราจึงตัดสินใจเดินทางโดย MRT ไปลงยังสถานี Outram แล้วไปเรียกรถแถวนั้น
รออยู่สักพัก เรียกรถได้ ๑ คัน เรามี ๕ คน รถแท็กซี่ที่นี่ห้ามนั่งเกิน ๔ คน บิ๊กกับอาจารย์วาเลรีจึงออกเดินทางไปก่อน เหลือเพียงเมย์ ระ และผม ที่ต้องอยู่รอเผชิญชะตากรรมบนถนนหน้าสถานีอูทรัมอันแสนเคว้งคว้างตามขนบยามราตรีในตัวเมืองและ
ปลอดแท็กซี่ว่าง!
๓.
“วันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่นะ !?”
หลังจากที่โดนชิงแท็กซี่ตัดหน้าไป ๒ รอบ ความหมดหวังและท้อใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
เราตัดสินใจเปลี่ยนตำแหน่งเรียกรถ แล้วผมก็พบว่าตัวเองกำลังก้าวเท้าอยู่บนเขตไชน่าทาวน์ของประเทศสิงคโปร์
นอกโปรแกรมสุดๆ !
หลังจากเดินไปเดินมาเพื่อพยายามหาแท็กซี่ทีี่ว่างและเต็มใจไปส่งเราสักคันแต่สุดท้ายไม่สำเร็จ นับเวลาจากตอนที่บิ๊กและอาจารย์วาเลรีขึ้นรถคันแรกไปก็หนึ่งชัวโมงแล้ว
“พี่เคยรอแท็กซี่เป็นชั่วโมง”
คำพูดที่พี่โน้ต, รุ่นพี่คนไทยที่เรียนอยู่สิงคโปร์ซึ่งเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อวาน, ได้พูดไว้ ดังขึ้นมาในหัวผม
ผมวางเป้, ซึ่งแบกมาตลอดวันแล้วทำให้ผมปวดหลังอย่างที่สุดในชีวิต, ลงบนพื้น
มือควานหาหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่งในกระเป๋า เผื่อว่าจะพบสายรถเมล์ไปยัง ‘หมู่บ้านฮอลแลนด์’
ซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่า ไม่มีบอกไว้
‘Holland Village’ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่ยังไม่เป็นที่นิยมนัก หากแต่คืนนี้บิ๊กจะพาเราไปทานมื้อดึกที่เขารับรองว่ารสชาติเยี่ยมกันที่นั่น เราจึงต้องดั้นด้นไปให้ถึงที่หมาย
และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่เราต้องทำภาระให้ลุล่วงคือ ถ้าแค่เดินทางไปให้ถึงที่สักแห่งในเมืองที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่าไม่สำเร็จ มันก็คงเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต
๔.
“วันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่นะ !?”
ไม่มีข้อมูลในมือเพียงพอที่จะทำให้รู้ได้ว่านี่เป็นช่วงเทศกาลอะไร
นอกจากป้ายประกาศช่วงเทศกาล ‘ทีปาวลี’ ในเขตลิตเติลอินเดียแล้วก็ยังมองไม่เห็นประกาศอื่นๆ
หรือเห็นแต่อ่านไม่ออกเอง?
ถ้าจะนั่งคิดด้วยหัวสมองว่า ๑๔ ตุลาคมเป็นวันอะไร ก็นึกออกเพียงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของไทยที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓๔ ปีที่แล้วเท่านั้น
๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็เป็นวันอาทิตย์เหมือนกัน
หรือว่าแท็กซี่ที่นี่จะอินกับเหตุการณ์นั้นของไทยจนต้องขนขบวนไปเข้าร่วมเทศกาลรำลึก ๑๔ ตุลา ?
“บ้าน่า! นี่มันสิงคโปร์นะ ถ้า ๑๔ กุมภาหาแท็กซี่ว่างไม่ได้ก็ค่อยมีเหตุมีผลหน่อย แต่จะอ้างเรื่อง ๑๔ ตุลาหาแท็กซี่ว่างในสิงคโปร์ไม่ได้ แล้วยกเหตุการณ์บ้านเมืองไทยในอดีตมาพูดนั้นดูจะไร้สาระไปหน่อย”
“หรือว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกัน !?”
ความจริงแล้วผมควรจะยุติความคิดเพ้อเจ้อเหล่านี้แล้วหาหนทางเดินทางไปยังหมู่บ้านฮอลแลนด์ต่อน่าจะดีเสียกว่า
ในกระเป๋ามีหนังสือท่องเที่ยวอีกเล่ม แต่สมองของผมสั่งว่า “ไม่ต้องหยิบหรอก มันก็คงไม่มีวิธีเดินทางบอกไว้เหมือนกัน”
ผมเปลี่ยนใจไปใช้แผนที่แทน…
บัดซบ! ผมฝากแผนที่ไว้กับอาจารย์วาเลรี
ไม่มีคู่มือ ไม่มีแผนที่ ผู้นำทางของเราอยู่สิงคโปร์ไม่นานพอจะรู้หนทางสู่ทุกที่อย่างละเอียด ร่างกายเหนื่อยล้าเสียจนไม่ต้องพูดถึงเรื่องถามทางชาวบ้าน คุยกันเองยังจะทำไม่ได้เลย (ความเหนื่อยของร่างกายส่งผลกระทบต่อสภาพอารมณ์โดยตรงทำให้เราสามารถทะเลาะกันได้ทุกเวลาเมื่อจะต้องเอ่ยปากพูดกัน)
ทั้งหมดนี้ทำให้เรากลายสภาพเป็นผู้จนตรอกหมดสิ้นหนทางอย่างสมบูรณ์แบบ
๕.
“นึกออกแล้ว!!”
วลีสั้นๆ จากปากเด็กหนุ่มผิวขาวใส่แว่นผู้ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเห็นแสงเลือนรางจากด้านที่เก้ากำลังส่องมาทางเรา หลังจากที่เผชิญความมืดแปดด้านมาชั่วระยะใหญ่ๆ
ระเสนอให้ลง MRT ไปที่สถานี Clememti ที่นั่นน่าจะต้องมีรถแท็กซี่ว่างแน่ๆ
เหตุผลอะไรตอนนี้ไม่สนใจแล้ว มีหนทางไหนนึกออกก็เดินเข้าไปก่อน
เมื่อถึงคลีเมนติ แสงสีเขียวเรียงกันเป็นตัวอักษรคำว่า ‘TAXI’ วางตัวอยู่บนป้ายสีดำเหนือหลังคารถที่จอดเรียงคิวเป็นแถวๆ นั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ชัยชนะ
“เพราะว่าตรงนี้เป็นที่ที่ระมาเรียกแท็กซี่บ่อยๆ” ระว่า
ให้ตายสิครับคุณน้อง เราน่าจะมาที่นี่กันตั้งแต่แรก
แต่ว่าเราก็ไม่สามารถต่อว่าต่อขานกันได้ เราไม่รู้ เขาก็นึกไม่ถึง ในสภาพแบบนี้แค่เขาพาเรามาให้ถึงที่ก็ต้องขอบคุณมากโขแล้ว
๖.
วันรุ่งขึ้น (๑๕ ตุลาคม) ผมหยิบหนังสือท่องเที่ยวอีกเล่มที่อยู่ในกระเป๋า, เล่มที่ผมไม่ได้หยิบออกมาเปิดหาทางไปหมู่บ้านฮอลแลนด์, ขึ้นมาเปิดดูเล่นๆ
ผมก็พบข้อความหนึ่งที่ถูกดินสอขีดเส้นใต้ไว้ เป็นเส้นที่ผมลากมันเองกับมือตอนที่เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนก่อนเดินทางมาสิงคโปร์ (ผมจะขีดเส้นใต้ประโยคสำคัญในหนังสือไว้)
ข้อความนั้น บอกว่า ---
เมื่อนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลงมายังสถานีบัวนาวิสต้า
จะต้องเดินออกจากสถานีข้ามถนนสายหลักอย่างถนนคอมมอนเวลท์
แล้วเดินเข้าสู่ถนนฮอลแลนด์
หากสังเกตให้ดีจะเห็นป้ายเล็กๆ ที่บอกทางให้เดินไปยัง
หมู่บ้านฮอลแลนด์
(17-X-07)
วันจันทร์ที่ ๒ เดือนกันยายาน พุทธศักราช ๒๕๕๐
๑.
ชายเสื้ออยู่นอกกางเกง…
เท้าก้าวถึงพื้น ตัวออกจากรถ มือปิดประตู เสียบกุญแจบิดปิดล็อคหนึ่งที แล้วจึงบังคับชายเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวให้ลงไปแอบซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กขายาวสีดำสนิท เผยให้เห็นหัวเข็มขัดสองสีที่แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบัน เมื่อพินิจเงาสะท้อนลางๆ บนกระจกรถแล้วเห็นว่าเรียบร้อยตามกฎระเบียบดี เท้าทั้งสองที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าหนังสีดำขัดจนมันวับก็พาตัวที่สะพายกระเป๋าเดินเข้าไปในอาณาเขตตึกเรียน
ประโยคในย่อหน้าข้างบนนี้ไม่ได้แสดงภาพการเดินทางมาถึงมหา’ลัยครั้งแรกของเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งเพิ่งสอบติดแต่อย่างใด แต่ว่ามันเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของผมที่ต้องดำเนินแพตเทิร์นนี้ในทุกๆ ครั้งที่พาตัวล่วงล้ำเข้ามาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้
ในโลกนี้มีปัญหาอยู่สองประเภท คือ ปัญหาที่สามารถแก้ได้ กับ ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ ปัญหาที่สามารถแก้ได้แบ่งเป็นสองประเภทคือ แก้แล้วออก กับ แก้แล้วไม่ออก
ตอนแรกผมคิดว่าปัญหาเรื่อง ‘ทำไมเครื่องแบบและการแต่งกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ?’ เป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ และเมื่อได้ทดลองแก้ดูจริงๆ แล้วผมก็พบว่า ผมแก้ไม่ออก
คำถามหลายอย่างยังค้างคาอยู่ในใจ เช่น ทำไมใส่เสื้อไว้ในกางเกงจึงถูกมองว่าเรียบร้อย? ทำไมสวมรองเท้าหุ้มส้นจึงดูสุภาพ สำหรับผู้ชายแล้วยิ่งทำมาจากหนังยิ่งเข้าท่า? ทำไมการผูกผ้าหนึ่งเส้นรอบคอแล้วปล่อยลงมาจึงถูกมองว่าดูดี? ทำไมการสวมเสื้อสูทหนาๆ แขนยาวทั้งๆ ที่อากาศบ้านเราร้อนตับแลบจึงแลดูมีสกุล?
“เครื่องแบบนั้นสำคัญไฉน?” ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ครอบคลุมที่สุด
ขอสารภาพตามตรงว่า ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากการใคร่ครวญหาคำตอบก็คือ การยอมจำนนและกระทำตามวิถีที่มันเป็นไป
เท่านั้น
๒.
ชายเสื้ออยู่ในกางเกง…
คนที่เดินไปเดินมาในสถานที่แห่งนี้ล้วนมีสภาพไม่ต่างจากผม ถ้าลองได้สวมเครื่องแบบแล้วละก็ จะต้องปฏิบัติตามกฎเดียวกันหมด ไม่เว้นเด็กหรือผู้ใหญ่
ถ้าหากแม้นมีใครที่ไม่ทำตาม ในที่สุดแล้ว เขาก็ต้องถูกอำนาจบางอย่าง (ทั้งที่เดินได้และเดินไม่ได้) มาบีบบังคับให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบระเบียบอยู่ดี
ผมเคยคิด
ว่ากรอบระเบียบนั้นเป็นรูปอะไร?
สามเหลี่ยม ส่ีเหลี่ยม หลายเหลี่ยม รูปแฉก วงกลม หรือวงรี
ไม่แน่ใจ
แต่ถ้าพูดถึง ‘กรอบ’ โดยทั่วๆ ไปก็คงออกเหลี่ยมๆ
ผมเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ผู้ที่นั่งอยู่รอบสี่เหลี่ยมนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับผม-ผู้คนซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ (ที่เดาว่าน่าจะ) เหลี่ยมๆ
ระหว่างรอเรียนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรีตอนสิบโมงเช้า ผมก็ได้รับข่าว(ดี) ว่าวิชาตอนบ่ายนั้นถูกยกเลิก-ด้วยเหตุผลอะไรนั้นยังไม่ทันได้ใส่ใจ ใบหน้าของผมและคนรอบข้างก็แสดงรอยยิ้มอย่างจริงใจออกมากันหมด
ยิ้มจริงใจยังมีจริงในโลก…
ถึงเวลาเรียน ขึ้นตึกไปด้วยลิฟต์สี่เหลี่ยม เดินเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยม นั่งลงบนเก้าอี้เกือบสี่เหลี่ยม เบื้องหน้าเป็นกระดานขาวสีเหลี่ยม หยิบเอกสารการเรียนที่เป็นกระดาษสี่เหลี่ยมขึ้นมาพร้อมเครื่องเขียน เตรียมตัวบันทึกความรู้เต็มที่
ชายวัยคุณพ่อท่าทางดูอบอุ่นและทรงภูมิเดินเข้ามาในห้อง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มจริงใจให้นักเรียนเกือบทุกเวลานั้นทำให้เขาเป็นอาจารย์คนหนึ่งที่นักเรียนรัก
ชายเสื้ออาจารย์อยู่ในกางเกง
ชายเสื้อผมก็ยังอยู่ในกางเกง
เมื่อทุกอย่างพร้อม อาจารย์ก็ปล่อยภูมิที่ทรงเอาไว้ออกมาจากทางเดียวกับที่เขาแสดงรอยยิ้ม และบันทึกบางส่วนของภูมิเหล่านั้นลงบนกระดานขาวสี่เหลี่ยม แล้วผมก็บันทึกภูมิเหล่านั้นลงบนกระดาษขาวสี่เหลี่ยมอีกที ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะได้ทรงภูมิบ้าง…
๓.
เลิกเรียนเร็วกว่าที่คิด
บอยกับต้นจึงชวนไปหามื้อเที่ยงกินกันแถวสยาม
เมย์อยากไปแต่ติดธุระที่นี่ตอนสี่หรือห้าโมงเย็น-เวลากระชั้นชิดเกินไป
ยังไม่ทันมีใครคิดอะไรได้ ผมก็เดินเข้าห้องของอาจารย์วาเลรี่เอ่ยปากชวนให้ไปด้วยกัน เขาตอบรับ เราจึงวางแผนกันว่าจะให้เมย์เดินทางไปกับอาจารย์วาเลรี่แล้วกลับมาตอนบ่ายๆ พร้อมกัน
ระหว่างที่ผม บอย ต้น กำลังรอ ๑ สาว ๑ หนุ่มฝรั่งกันอยู่ ผมก็ได้รับข่าว(ที่คิดว่าไม่ค่อยดี) ว่าทั้งสองคงจะไปกับเราไม่ได้เสียแล้ว ว่าแล้วเราทั้งสามจึงตัดสินใจออกเดินทางกัน
มีรถคนละคัน ต่างคนต่างขับกันไป โลกร้อนจะโทษใครได้อีกเล่า?
ต้นกับผมตัดสินใจไปทางสะพานตากสิน บอยไม่มั่นใจเส้นทางจึงตัดสินใจว่าจะขับตามๆ กันไป
วันนี้เป็นครั้งแรกที่มีการขับรถตามๆ กันสามคัน (ระหว่างผมและเพื่อน) ในระยะทางไกลแบบนี้
บอยตามต้นไป ส่วนผมรู้ทางเลยไม่ได้เกาะติดใคร แต่บนเส้นทางเดียวกันยังไงก็คงไม่ทิ้งห่างกันหรอก
แอร์รถก็ยังทำงานตามปกติของมันอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมการขับรถวันนี้ผมจึงรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ?
ระหว่างขับรถ มองกระจกหลังทีไรยังไงก็เห็นเพื่อนๆ เรายังร่วมทางกับรถคันเดิมมาตลอดเส้นทาง บ้างเห็นใกล้ๆ บ้างเห็นอยู่ไกลๆ แต่ยังไงก็ยังมองเห็น
ผมพลันคิด
จะมีสักกี่ครั้ง ที่เราจะร่วมเดินทางกับใครสักคนบนรถคันอื่นที่เราไม่รู้จักในระยะทางเกือบ ๓๐ กิโลเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน ขับรถมาผลัดกันแซงหน้าแซงหลังกัน ไปจนถึงที่หมายเดียวกันหรือใกล้ๆ กัน
ถ้าหากมี ก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็คงเป็นพรหมลิขิต-ที่ลิขิตให้เราบังเอิญร่วมเดินทางชีวิตเส้นเดียวกัน
แล้วถ้าผมรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมคงจะเดินเข้าไปหาเขา แล้วขอทำความรู้จัก
ในฐานะเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน
๔.
ชายเสื้อเกือบอยู่ในกางเกง…
เท้าก้าวถึงพื้น ตัวออกจากรถ มือปิดประตู เสียบกุญแจบิดปิดล็อคหนึ่งที แล้วจึงบังคับชายเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวให้ลงไปแอบซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กขายาวสีดำสนิท เผยให้เห็นหัวเข็มขัดสองสีที่แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบัน
กิริยาขณะนั่งขับรถอาจทำให้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย ก่อนเดินจากที่จอดรถขึ้นไปบนตัวห้างสยามพารากอนก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน
ซึ่งในตอนนั้น ผมก็ยังแก้ปัญหา, ที่ว่าทำไมการยัดชายเสื้อไว้ในกางเกงจึงดูเรียบร้อย, ไม่ออกอยู่ดี
ผมอาจถูกบังคับให้อยู่ในกรอบของอะไรบางอย่างมาจนติดเป็นนิสัยไปแล้วก็ได้!
นัดพบเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสองหน้าน้ำตกตรงทางออกสู่สถานีรถไฟฟ้า
ระหว่างรอ ผมสังเกตเห็นน้ำวนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในบ่อน้ำตก
“สวยดี” ผมคิด
เมื่อพบคนที่นัดไว้ ก็คุยเรื่องที่เราเห็นคนนอนอยู่บนถนนซึ่งคาดว่าน่าจะถูกรถชนระหว่างทางมาที่นี่
นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เราพบเกือบจะพร้อมกันระหว่างเดินทางมาด้วยรถต่างคันกัน
แล้วผมก็ชวนทั้งสองมองไปที่น้ำวนนั้น เพื่อเพิ่มเหตุการณ์, ที่ไม่ได้พบพร้อมกันบ่อยๆ, อีกหนึ่งเหตุการณ์
ผมวกกลับไปคุยช่วงร