Diary-of-a-Madman

วันพุธที่ ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑

๑.
แดดแห่งรอยต่อระหว่างยามเช้ากับยามสายส่องสว่างอยู่ด้านนอกหน้าต่าง 

ลมอ่อนๆ โชยมาเป็นระยะๆ 
เป็นลมที่เย็นอย่างที่ควรจะเป็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หากแต่ธรรมเนียมนี้ก็ได้เปลี่ยนไปหลายปีแล้ว มีนานๆ ครั้งที่ลมเย็นจะบังเอิญนึกธรรมเนียมได้แล้วแวะกลับมาปฏิบัติงานบ้างเป็นครั้งคราว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลม หรือเป็นเพราะผมเอง ที่ทำให้มือของผมขยับไปควานหาแผ่นซีดีซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของบราหมส์ขึ้นมาฟัง พร้อมๆ กับการทำงานแยกโน้ตพาร์ตอันแสนจะน่าเบื่อ ในเช้าลมเย็นอันแสนสดใส
หลังจากเมื่อวานที่อาจารย์สอนประวัติศาสตร์ดนตรีนำเพลงนี้ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ ให้ดู ทำให้ผมรู้สึกอยากฟังเพลงนี้อย่างตั้งใจเพื่อดื่มด่ำสุนทรียรสให้เต็มที่ 
เพราะนอกจากจะเป็นเพลงที่แสดงความเก่งกาจในการประพันธ์เพลงของบราหมส์อย่างล้นเหลือแล้ว

มันยังเป็นเพลงที่ไพเราะเสียจนสะท้านไปถึงดวงวิญญาณเลยทีเดียว…

ครั้นเมื่อลมเอื่อยๆ โชยอ่อนๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะหน้าพร้อมๆ กับที่เสียงโน้ตตัวแรกแว่วผ่านลำโพงออกมาปะทะหู 
ผมพลันรู้สึกมีความสุข

ที่ได้มีชีวิตอยู่…

๒.
แดดแห่งรอยต่อระหว่างยามสายกับยามเที่ยงส่องสว่างอยู่นอกชายคาอาคาร

ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งกลางโรงอาหารที่ซึ่งปกติแล้วควรจะวุ่นวายในช่วงเวลานี้ ทว่าวันนี้บรรยากาศกลับไม่เป็นไปตามธรรมเนียม อันเนื่องมาจากสัปดาห์สอบปฏิบัติซึ่งไม่มีการเรียนการสอน นักเรียนจะมาเพื่อสอบหรือเพื่อธุระส่วนตัวของตนเท่านั้น

ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ยังล่องลอยอยู่ในหัวผมขณะที่การรอคอยยังดำเนินต่อไป 
เพื่อทำให้ตัวเองลืมบราหมส์ชั่วขณะแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ผมจึงนำสกอร์เพลงที่ยังวิเคราะห์ค้างไว้ขึ้นมาสะสางต่อ

นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเลยสิบเอ็ดโมงครึ่ง ใครก็ตามที่ติดต่อมาตอนนี้ถือว่าเลยเวลานัด แต่นัดนี้ไม่ถือเป็นการผิดบาปหากมาสายเล็กน้อย เพราะมันเป็นนัดทานมื้อเที่ยง
เป็นมื้อเที่ยงในวันที่ไม่มีตารางใดบังคับเวลาต่อ เป็นมื้อเที่ยงที่นัดไปกันหลายคน เป็นมื้อเที่ยงที่ผมกล้ารับรองว่าอร่อยถึงขั้นสะท้านดวงวิญญาณ 
แต่กระนั้นก็เป็นมื้อเที่ยงที่ต้องระวังไม่ให้เวลานัดคลาดเคลื่อนไปมากนัก เพราะร้านที่ผมกำลังจะพาทุกคนไปเป็นร้านอาหารอีสานที่ลูกค้าเวลาเที่ยงจะเต็มถึงขั้นต้องโทรศัพท์จองที่!

ผมควรจะโล่งใจเพราะผมโทรไปจองที่สำหรับตอนเที่ยงตรงไว้แล้ว

แต่ว่า…
นี่มันก็เลยเวลานัดมาพอสมควรแล้วนะ

แดดแห่งรอยต่อกำลังคล้อยเคลื่อนไปพร้อมๆ กับการเข้ามาแทนที่ของแดดแห่งเที่ยงวัน
ลมอ่อนๆ โชยมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น

“ฮัลโหลพี่ ช้าไปมั้ยเนี่ย?” เสียงเด็กหนุ่มที่ปลายสายพูด
“ยังไม่ได้ออก มีใครอยู่แถวนั้นบ้างชวนๆ มาได้” ผมบอก

สักพัก เด็กนักเรียนสาววัยมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งก็เคลื่อนกำลังพลอย่างพร้อมหน้าเข้ามาที่โต๊ะซึ่งผมตั้งป้อมคอยอยู่
จากนั้น เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเสียงปลายสายโทรศัพท์เมื่อสักครู่ก็เผยร่างจริงของเขาสู่สายตาผม แล้วเข้ามาสมทบกลุ่ม
เพื่อความปลอดภัยว่าโต๊ะที่จองไว้จะไม่ถูกแย่งไปครอบครองโดยลูกค้าหน้าอื่น ผมจึงรีบนำขบวนทัพไปยังยานพาหนะแล้วมุ่งตรงสู่ที่หมายทันที

เมื่อล้อรถเริ่มทำสงครามกับพื้นถนน
ลมเย็นก็คงกำลังทำสงครามอยู่กับแดดแห่งเที่ยงวัน

๓.
แดดอันร้อนแรงแห่งยามเที่ยงถูกปล่อยออกมาจากวัตถุทรงกลมที่แขวนตัวเองอยู่บนผืนฟ้านั่น

ถึงกระนั้น ความแรงแห่งอุณหภูมิอากาศก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงความแรงของรสชาติอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าได้

ผมแนะนำความอร่อยของอาหารต่างๆ ด้วยคำพูดให้กับสมาชิกบนโต๊ะ แต่ก็มิได้พูดอะไรมากนัก
หากจะรู้ว่า ‘อร่อยอย่างไร’ ก็ต้องลงมือชิมด้วยตนเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาบอกว่าอร่อย

แน่นอน ก็เหมือนกับการฟังเพลงนั่นแหละ
หากมีคนมาบอกผมว่าซิมโฟนีหมายเลขสี่ของบราหมส์เพราะอย่างโน้นเพราะอย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยโสตประสาทของตัวเอง ผมก็คงทำได้แค่รู้สึกว่า “ก็เห็นเขาว่ามันเพราะ” แต่ผมก็ไม่มีทางได้รู้เลยว่า ‘มันเพราะอย่างไร’ 
ในอีกแง่หนึ่ง ผมจะไม่มีทางรู้เลยว่าสำหรับผมแล้ว ‘มันเพราะจริงๆ หรือเปล่า’
บางสิ่งบางอย่างมันก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว เราคงไม่สามารถยัดเยียดความรู้สึกตัวเองให้คนอื่นรู้สึกเหมือนกับเราได้ พอๆ กับยากที่เราจะบังคับความรู้สึกตนเองให้เหมือนของคนอื่น

แล้วเรื่องทำนองนี้มันก็ยังเป็นเช่นเดียวกับการที่ได้ยินการกล่าวถึงบุคคลคนหนึ่งว่าเขาเป็นคนที่ดีหรือไม่ดีจากปากผู้อื่น แล้วเราก็เชื่อคล้อยตามเขาไป จนเกลียดหรือชอบเขาตามไปด้วย โดยที่ยังไม่ได้ไปสัมผัสคนๆ นั้นด้วยตัวเองเลย

หากชีวิตคนๆ หนึ่งรู้จักคนหรือสิ่งต่างๆ ผ่านลมปากของผู้อื่นเท่านั้น
เขาจะไม่มีวันรู้จักอะไรอย่างแท้จริงเลย 
(แต่ก็มิได้หมายความว่า การรู้จักอะไรสักอย่าง ‘อย่างแท้จริง’ จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก กระนั้นอย่างน้อย การจะเรียกได้ว่ารู้จักสิ่งๆหนึ่ง ก็น่าจะเป็นด้วยประสบการณ์ตรงของเขาเอง)

ปลาดุกย่างตรงหน้าพวกเราเองก็เช่นกัน

ผมโฆษณาเกี่ยวกับอาหารจานนี้เอาไว้เยอะ 
จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมครั้งแรกทำความรู้จักกับมันนั้น มันสร้างความประทับใจให้แก่ผมไม่น้อย

ปลาดุกย่างสีเข้มตัวหนาถูกเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร บุคลิกของมันส่อมาดเคร่งขรึมคล้ายกับจะท้าทายทุกสิ่งรอบกายและอาจหมายว่าข้านี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกหล้า ทว่าภายใต้ความยโสของมันก็ได้แฝงความนุ่มนวลลึกๆ และอาการยั่วยวนชวนเชิญไว้ในที 

เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจในคำเชิญ ช้อนส้อมของผมก็เริ่มพยายามแหวกผิวนอกน้ำตาลดำเกือบเกรียมของมัน, สีเกรียมราวกับถูกฤทธิ์ของวัตถุทรงกลมบนฟ้านั่นแผลงใส่, ทว่าแฝงด้วยสีสันเล็กน้อยจากเครื่องเทศที่ถูกคลุกเคล้าลงไป, แล้วแสงสว่างก็เล็ดลอดออกมาจากผิวนอกสีดำที่ถูกแหวกนั่น เนื้อสีขาวของมันเผยตัวเองออกมาปะทะกับแสงแดดยามกลางวัน พร้อมทั้งปะทะกับสายตาและประสาทรับกลิ่นของผู้ที่ชมอยู่วงนอก

ในทันใดที่ผมตักชิ้นเนื้อนั้นเข้าปาก ผมก็ค้นพบความนุ่มนวลอย่างพอเหมาะพอควรของชิ้นเนื้อปลาที่กระทบกับฟัน กรุ่นกลิ่นหอมหวลอวลอบตรลบอยู่ภายในปาก รสชาติของหนังปลาที่ถูกคลุกเคล้าด้วยเครื่องสูตรพิเศษของร้านให้รสชาติหวานกลมกล่อม และน้ำจิ้มเผ็ดแต่เพียงน้อยที่ถูกออกแบบรสชาติมาให้เข้ากันได้อย่างพอดี
ครั้งนั้น ผู้ร่วมโต๊ะอาหารทุกคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นปลาดุกย่างที่อร่อยอย่างร้ายกาจ

อร่อยถึงขั้นสะท้านดวงวิญญาณเลยทีเดียว!

ผมไม่แน่ใจ ว่าสมาชิกร่วมโต๊ะในวันนี้จะรู้สึกเช่นเดียวกันกับสมาชิกร่วมโต๊ะในวันนั้นหรือไม่
ทว่าเมื่อสังเกตอาการและกิริยาการเสกสร้างพื้นที่ว่างบนจานอาหารกลางโต๊ะ ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าความรู้สึกที่ทุกคนมีขณะนั้นจะเป็นเหมือนที่ผมคิด
แน่นอนมันเป็นเรื่องยาก, หรืออาจเป็นไปไม่ได้, ที่จะบังคับให้ทุกคนรู้สึกเหมือนที่คนๆ หนึ่งอยากให้เป็น

แต่ผมก็แค่อยากให้ทุกคนมีความสุขกับการดื่มด่ำในรสชาติอาหารมื้อนี้เท่านั้น

๔.
ความร้อนของแดดยามบ่ายไม่สามารถซอนตัวเองเข้ามาภายในห้องได้ เหมือนกับที่ลมซึ่งวิ่งวนทั่วอาณาเขตที่ผมไปเยือนไม่สามารถส่งอิทธิพลเข้ามาได้ เพราะมันถูกบดบังโดยลมจากเครื่องปรับอากาศ

อากาศยามบ่ายก็ร้อนเหมือนที่มันควรจะเป็น 
ความร้อนก็คงเหมือนกับลมเย็นที่มีธรรมเนียมปฏิบัติของมัน เพียงแต่ต่างกันที่ว่า ความร้อนนั้นไม่ค่อยจะลืมหน้าที่ของตัวเอง
มันแวะเวียนมาเยี่ยมผองเราบ่อยเหลือเกิน!

และอาจจะเป็นด้วย ‘ความร้อนใจ’ ของเหล่านักเรียนของผมด้วยที่กลัวจะสอบไม่ได้ หรือถ้ามองในแง่ดีก็คือ เป็นความร้อนที่เกิดจากไฟในตัวพวกเขาที่กระหายอยากได้วิชาไปติดตัว จึงทำให้ผมต้องอุ่นเครื่องตัวเองให้ร้อนเพื่อเตรียมตัวบรรยายเนื้อหาเตรียมสอบสำหรับพวกเขา (---ขอบอกก่อนว่าเทอมนี้ผมทำหน้าที่เป็นเพียง part-time lecturer สอนนักเรียนมัธยม และอายุผมเพียงเลยวัยเพิ่งเริ่มเลขสองมานิดหน่อยเท่านั้น)

ผมกำลังประจันหน้ากับนักเรียนพร้อมๆ กับประจันหน้ากับกระดานไวท์บอร์ด

อาจเป็นเพราะจำนวนนักเรียนน้อยบวกกับความเป็นช่วงปลายเทอม (และไม่ใช่การสอนในคาบเรียนปกติ) ซึ่งผมสนิทกับน้องๆ นักเรียนมามากพอสมควรแล้ว การสอนพิเศษวันนี้ผมจึงปล่อยตัวเองเป็นพิเศษ (น่าจะเรียกว่าลืมควบคุมตัวเองมากกว่า) 
เนื้อหาวิชาการถูกพ่นออกมาสลับกับมุกตลกอันแสนบ้าบอของผม ซึ่งมีตั้งแต่มุกเลเวลสร้างสรรค์ที่สุดจนถึงมุกระดับเดียวกับอวัยวะที่เอาไว้ใช้เดิน !!!
(ไม่ต้องพยายามเดาหรอกครับว่าเป็นมุกแบบไหนบ้าง เอาเป็นว่าผมเพียงมีอารมณ์ขันเป็นพิเศษก็เท่านั้น)

สามชั่วโมงผ่านไปกับสาระผสมไร้สาระ (ดูเหมือนอย่างหลังจะมีสัดส่วนมากกว่า) 
แต่ผมก็มั่นใจว่านักเรียนส่วนน้อยนี้จะทบทวนเนื้อหาวิชาได้มากขึ้นและพร้อมสอบมากขึ้น

รวมทั้งรู้จักผมมากขึ้นด้วย…

๕.
เป็นเพราะจิตวิญญาณนักดนตรีกลับมาอีกครั้ง หรือแค่ความคิดถึง หรือความอยากชั่วครู่ก็ไม่รู้
ทำให้ผมหยิบเอาเครื่องดนตรีที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมขึ้นมาเล่นอีกครั้ง หลังจากที่ปิดฝากล่อง-ใส่ล็อค-มัดตราสังข์-ร่ายมนต์-แล้วก็ฝังดิน ไว้สักเกือบปีได้ 

หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของบราหมส์เบอร์ ๔ ที่ฟังตั้งแต่เช้ามันทำให้ผมอยากบรรเลงเพลงของบราหมส์ขึ้นมา…

และเพลงของบราหมส์ที่ผมสามารถเล่นด้วยตัวเองได้ก็คงมีแค่ Clarinet Sonata ทั้งสองหมายเลขของเขาเท่านั้น
อันที่จริงจะเรียกว่าเล่นได้ด้วยตัวเองก็คงไม่ถูกนัก เพราะเพลงนี้นอกจากเล่นคลาริเน็ตแล้ว ยังต้องการคนบรรเลงแนวเปียโนประกอบอีก 1 คน !

ดังนั้น น้องๆ ที่เป็นนักเปียโนทั้งหลายจึงต้องตกระกำลำบากมาช่วยไซท์รีดโน้ตเปียโน (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ให้ผมได้สนองตัณหาตัวเอง

โน้ตคลาริเน็ตดูเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้นกลับแฝงด้วยพลังมหาศาลที่เอ่อล้นออกมาอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับที่แนวเปียโนคอยสนับสนุน สอดแทรก เติมเต็ม หรือกระทั่งผลัดกันเด่น ทำให้เพลงของบราหมส์นั้นมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ 
แม้จะเล่นกันอย่างผิดๆ ถูกๆ แต่ความรู้สึกในขณะที่ได้เล่นนั้น มันบรรยยไม่ถูกเลยทีเดียว
มันทำให้ผมหวนกลับไปคิดถึงซิมโฟนีหมายเลขสี่อีกครั้งซึ่งมีลักษณะเดียวกัน ทำนองดูเผินๆ แล้วดูเรียบง่าย ทว่าไพเราะและผ่านกระบวนการกลั่นกรองความคิดอย่างดีกว่าจะออกมาเป็นทำนองชุดนี้ และในความเรียบง่ายไพเราะนั้นก็มีพลังเอ่อล้นออกมามากมายเช่นเดียวกัน

หลักฐานคือ ดวงวิญญาณผมราวกับถูกสั่นสะท้านเมื่อเวลาที่โสตประสาทได้รับรู้เสียงเหล่านั้น…

๖.
แดดดูจาง วัตถุทรงกลมนั่นดูเหมือนจะทนดันทุรังแขวนตัวเองไว้บนผืนฟ้าไม่ได้นานกว่านี้แล้วกระมัง มันถึงได้ค่อยๆ คล้อยต่ำลงมาๆ 

เมื่อเสร็จสิ้นมื้ออาหารเล็กๆ อันแสนเฮฮากับน้องกลุ่มเดิมหลังเรียนกันเสร็จ ผมก็เดินไปป้วนเปี้ยนแถวๆ กลุ่มที่ตีแบดกันอยู่

เดินไปขอลองตีหนึ่งครั้ง

วืด….

ไม่โดน

ขอลองเสิร์ฟอีกหนึ่งที

วืด….

ไม่โดน

ผมโยนความผิดให้กับการที่ผมไม่ได้สุงสิงกับกิจกรรมตีแบดมาประมาณหก ๖ ปี
บอยซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเดินลงมาแซว 
แต่พี่โจ้ที่นั่งอยู่สูงขึ้นไปอีกหน่อยกลับทำหน้าราวกับกำลังปล่อยใจไปกับอะไรสักอย่าง

พระอาทิตย์กำลังจะกลับบ้าน เราก็คงถึงเวลากลับบ้านแล้วกระมัง
ขบวนอพยพคืนถิ่นในเย็นย่ำวันนี้ประกอบไปปด้วยพี่โจ้ แบงค์ ฟ้า มาย 
คนแรกนั่นรุ่นพี่ผม ส่วนอีกสามคนน่ะ น้อง (นักเรียน) ของผมเอง

เมื่อถึงบ้านแบงค์ ปรากฏว่าแม่ไม่อยู่บ้าน เขาจึงชวนพวกผมอยู่ที่บ้านเขาสักพักหนึ่ง เราจึงได้นั่งเล่นเปียโนร้องเพลงสนุกสนานกัน
ฟ้ากับมายบังอาจอัดคลิปที่ผมโหยหวนเพลงบัวขาวไว้แล้วขู่ว่าจะเอาไปลงยูทูบ…
หนอยแน่… เล่นกันอย่างนี้รึ เดี๋ยวโดนเอาคืนแน่ครับไม่ต้องห่วง…

แบงค์เปิดวิดีโอตอนที่เขาไปแข่งดนตรีมาเมื่อปิดเทอมที่แล้ว
บุ๋น รุ่นน้องอีกคนหนึ่งก็เล่นอยู่ด้วย ผมเพิ่งเคยเห็นพวกเขาในอารมณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
ถ้าเป็นเพียงคำบอกเล่าจากคนอื่นนั้น ตามคติที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมคงไม่เชื่อ
แต่พอเห็นกับตา ผมจึงถือมันเป็นข้อมูลที่พอเชื่อถือได้

แต่ก็ยังมีอีกอย่างที่ผมยังไม่ได้บอก
ว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเสมอไป…

๗.
แดดหายไปหมดสิ้น ฟ้ามืดมิด วัตถุที่แขวนตัวเองอยู่บนฟ้าดูเปลี่ยนหน้าตาไป

เป็นวันที่สนุกกันจนเต็มที่ ถึงเวลากลับก็เดินออกจากบ้านแบงค์ หน้าปะทะกับลมเย็นๆ ยามค่ำแต่เพียงพอดี
ขึ้นรถพาบุคคลที่เหลือไปส่งที่บ้านจนหมด

ซิมโฟนีเบอร์สี่กับคลาริเน็ตโซนาตาของบราหมส์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

และไม่รู้ว่าทำไม ‘เธอ’ ถึงได้ปรากฎขึ้นมาในหัวด้วย

เมื่อจังหวะจะเปิดประตูเข้าบ้าน
ผมรู้สึกสั่นสะท้านอีกครั้ง ไม่รู้ว่าที่กาย ใจ หรือที่วิญญาณ

แล้วรอบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะบราหมส์
หรือว่าลมเย็นยามค่ำ

หรือเป็นเพราะ ‘เธอ’ กันแน่…

 (12-III-08)

วันอาทิตย์ที่ ๑๔ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

๑.
ตั้งแต่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปก็นับเวลาได้สักสองสามชั่วโมงแล้ว หากแต่ความมืดมิดและความสงัดแห่งยามค่ำคืนก็ไม่สามารถแทรกตัวล่วงล้ำอาณาเขตเข้ามายังบริเวณพื้นที่แห่งนี้ได้
แสงไฟจากรถรา ร้านรวง และตึกรามบ้านช่อง รวมไปถึงผู้คนที่เดินสาวเท้ากันอย่างพลุกพล่านขวักไขว่ ทำให้บรรยากาศของถนนออร์ชาร์ดยามนี้ดูคึกคักและสว่างไสว

ผมและพรรคพวก, รวมกัน ๕ คน, ได้ใช้อวัยวะเบื้องต่ำที่สุดของร่างกายเหยียบย่ำบนแผ่นดินสิงคโปร์มาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเหนือหัวจนกระทั่งตอนนี้ลับขอบฟ้าไปแล้ว 
การเคลื่อนย้ายคณะเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป, ‘หมู่บ้านฮอลแลนด์’, มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหารถสี่ล้อรับจ้างติดมาตรวัดระยะทางและค่าใช้จ่ายสักคัน เพื่อพาร่างกายที่แสนเหนื่อยล้าไปให้ถึงที่หมาย

ไม่รู้ว่าเราคิดถูกหรือคิดผิด

เวลาล่วงเลยมาอีกครึ่งค่อนชั่วโมง เปลี่ยนสถานที่เรียกรถมาก็หลายที่แล้ว 
ทว่าเรายังหาแท็กซี่ว่่างไม่ได้สักคัน!

๒.
“วันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่นะ !?” 

อันที่จริงคำสบถนี้หลุดออกจากปากเราไปหลายครั้งแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ที่เราต้องรอคิดยาวเหยียดหลายๆ รอบบนเกาะเซนโตซา 

‘บิ๊ก’ กับ ‘ระ’ รุ่นน้องคนไทยที่ไปเรียนอยู่สิงคโปร์ตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีจำนวนมนุษย์มหาศาลกว่าปกติ

และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่เราหารถไม่ได้สักคัน 

ปกติที่สิงคโปร์นี้จะมีระบบการโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับผู้โดยสารที่โทรเรียกตามจุดนัดพบต่างๆ ทว่าวันนี้โทรเรียกได้ยากมาก และสุดท้ายก็ไม่มีแท็กซี่ผู้ใจดีและปลอดภาระคันใดสามารถมาให้ความช่วยเหลือเราได้

เราจึงตัดสินใจเดินทางโดย MRT ไปลงยังสถานี Outram แล้วไปเรียกรถแถวนั้น
รออยู่สักพัก เรียกรถได้ ๑ คัน เรามี ๕ คน รถแท็กซี่ที่นี่ห้ามนั่งเกิน ๔ คน บิ๊กกับอาจารย์วาเลรีจึงออกเดินทางไปก่อน เหลือเพียงเมย์ ระ และผม ที่ต้องอยู่รอเผชิญชะตากรรมบนถนนหน้าสถานีอูทรัมอันแสนเคว้งคว้างตามขนบยามราตรีในตัวเมืองและ

ปลอดแท็กซี่ว่าง!

๓.
“วันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่นะ !?” 

หลังจากที่โดนชิงแท็กซี่ตัดหน้าไป ๒ รอบ ความหมดหวังและท้อใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ 
เราตัดสินใจเปลี่ยนตำแหน่งเรียกรถ แล้วผมก็พบว่าตัวเองกำลังก้าวเท้าอยู่บนเขตไชน่าทาวน์ของประเทศสิงคโปร์

นอกโปรแกรมสุดๆ !

หลังจากเดินไปเดินมาเพื่อพยายามหาแท็กซี่ทีี่ว่างและเต็มใจไปส่งเราสักคันแต่สุดท้ายไม่สำเร็จ นับเวลาจากตอนที่บิ๊กและอาจารย์วาเลรีขึ้นรถคันแรกไปก็หนึ่งชัวโมงแล้ว

“พี่เคยรอแท็กซี่เป็นชั่วโมง” 
คำพูดที่พี่โน้ต, รุ่นพี่คนไทยที่เรียนอยู่สิงคโปร์ซึ่งเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อวาน, ได้พูดไว้ ดังขึ้นมาในหัวผม

ผมวางเป้, ซึ่งแบกมาตลอดวันแล้วทำให้ผมปวดหลังอย่างที่สุดในชีวิต, ลงบนพื้น
มือควานหาหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่งในกระเป๋า เผื่อว่าจะพบสายรถเมล์ไปยัง ‘หมู่บ้านฮอลแลนด์’
ซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่า ไม่มีบอกไว้

‘Holland Village’ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่ยังไม่เป็นที่นิยมนัก หากแต่คืนนี้บิ๊กจะพาเราไปทานมื้อดึกที่เขารับรองว่ารสชาติเยี่ยมกันที่นั่น เราจึงต้องดั้นด้นไปให้ถึงที่หมาย 
และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่เราต้องทำภาระให้ลุล่วงคือ ถ้าแค่เดินทางไปให้ถึงที่สักแห่งในเมืองที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่าไม่สำเร็จ มันก็คงเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต

๔.
“วันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่นะ !?” 

ไม่มีข้อมูลในมือเพียงพอที่จะทำให้รู้ได้ว่านี่เป็นช่วงเทศกาลอะไร
นอกจากป้ายประกาศช่วงเทศกาล ‘ทีปาวลี’ ในเขตลิตเติลอินเดียแล้วก็ยังมองไม่เห็นประกาศอื่นๆ
หรือเห็นแต่อ่านไม่ออกเอง?

ถ้าจะนั่งคิดด้วยหัวสมองว่า ๑๔ ตุลาคมเป็นวันอะไร ก็นึกออกเพียงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของไทยที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓๔ ปีที่แล้วเท่านั้น

๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็เป็นวันอาทิตย์เหมือนกัน
หรือว่าแท็กซี่ที่นี่จะอินกับเหตุการณ์นั้นของไทยจนต้องขนขบวนไปเข้าร่วมเทศกาลรำลึก ๑๔ ตุลา ?

“บ้าน่า! นี่มันสิงคโปร์นะ ถ้า ๑๔ กุมภาหาแท็กซี่ว่างไม่ได้ก็ค่อยมีเหตุมีผลหน่อย แต่จะอ้างเรื่อง ๑๔ ตุลาหาแท็กซี่ว่างในสิงคโปร์ไม่ได้ แล้วยกเหตุการณ์บ้านเมืองไทยในอดีตมาพูดนั้นดูจะไร้สาระไปหน่อย”

“หรือว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกัน !?”

ความจริงแล้วผมควรจะยุติความคิดเพ้อเจ้อเหล่านี้แล้วหาหนทางเดินทางไปยังหมู่บ้านฮอลแลนด์ต่อน่าจะดีเสียกว่า

ในกระเป๋ามีหนังสือท่องเที่ยวอีกเล่ม แต่สมองของผมสั่งว่า “ไม่ต้องหยิบหรอก มันก็คงไม่มีวิธีเดินทางบอกไว้เหมือนกัน”
ผมเปลี่ยนใจไปใช้แผนที่แทน…

บัดซบ! ผมฝากแผนที่ไว้กับอาจารย์วาเลรี

ไม่มีคู่มือ ไม่มีแผนที่ ผู้นำทางของเราอยู่สิงคโปร์ไม่นานพอจะรู้หนทางสู่ทุกที่อย่างละเอียด ร่างกายเหนื่อยล้าเสียจนไม่ต้องพูดถึงเรื่องถามทางชาวบ้าน คุยกันเองยังจะทำไม่ได้เลย (ความเหนื่อยของร่างกายส่งผลกระทบต่อสภาพอารมณ์โดยตรงทำให้เราสามารถทะเลาะกันได้ทุกเวลาเมื่อจะต้องเอ่ยปากพูดกัน)

ทั้งหมดนี้ทำให้เรากลายสภาพเป็นผู้จนตรอกหมดสิ้นหนทางอย่างสมบูรณ์แบบ

๕.
“นึกออกแล้ว!!”

วลีสั้นๆ จากปากเด็กหนุ่มผิวขาวใส่แว่นผู้ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเห็นแสงเลือนรางจากด้านที่เก้ากำลังส่องมาทางเรา หลังจากที่เผชิญความมืดแปดด้านมาชั่วระยะใหญ่ๆ

ระเสนอให้ลง MRT ไปที่สถานี Clememti ที่นั่นน่าจะต้องมีรถแท็กซี่ว่างแน่ๆ 
เหตุผลอะไรตอนนี้ไม่สนใจแล้ว มีหนทางไหนนึกออกก็เดินเข้าไปก่อน

เมื่อถึงคลีเมนติ แสงสีเขียวเรียงกันเป็นตัวอักษรคำว่า ‘TAXI’ วางตัวอยู่บนป้ายสีดำเหนือหลังคารถที่จอดเรียงคิวเป็นแถวๆ นั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ชัยชนะ

“เพราะว่าตรงนี้เป็นที่ที่ระมาเรียกแท็กซี่บ่อยๆ” ระว่า

ให้ตายสิครับคุณน้อง เราน่าจะมาที่นี่กันตั้งแต่แรก
แต่ว่าเราก็ไม่สามารถต่อว่าต่อขานกันได้ เราไม่รู้ เขาก็นึกไม่ถึง ในสภาพแบบนี้แค่เขาพาเรามาให้ถึงที่ก็ต้องขอบคุณมากโขแล้ว

๖.
วันรุ่งขึ้น (๑๕ ตุลาคม) ผมหยิบหนังสือท่องเที่ยวอีกเล่มที่อยู่ในกระเป๋า, เล่มที่ผมไม่ได้หยิบออกมาเปิดหาทางไปหมู่บ้านฮอลแลนด์, ขึ้นมาเปิดดูเล่นๆ

ผมก็พบข้อความหนึ่งที่ถูกดินสอขีดเส้นใต้ไว้ เป็นเส้นที่ผมลากมันเองกับมือตอนที่เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนก่อนเดินทางมาสิงคโปร์ (ผมจะขีดเส้นใต้ประโยคสำคัญในหนังสือไว้)

ข้อความนั้น บอกว่า ---

เมื่อนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลงมายังสถานีบัวนาวิสต้า 
จะต้องเดินออกจากสถานีข้ามถนนสายหลักอย่างถนนคอมมอนเวลท์ 
แล้วเดินเข้าสู่ถนนฮอลแลนด์ 
หากสังเกตให้ดีจะเห็นป้ายเล็กๆ ที่บอกทางให้เดินไปยัง


หมู่บ้านฮอลแลนด์

 (17-X-07)

วันพุธที่ ๑๒ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

๑.
มืดมิด…

ผมมองเห็นความมืดมิด
ยิ่งลำแสงไฟนั้นยิงสาดส่องตรงลงมาที่ผม ยิ่งเน้นย้ำให้ผมเห็นความมืดมิดชัดขึ้นเรื่อยๆ

เบื้องหน้าผมมีดวงตาหลายสิบคู่จับจ้องอยู่ แต่นอกจากแท่นโลหะสีดำสำหรับวางกระดาษความสูงระดับหน้าอก กับไมค์หนึ่งตัวบนขาตั้งความสูงระดับปาก และแสงสีขาวเจิดจ้านั่นแล้ว 
ผมก็มองไม่เห็นสิ่งใดอีกเลย

บรรยากาศในสถานที่แห่งนั้นดูคล้ายกับว่า ผมเป็นเพียงผู้เดียวที่มองเห็นแต่ความมิดมืดจากภายใต้ลำแสงที่สุกสว่างนั้น

๒.
มืดมิด…

ผมมองเห็นความมืดมิด
ยิ่งแสงนั้นส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนผม ยิ่งคล้ายบังคับให้ผมรับรู้ความมืดมิดที่ห่อหุ้มดวงตา จนกระทั่งสิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คือการทำลายความมืดมิดนั้นแล้วลุกขึ้นมายินดีต้อนรับการมาถึงของมัน

“เจ็ดโมงครึ่ง” นาฬิกาบนหัวเตียงบอกเวลาเช่นนั้น

เจ็ดโมงครึ่งอาจดูสายไปสำหรับหลายคน แต่สำหรับผมแล้ว, ไม่ใช่
ภารกิจส่วนตัวเสร็จสิ้น ลืมตาได้เต็มที่แล้ว ก็ลงไปนั่งอ่านหนังสือที่ชั้นล่างเพื่อรับลมและทำใจให้สบายก่อนจะเริ่มภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งในวันนี้

ทำใจพร้อมแล้วก็ขึ้นข้างบนเตรียมตัวทำงานที่ค้างคาอยู่
เพิ่งสังเกตเห็น missed call 
พี่โจ้นั่นเอง 
โทรมาตอนเกือบเจ็ดโมงครึ่ง ก่อนผมตื่นนิดเดียว ผมไม่ทันสังเกตโทรศัพท์
พอโทรกลับไปก็พบว่า วันนี้เขาตั้งใจจะออกไปมหา’ลัยด้วยกันกับผม แต่ตอนนี้เขาเดินทางโดดเดี่ยวอยู่บนรถเมล์เรียบร้อยแล้ว

พี่โจ้ เป็นรุ่นพี่ผม
พูดประวัติให้ชัดเจนคือ เราเรียนมัธยมในโรงเรียนเดียวกัน อยู่ชมรมเดียวกันมาตลอดสี่ห้าปีในรั้วโรงเรียน
ตอนนี้เราเรียนในสถาบันแห่งเดียวกัน สาขาเดียวกัน
ถ้าจะอ้างเรื่องชะตา ชะตาคงขีดเส้นมาให้เราเดินทางเดียวกัน

นอกจากนั้นแล้ว บ้านเราก็อยู่ใกล้กันด้วย
ซึ่งทำให้หลายๆ ครั้งการที่จะออกไปจุดหมายแห่งเดียวกันเวลาเดียวกัน จะเป็นการดีมากถ้าได้ร่วมรถคันเดียวกันไป
แต่บังเอิญวันนี้ชีวิตผมวุ่นวาย…

๓.
เย็นวันนี้มีคอนเสิร์ต
พี่โจ้เป็นผู้อำนวยเพลงหรือ conductor
ส่วนผมได้รับการทาบทามให้เป็นพิธีกรและเป็นผู้บรรยายในคอนเสิร์ต

คอนเสิร์ต Path to a Chronicle of New Music บรรเลงโดยวง Salaya Modern Ensemble จะบรรเลงเพลงสมัยใหม่ (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ใหม่เท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ถูกประพันธ์ขึ้นในช่วงศตวรรษที่ ๒๐) หากแต่ไม่ค่อยจะคุ้นหูผู้ฟังดนตรีชาวไทยเท่าไรนัก
การบรรยายประวัติ แนวคิด และที่มาของเพลงจึงอาจเป็นส่วนช่วยให้ผู้ฟังฟังเพลงได้อย่างเข้าใจมากขึ้น เกิดความสุนทรีย์ได้มากขึ้น

ซึ่งผมรับหน้าที่นั้นในวันนี้

ผมใช้เวลาเตรียมสคริปต์อยู่หลายวัน เนื่องจากผมไม่ได้เป็นพิธีกรอาชีพ ทั้งยังห่างไมค์มานานแล้วด้วย (ล่าสุดที่ต้องบรรยายในคอนเสิร์ตก็เกือบสองปีมาแล้ว แถมยังเป็นการบรรยายสั้นๆ อีกต่างหาก) หน้าที่ในวันนี้จึงทำให้ผมต้องเตรียมตัวเยอะพอสมควร

นอกจากต้องบรรยายภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ประวัติเพลง และประวัตินักประพันธ์คั่นตลอดทั้งรายการแล้ว ยังมีเพลงอีกเพลงหนึ่งคือ L’histoire du Soldat หรือ The Soldier’s Tale, ประพันธ์โดย Igor Stravinsky นักประพันธ์เพลงชาวรัสเชีย, ที่จะต้องมีการบรรยายคล้ายๆ เล่านิทานบรรยายประกอบในแต่ละฉาก 
ฉากสำคัญที่ต้องบรรยายในวันนี้มีเพียงฉากเดียว ซึ่งผมต้องแปลบทพูดเป็นภาษาไทย

ต้นฉบับนั้นเป็นภาษาฝรั่งเศส, แม้จะมีดีวีดีที่แปลซับไตเติลเป็นภาษาอังกฤษทำให้ผมถอดความออกมาเป็นภาษาไทยได้ง่ายขึ้น, แต่การที่บทพูดดั้งเดิมเป็นกลอนที่มีการล็อกจังหวะพยางค์คำพูดนั้น ทำให้ผมจำเป็นต้องแปลและเรียบเรียงออกมาเป็นกลอนแบบที่ต้องคำนึงถึงจังหวะพยางค์เช่นกัน

แม้ไม่ใช่งานง่ายๆ แต่ก็ท้าทายดี 

๔.
สลัวๆ…

ผมมองเห็นความสลัว
แม้แสงไฟบนเพดานนั้นจะส่องให้ความสว่างแล้วก็ตาม แต่บรรยากาศโดยรวมทั้งหมดของภัตตาคารญี่ปุ่นแห่งนี้ก็ได้ช่วยตกแต่งให้ภายในร้านนั้นดูสลัวๆ พอโรแมนติก

ผมไม่ได้สนใจต้นไผ่ ใบหญ้า หรือก้อนหินเทียมเหล่านั้น และผมก็ไม่ได้สนใจเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีญี่ปุ่นซึ่งเปิดเพื่อสร้างบรรยากาศในร้านอยู่ในขณะนี้
อีกทั้งที่นั่งฝั่งตรงข้ามผมก็ยังไม่มีใครมานั่งให้ผมเกิดความรู้สึกโรแมนติกท่ามกลางความสลัวนี้ด้วย

หลังจากสั่งอาหารเสร็จ ผมก็หยิบเอากระดาษที่บันทึกสคริปต์ของผมมานั่งท่อง ตรวจทาน และตรวจแก้ปรับเปลี่ยนกลอนที่เพิ่งแปลเสร็จไปเมื่อสักครู่

ปากกาสีเหลือง, เหลืองจนน่าหมั่นไส้และไม่เข้ากับสิ่งของอื่นๆ ในร้าน, ที่เสียบไว้ข้างกล่องสำหรับใส่ใบประเมินร้านคงมีไว้สำหรับกรอกใบประเมิน

มีสำนวนไทยบอกว่า “ปากคนยาวกว่าปากกา” 
ผมนั่งคิด จริงหรือที่ปากคนยาวกว่าปากกา?
ลองนั่งคิดสะระตะดูแล้ว ทั้งปากกาใช้เขียนและปากของอีกาจริงๆ, ถ้าไม่ใช่ปากของซูเนโอะแล้ว, เห็นจะไม่มีปากของมนุษย์ผู้ใดมีความยาวแซงหน้าเกินปากกาหรือปากของกาได้

แต่ถ้าบอกว่า ปากคนนั้นปากกล้ากว่าปากกา ผมก็คงจะเห็นด้วย 

แสงไฟสลัวๆ ไม่ถึงกับมืด
และปากผมก็ไม่สว่าง
ผมต้องการเครื่องเขียน แต่ผมไม่มีติดตัว และมองไม่เห็นว่ามีกฎ คำเตือน หรือข้อห้ามใดในการนำปากกาสีเหลืองแสบตานั้นไปใช่ในกิจอื่นนอกจากกรอกใบประเมิน ผมจึงแอบปากกล้าในใจแล้วหยิบมันขึ้นมาเขียนหนังสือ

ด้วยปากกา, ที่ยาวกว่าปากคน, ด้ามสีจ้า 
ภายใต้แสงสลัว…

๕.
สว่างไสว…

แดดยามบ่าย, ที่ส่องผ่านกระจกใสเข้ามายังห้องโถงติดแอร์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของกาแฟ, ไม่จัดจนเกินไป
เจ้าของสายตาที่มองทะลุผ่านกระจกแว่นตามายังผมเป็นชายหนุ่มมาดนิ่ง

“เราจะซ้อมกันกี่โมงพี่” ผมถาม
“ซักสามสี่โมงเย็นละกัน” เขาตอบ

วันนี้พี่โจ้กับผมคงจะได้ร่วมงานกันอย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันมานาน-นานเสียจนผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อไหร่

คอนนี้กำลังมีการแสดงนักเรียนหรือที่เราเรียกกันว่า recital ของภาควิชา voice
ผมไม่ได้ดู
พี่โจ้ก็เหมือนกัน
เรา, กับอาจารย์ผู้ทรงภูมิอีกสี่คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ, กำลังคุยอย่างถึงพริกถึงขิงกันอยู่
และเมื่ออาจารย์ลุกไปกันหมดแล้ว เราก็ยังคงนั่งคุยกันอยู่ตรงที่เดิมนานเหมือนกัน

รุ่นน้องหลายคนเดินเข้ามาทักทายเป็นระยะๆ
หนึ่งในคนเหล่านั้นถือตารางการแสดง voice recital ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้, และเราก็ได้ยินเสียงของการแสดงผ่านทางลำโพง, อยู่ในมือ ผมขอยืมมาดู

‘Pie Jesu’

ชื่อเพลงๆ นี้ทำให้ผมจำเป็นต้องเหลือบลงไปดูชื่อผู้ร้องและผู้บรรเลงเปียโน

‘Wasawat…’ 
บอยนั่นเอง 
ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาเล่น accompaniment เพลงนี้ให้กับนักเรียน voice คนหนึ่ง
แต่ผมไม่รู้ว่าเขาเล่นในวันนี้!
โดยปกติแล้ว ถ้าเพื่อนๆ ผมเล่นคอนเสิร์ต ไปแข่งขัน หรือไปแสดงที่ไหน ถ้ามีเวลาผมมักจะตามไปดูหรือให้กำลังใจ

วันนี้ผมไม่ได้ดู
‘ไม่มีเวลา’ ใช้เป็นข้ออ้างได้หรือไม่?
ผมกำลังนั่งคุยอยู่, ซึ่งเรื่องงานก็เป็นหนึ่งในหัวข้อที่เราคุยกัน-แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม
แล้วสรุปว่าผมจะดูถ้ามีเวลา แต่ที่วันนี้ผมไม่ได้ดูเป็นเพราะไม่มีเวลาหรือเปล่า?
หรือเพราะผมไม่ได้สนใจติดตาม?
พยายามคิดหาข้อแก้ตัวหัวแทบแตกก็ยังหาข้อแก้ตัวน้ำใสๆ เหมือนน้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตกไนแองการาไม่ได้

สักพัก บอยเดินเข้ามาในชุดสีดำทั้งตัว
สีดำเหมือนสีของอีกา…

ผมสารภาพไป
“นั่งคุยเพลินไปหน่อยน่ะ” “แล้วทำไมต้องแต่งชุดดำด้วย?”
“วันนี้ทุกคนใส่ชุดดำน่ะ” เขาตอบ

ทำไมต้องชุดดำ?

ตอนนี้ผมไม่ได้กำลังกังขาว่าทำไมคอนเสิร์ตนี้จึงให้ทุกคนใส่ชุดดำ มันอาจจะเป็นค็อนเส็ปต์ของเขาก็ได้
แต่ประเด็นที่ผมกำลังสนใจอยู่ก็คือ ‘คอนเสิร์ต’ ซึ่งถือเป็นงานทางการทำไมจึงบังคับสีเป็นดำหรือไม่ก็ขาวเท่านั้น
ทั้งนี้ผมยังหมายรวมไปถึงงานและพิธีอื่นๆ ด้วย
ไม่ว่าจะงานบวช งานเบียด งานบุญ งานบาป จึงต้องมีการกำหนดสีการแต่งกายของผู้ร่วมงาน

เราให้ความสำคัญกับเปลือก กับสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นโดยใครบางคนบางกลุ่มมากเกินไปหรือเปล่า?
สีไหนสุภาพ สีไหนไม่สุภาพ
แต่งตัวแบบไหนสุภาพ แบบไหนไม่สุภาพ
เรากำลังมองสีของโลกนี้ผ่านแว่นที่ใครก็ไม่รู้มาสวมให้เราอย่างจริงจังเกินไปหรือเปล่า?

เราต่างสั่งสอนและได้รับการสั่งสอนว่าอย่าตัดสินใคร หรือมองใครจากภายนอก
แต่สุดท้ายแล้ว, ในสังคมนี้, สิ่งที่เราทำอยู่ก็คือการให้ความสำคัญมากเกินไปกับสิ่งภายนอกนั่นแหละ!

ถ้าผมไปงานศพของใครสักคนด้วยเสื้อสีแดงแปร๊ด กางเกงสีเหลืองแสบตา เข็มขัดสีฟ้าน่าหมั่นไส้ รองเท้าสีชมพูแจ๊ดแจ๋ แล้วละก็ คงถูกมองด้วยสายตาประณามหยามเหยียดว่า ไอ้หมอนี่ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน อยากเห็นหน้าพ่อแม่มันจังเลย
และอยากรู้ว่าจะมีใครสักคนที่มองว่าผมมาด้วยความโศกเศร้าอาวรณ์เพียงใด

มืดมิดพล้อยด่างหรือสว่างสุกใส
แท้จริงแล้ว มันดูกันที่ใจมิใช่หรือ?

๖.
มืดมิด…

ผมมองเห็นความมืดมิด
ยิ่งลำแสงไฟนั้นยิงสาดส่องตรงลงมาที่ผม ยิ่งเน้นย้ำให้ผมเห็นความมืดมิดชัดขึ้นเรื่อยๆ

เบื้องหน้าผมมีดวงตาหลายสิบคู่จับจ้องอยู่ แต่นอกจากแท่นโลหะสีดำ, ดำราวสีอีกา, สำหรับวางกระดาษความสูงระดับหน้าอก กับไมค์หนึ่งตัวบนขาตั้งความสูงระดับปากและแสงสีขาวเจิดจ้านั่นแล้ว 
ผมก็มองไม่เห็นสิ่งใดอีกเลย

ถ้ามองจากภายนอกนั่น บนเวทีนี้ ตัวผมคงสว่าง
ปากผมก็คงสว่างด้วย…

ณ วินาทีนี้ไม่ว่าจะประหม่าเพียงใด ปากผมก็คงต้องกล้า

“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่คอนเสิร์ตในค่ำคืนวันนี้” 
หูแว่วหรือเปล่าไม่แน่ใจ ผมคล้ายได้ยินเสียงตัวเองถูกขยาย และดังก้องทั่วบริเวณ

คล้ายผมกำลังพูดกับใครที่ไม่มีตัวตน ไฟฟอลโลว์นั่นฉายตรงลงมาที่ผมเสียจนผมมองผู้ชมไม่เห็น ถ้าผมพยายามจะมอง ก็จะพบเพียงสีขาวของแสงจัดจ้านั่น
ถ้าตาผมเป็นปริซึมล่ะก็ คงจะแยกแสงนั้นให้ออกมาได้ครบเจ็ดสีเลยทีเดียวเชียว

'ปากจ่อไมค์ ไฟส่องหน้า' ดูจะเป็นประโยคเดียวที่สามารถอธิบายสภาพของผมในขณะนี้ได้

ในขณะที่ผมกำลังถูกสมมติให้เฉิดฉายชั่วคราวอยู่บนพื้นยกระดับนั่น สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรับรู้ถึงการมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็คือ ‘เสียง’
เสียงกระซิบเพียงเล็กน้อยก็ได้ยินครบรายละเอียด ราวกับผมเป็นศูนย์กลางการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างนั้นแหละ
ผมทำได้เพียงพูดและทำตามสิ่งที่ทำอยู่ต่อไป ไม่สนใจว่าเจะเป็นเสียงใครพูดว่าอะไรก็ตาม

เหมือนกับนักการเมืองการปกครองของบ้านเมืองนี้นั่นแหละ…

๗.
พูดจบก็เดินออก
วงดนตรีเล่นจบเพลง เดินออก ผมก็เดินเข้า
สลับกันอย่างนี้เรื่อยไปตลอดรายการ

เพลงที่ ๓ คือ The Soldier’s Tale
เพลงเริ่มบรรเลง เวลาผ่านไปความสนุกของเพลงทวีความเมามันขึ้น ถึงจุดหนึ่ง เหมือนตัวโน้ตกำลังส่งจังหวะให้กับอะไรบางอย่าง
เพลงเบาลง คอนดักเตอร์, ในชุดสูทสีดำ เชิ้ตสีขาว เนคไทสีดำ, ชี้มือมาที่ผม 

“หินเขรอะขระอยู่บนพื้นทาง แบกของมานานยังไม่ได้วาง…”

ผม, ในชุดสูทสีดำ เชิ้ตสีดำ เนคไทสีขาว, บนเวทีนั้น, เกิดอารมณ์อินขึ้นมาเล็กน้อย เสียงพูดที่เปล่งออกมานั้นถูกรองพื้นด้วยโน้ตดนตรีมากมายที่สอดประสานกันไปมา ดูราวกับผมกำลังเป็นผู้เล่านิทานอยู่ในซีดีหรือทีวีอย่างนั้นแหละ

ซึ่งความจริงผมก็กำลังทำอย่างนั้นบนเวทีคอนเสิร์ตอยู่ไม่ใช่หรือไงเล่า!

จบท่อนแรก
พูดถูกบ้างผิดบ้าง ก็ไปจนจบเพลงจนได้
เหลืออีก ๒ ท่อน ไม่มีบทพูด
จังหวะที่ได้ยืนเฉยๆ นั้นก็ได้โอกาสจ้องมองผู้ชมอย่างเต็มตาว่ามีใครมาชมการแสดงวันนี้บ้าง

พักครึ่ง กำลังเหนื่อยได้ที่
ไม่ได้กินมื้อเย็นมา เนื่องจากกว่าจะซ้อมเสร็จก็ใกล้แสดงแล้วกว่าจะแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จก็ถึงเวลาเริ่มพอดี
ผนวกกับความตื่นเต้น หัวใจจึงเต้นแรงกว่าปกติ

ความยากลำบากที่สุดของงานวันนี้ไม่ใช่การจำสคริปต์ แต่เป็นการพูดให้ ‘ช้า’ ต่างหาก
ผม ซึ่งโดยปกติที่คนที่พูดเร็วและรัวมากนั้น จะ…ให้…มา…พูด….ช้า….ช้า…ชัด…ชัด…นั้น…ผิด….วิ…สัย
ซึ่งก็ต้องพยายามควบคุมตนเองบนเวทีมากพอสมควร ก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างผลัดๆ กันไป

ครึ่งหลัง พี่เต่า, รุ่นพี่ของผมกับพี่โจ้, ขึ้นมาคอนดักต์เพลงที่ตัวเองแต่ง
พอจบเพลงผมก็สัมภาษณ์เขาเล็กน้อย

พี่เต่า, ซึ่งเป็นบุคคลที่เรียกเสียงฮาได้ตลอดเวลาของสถาบันแห่งนี้, แม้ว่าจะเก๊กท่าจริงจังวิชาการยังไง คนก็ยังฮากันตรึมอยู่ดี
เสียงฮาเหล่านั้นแหละที่ทำให้ผมลืมบท และทำคิวการแสดงในช่วงสุดท้ายรวนไปหมด

แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นไปได้ด้วยดี, ด้วยความช่วยเหลือจากพี่เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเวทีกับห้องคอนโทรลด้วย, คอนเสิร์ตจึงสำเร็จลงไปได้ด้วยดี 

๘.
สลัวเกือบสว่าง…

ไฟในหอแสดงดนตรีเปิดเป็นการบอกว่าการแสดงจบและเชิญทุกท่านกลับบ้าน
ผม พี่โจ้ พี่เต่า และอาจารย์ยืนคุยกันอยู่

ปุ๊กับโดนัทเดินขึ้นไปบนเวที ช่วยเก็บเครื่องเพอร์คัชชัน
เมย์วิ่งมา เอาใบลงทะเบียน,ที่เซ็นลายเซ็นอาจารย์ต้นแล้ว, มาให้
…แหม ซึ้งใจจริงจรี๊งงง…
ผมหยิบปากกาขึ้นมาเขียนรายวิชาที่ต้องลงทะเบียนลงไป แล้วเธอจะนำส่งห้องการศึกษาให้ผมในวันรุ่งขึ้น

ธุระปะปางเสร็จสิ้น
เมย์หายตัวไป โทรตามก็พบว่ากลับไปแล้ว
ผม โดนัท และปุ๊จึงไปชดเชยพลังงานที่ขาดไปตอนมื้อเย็นที่แก้วซังราเมง
จากนั้น ผมที่กำลังหมดสภาพก็ขับรถไปส่งปุ๊ที่บ้าน

สีท้องฟ้าเหมือนสีอีกา
ผมลุยถนนในยามมืดมิดกลับบ้านอย่างโดดเดี่ยว

ในท้ายที่สุดของการพบเจอคนและเหตุการณ์มากมายในชีวิต
จุดจบอาจเป็นความโดดเดี่ยวอย่างนี้เสมอ

แต่ผมก็เคยคิดหวังไว้ในใจ
หากจบที่ความโดดเดี่ยว
ผมอยากจะส่งทุกคนให้หมดก่อน 
จะเป็นไปได้ไหม…

๙.
มืดมิด…

หลังจากที่บังคับให้ความมืดมิดห่อหุ้มดวงตา
ผมก็มองเห็นความมืดมิดสมใจ
การพักผ่อนยามนี้ดูจะเป็นสิ่งที่ผมถวิลหามาทั้งวัน

นอกจากแสงพระจันทร์นั่นแล้วก็คงไม่มีแสงอื่น
แต่มันก็คงไม่สำคัญหรอก เพราะไม่ว่าภายนอกจะดูดำสลัวหรือมืดมิดเพียงใด

ที่สำคัญก็คือความสว่างที่อยู่ภายในใจ มิใช่หรือ?

 (24-IX-07)

บอย - จอ, บ่ - จอย

posted on 07 Apr 2008 17:17 by seta-brahms  in Diary-of-a-Madman

วันศุกร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

๑.
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสี่เหลี่ยม 

เบื้องหน้าเขา คือพวงมาลัยรถยนต์
ส่วนสายตาของเขานั้นมองเยื้องลงมาทางซ้ายต่ำลงเล็กน้อย
ภายนอกนั้นดูคล้ายมืดมิด มีเพียงหลอดไฟนีออนจำนวนหนึ่งที่กำลังส่องสว่างให้เขาในเวลานี้
และข้างนอกนั่น ก็มีรถจอดเรียงรายเป็นแถว และก็มีรถวิ่งผ่านหน้าเขาบ้างเป็นบางคราว 
ทว่า สายตาของเขามิได้ถูกดึงออกไปจากสิ่งที่เขาจับจ้องอยู่นี้เลย

เด็กหนุ่มอมยิ้ม สีหน้าของเขาเผยให้เห็นความรู้สึกดีใจระคนภูมิใจ
ส่วนผมก็อมยิ้ม แต่ไม่ได้ด้วยความดีใจหรือว่าภูมิใจ

ผมกำลังยินดีกับเขาอยู่ต่างหาก…

๒.
สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสี่เหลี่ยม 

ชื่อของเพลงๆ หนึ่งถูกเลือกจากรายการชื่อเพลงมหาศาลที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั่น
กดคลิก…

มือของผมเปลี่ยนตำแหน่งจากเม้าส์มาที่แท่งไม้พลาสติกสีขาวยาวฟุตกว่า
ส่วนสายตา ก็เปลี่ยนตำแหน่งจากหน้าจอเลื่อนลงมาที่กระดาษโน้ตเพลงปึกหนึ่ง
แต้มหมึกบนหน้ากระดาษนั้น ดูเปรอะเปื้อนและวุ่นวาย หากจ้องมองนานๆ อาจมีอาการคล้ายมึนหัวได้
มือขวาซึ่งกำลังถือสิ่งที่เรียกว่า ‘บาต็อง’ นั้นกำลังขยับไปมาตามจังหวะเพลง มือซ้ายนั้นนอกจะขยับเพียงบางจังหวะแล้ว ก็ยังถูกใช้งานอีกหลายๆ ครั้งในการพลิกหน้ากระดาษ

จบเพลงแล้ว
เริ่มใหม่อีกครั้ง
ครั้งที่สอง
ครั้งที่สาม…

มั่นใจแล้วจึงหยุด
ปิดหน้าจอ เก็บข้าวของ
ออกจากห้อง

แล้วเคลื่อนย้ายตัวเองไปสู่สถานที่แห่งใหม่

๓.
วันนี้ผมมีสอบวิชาคอนดักติ้ง
กติกามีอยู่ว่าให้แต่ละคนเลือกเพลงที่คิดว่าตนถนัดที่สุดและมีความยาวไม่เกินห้านาที

เพลงของผมเจ็ดนาที อาจารย์ผู้สอนเคยบอกว่าสอบแค่สองสามตอนแรกก็พอ
ผมจึงซ้อมเก็บรายละเอียดแค่นั้น

เตรียมพร้อมเข้าสอบเต็มที่
ขออาจารย์สอบเป็นคนแรก เนื่องจากผมนัดอาจารย์อีกท่านหนึ่งไว้จะไปคุยธุระ

สายตาจับจ้องอยู่ที่ปึกกระดาษโน้ตนั้น ละออกมาบ้างบางจังหวะ
มือขวาถือบาต็องแกว่งไปตามจังหวะ มือซ้ายขยับบ้างบางจังหวะ
จบท่อนที่กะเอาไว้ตอนแรก
อาจารย์ยังไม่สั่งหยุด!
เพลงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ 
ผมทำได้เพียงแกว่งมือต่อไปตามเพลงเท่านั้น…

...................

หลังจากสะบักสะบอมกับครึ่งหลังมหาโหดของเพลงแล้ว ผมก็วิ่งลงไปหาอาจารย์อีกท่านหนึ่ง

อาจารย์ลืมนัด!
“เขาขับรถออกไปตั้งนานแล้ว” อาจารย์อีกท่านหนึ่งแจ้งข่าวให้ผมทราบ

ผมเซ็ง
เหงื่อท่วมร่าง
หัวใจเต้นเร็วกว่าจังหวะของเพลงที่เพิ่งสอบไปเมื่อสักครู่นี้

ผมทำได้เพียงแกว่งชีวิตต่อไปตามโชคชะตามเท่านั้น…

๔.
ผมไปพบบอย ต้น เมย์ ที่พารากอนหลังจากที่ไปเตร็ดเตร่อยู่ที่โรงเรียนเก่าเพื่อรอเวลา
หลังจากผมใช้ความพยายามในการถอยรถเข้าจอดอยู่นาน เนื่องจากรถที่จอดอยู่ข้างช่องที่ว่างนั้นสุดแสนจะใหญ่โตและจอดกินที่เป็นอย่างมาก

บอยโทรมาถามว่าอยู่ไหน
“เพิ่งจอดรถเสร็จ” ผมตอบ
บอยบอกว่าทุกคนอยู่ที่หน้าโรงหนัง
เมื่อล็อครถแล้วผมก็วิ่งขึ้นไปที่โรงหนัง

วิ่งขึ้นไป…

วิ่งขึ้นไป
เพียงเพื่อที่จะพบว่า

ไม่มีเพื่อนคนใดรอยู่ตามที่บอกไว้ตอนแรกเลย!

ยกหูโทรศัพท์อีกที “อยู่ที่ไหนกัน?”
เสียงที่ปลายสายนั้นตอบว่า
“ขอโทษทีเราลืมไป… ตอนนี้อยู่ที่ชั้น ๓ กำลังดูจออยู่”

โอเค ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน
“คงกำลังตื่นเต้นยกใหญ่อยู่ล่ะสิ” ผมคิด

ระหว่างที่คุยโทรศัพท์กันอยู่นั้น ผมก็พบเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งเดินมากับกลุ่มเพื่อน
ผมที่กำลังวุ่นวายอยู่ก็ทำได้เพียงมองหน้าทักทายเล็กน้อยเท่านั้น 

๕.
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสี่เหลี่ยม 

เบื้องหน้าเขา คือพวงมาลัยรถยนต์
ส่วนสายตาของเขานั้นมองเยื้องลงมาทางซ้ายต่ำลงเล็กน้อย
ภายนอกนั้นดูคล้ายมืดมิด มีเพียงหลอดไฟนีออนจำนวนหนึ่งที่กำลังส่องสว่างให้เขาในเวลานี้
และข้างนอกนั่น ก็มีรถจอดเรียงรายเป็นแถว และก็มีรถวิ่งผ่านหน้าเขาบ้างเป็นบางคราว 
ทว่า สายตาของเขามิได้ถูกดึงออกไปจากสิ่งที่เขาจับจ้องอยู่นี้เลย

“ยินดีด้วยที่สมหวัง เห็นอยากจะได้มานาน” ผมคิด

บอยอยากจะติดจอทัชสกรีนในรถมานานแล้ว แล้วก็ไปใช้ลูกตื๊อมหากาฬกับที่บ้านมาจนสำเร็จ
วันนี้ ความฝันเเป็นจริงแล้ว

ถ้าคุณอยากรู้ว่าอาการของบอยในวันนี้เป็นยังไง 
ให้นึกภาพปลาที่ถูกจับขึ้นมาบนบก แล้วมีคนใจบุญโยนมันกลับลงน้ำ
หรือว่าภาพของลิงแห่งวัดลิงขบที่สามารถวิ่งมาขโมยลูกแก้วที่คุณถือไว้ในมือได้สำเร็จ
หรือหน้าของตาแป๊ะหัวแทบไม่มีผมที่ขายน้ำอยู่หน้าปากซอยตอนที่คุณเอาหวีไปให้เขาเป็นของขวัญ
หรือว่าภาพของไก่ในเล้าข้างบ้านตอนที่คุณเดินสะดุดก้อนหินแล้วทำพลอยเม็ดโตที่ถืออยู่กระเด็นไปเข้าเล้าไก่

นั่นแหละ แล้วคุณจะเข้าใจ….

(ย่อหน้าบนนั่นพูดเล่นหรอกนะนายยยย!!!)

เมย,์ ผู้ซึ่งกำลังนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งข้างที่นั่งคนขับ, ใช้นิ้วมือยาวเรียวของหล่อนไปสัมฝัสกับหน้าจอเบื้องหน้านั่น

ถูไถ
ถูไถ

บอยแสดงอาการราวกับต้องการจะหากรรไกรตัดหญ้ามางับนิ้วหล่อนเสียเดี๋ยวนั้น
นิ้วยาวเรียวของเมย์ ณ วินาทีนี้ทำเอาบอยงอนเจ้าหล่อนไปหลายนาทีอยู่!

ต้นบอกให้บอยเปลี่ยนลำโพง เพื่อเสียงที่ดีขึ้น

ใช่แล้ว! ลำโพง!
แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้เปลี่ยนบ้างสักทีนะ

เพื่อเสียงที่ดีขึ้น…

๖.
สายตาเราสี่คนจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสี่เหลี่ยมขนาดยักษ์

‘สายลับจับบ้านเล็ก’ ดูสนุกดี
ขออนุญาตไม่วิจารณ์ในทีนี้เพราะผมวิจารณ์ไปแล้วหลายรอบ จนทำให้รู้สึกเอียนแล้วที่จะต้องพูดอีก
แต่ก็สรุปสั้นๆ ได้ว่าเป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกดี
ตัวเรื่องแล้วก็บทหนังใช้ได้
วัตถุดิบเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกนำมาใช้-พัฒนา-จัดระเบียบ ได้อย่างดี

และอีกอย่างที่ดีก็คือ
ตั้งแต่ออกจากโรง, ทั้งๆ ที่ก็ดึกแล้ว และก็เพิ่งนั่งกินมื้อเย็นหน้าร้านโอโตย่ามา, 
พวกเรารู้สึกหิว ‘น้ำปั่น’ ขึ้นมายังไงชอบกล…

๗.
สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสี่เหลี่ยม 

และในหัวของผม ก็ปรากฏภาพ
ของจอสี่เหลี่ยมที่ดูสุดแสนไฮโซเครื่องนัั้น

รวมทั้ง ‘เธอ’, ที่เคลื่อนไหวอยู่บนจอสี่เหลี่ยมใหญ่เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา, คนนั้นด้วย…

 (19-XI-07)

วันจันทร์ที่ ๒ เดือนกันยายาน พุทธศักราช ๒๕๕๐

๑.
ชายเสื้ออยู่นอกกางเกง…

เท้าก้าวถึงพื้น ตัวออกจากรถ มือปิดประตู เสียบกุญแจบิดปิดล็อคหนึ่งที แล้วจึงบังคับชายเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวให้ลงไปแอบซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กขายาวสีดำสนิท เผยให้เห็นหัวเข็มขัดสองสีที่แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบัน เมื่อพินิจเงาสะท้อนลางๆ บนกระจกรถแล้วเห็นว่าเรียบร้อยตามกฎระเบียบดี เท้าทั้งสองที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าหนังสีดำขัดจนมันวับก็พาตัวที่สะพายกระเป๋าเดินเข้าไปในอาณาเขตตึกเรียน

ประโยคในย่อหน้าข้างบนนี้ไม่ได้แสดงภาพการเดินทางมาถึงมหา’ลัยครั้งแรกของเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งเพิ่งสอบติดแต่อย่างใด แต่ว่ามันเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของผมที่ต้องดำเนินแพตเทิร์นนี้ในทุกๆ ครั้งที่พาตัวล่วงล้ำเข้ามาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้

ในโลกนี้มีปัญหาอยู่สองประเภท คือ ปัญหาที่สามารถแก้ได้ กับ ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ ปัญหาที่สามารถแก้ได้แบ่งเป็นสองประเภทคือ แก้แล้วออก กับ แก้แล้วไม่ออก 
ตอนแรกผมคิดว่าปัญหาเรื่อง ‘ทำไมเครื่องแบบและการแต่งกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ?’ เป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ และเมื่อได้ทดลองแก้ดูจริงๆ แล้วผมก็พบว่า ผมแก้ไม่ออก

คำถามหลายอย่างยังค้างคาอยู่ในใจ เช่น ทำไมใส่เสื้อไว้ในกางเกงจึงถูกมองว่าเรียบร้อย? ทำไมสวมรองเท้าหุ้มส้นจึงดูสุภาพ สำหรับผู้ชายแล้วยิ่งทำมาจากหนังยิ่งเข้าท่า? ทำไมการผูกผ้าหนึ่งเส้นรอบคอแล้วปล่อยลงมาจึงถูกมองว่าดูดี? ทำไมการสวมเสื้อสูทหนาๆ แขนยาวทั้งๆ ที่อากาศบ้านเราร้อนตับแลบจึงแลดูมีสกุล?

“เครื่องแบบนั้นสำคัญไฉน?” ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ครอบคลุมที่สุด

ขอสารภาพตามตรงว่า ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากการใคร่ครวญหาคำตอบก็คือ การยอมจำนนและกระทำตามวิถีที่มันเป็นไป
เท่านั้น

๒.
ชายเสื้ออยู่ในกางเกง…

คนที่เดินไปเดินมาในสถานที่แห่งนี้ล้วนมีสภาพไม่ต่างจากผม ถ้าลองได้สวมเครื่องแบบแล้วละก็ จะต้องปฏิบัติตามกฎเดียวกันหมด ไม่เว้นเด็กหรือผู้ใหญ่ 
ถ้าหากแม้นมีใครที่ไม่ทำตาม ในที่สุดแล้ว เขาก็ต้องถูกอำนาจบางอย่าง (ทั้งที่เดินได้และเดินไม่ได้) มาบีบบังคับให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบระเบียบอยู่ดี

ผมเคยคิด
ว่ากรอบระเบียบนั้นเป็นรูปอะไร? 
สามเหลี่ยม ส่ีเหลี่ยม หลายเหลี่ยม รูปแฉก วงกลม หรือวงรี
ไม่แน่ใจ
แต่ถ้าพูดถึง ‘กรอบ’ โดยทั่วๆ ไปก็คงออกเหลี่ยมๆ

ผมเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ผู้ที่นั่งอยู่รอบสี่เหลี่ยมนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับผม-ผู้คนซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ (ที่เดาว่าน่าจะ) เหลี่ยมๆ

ระหว่างรอเรียนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรีตอนสิบโมงเช้า ผมก็ได้รับข่าว(ดี) ว่าวิชาตอนบ่ายนั้นถูกยกเลิก-ด้วยเหตุผลอะไรนั้นยังไม่ทันได้ใส่ใจ ใบหน้าของผมและคนรอบข้างก็แสดงรอยยิ้มอย่างจริงใจออกมากันหมด

ยิ้มจริงใจยังมีจริงในโลก…

ถึงเวลาเรียน ขึ้นตึกไปด้วยลิฟต์สี่เหลี่ยม เดินเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยม นั่งลงบนเก้าอี้เกือบสี่เหลี่ยม เบื้องหน้าเป็นกระดานขาวสีเหลี่ยม หยิบเอกสารการเรียนที่เป็นกระดาษสี่เหลี่ยมขึ้นมาพร้อมเครื่องเขียน เตรียมตัวบันทึกความรู้เต็มที่

ชายวัยคุณพ่อท่าทางดูอบอุ่นและทรงภูมิเดินเข้ามาในห้อง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มจริงใจให้นักเรียนเกือบทุกเวลานั้นทำให้เขาเป็นอาจารย์คนหนึ่งที่นักเรียนรัก

ชายเสื้ออาจารย์อยู่ในกางเกง
ชายเสื้อผมก็ยังอยู่ในกางเกง

เมื่อทุกอย่างพร้อม อาจารย์ก็ปล่อยภูมิที่ทรงเอาไว้ออกมาจากทางเดียวกับที่เขาแสดงรอยยิ้ม และบันทึกบางส่วนของภูมิเหล่านั้นลงบนกระดานขาวสี่เหลี่ยม แล้วผมก็บันทึกภูมิเหล่านั้นลงบนกระดาษขาวสี่เหลี่ยมอีกที ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะได้ทรงภูมิบ้าง…

๓.
เลิกเรียนเร็วกว่าที่คิด
บอยกับต้นจึงชวนไปหามื้อเที่ยงกินกันแถวสยาม
เมย์อยากไปแต่ติดธุระที่นี่ตอนสี่หรือห้าโมงเย็น-เวลากระชั้นชิดเกินไป 
ยังไม่ทันมีใครคิดอะไรได้ ผมก็เดินเข้าห้องของอาจารย์วาเลรี่เอ่ยปากชวนให้ไปด้วยกัน เขาตอบรับ เราจึงวางแผนกันว่าจะให้เมย์เดินทางไปกับอาจารย์วาเลรี่แล้วกลับมาตอนบ่ายๆ พร้อมกัน

ระหว่างที่ผม บอย ต้น กำลังรอ ๑ สาว ๑ หนุ่มฝรั่งกันอยู่ ผมก็ได้รับข่าว(ที่คิดว่าไม่ค่อยดี) ว่าทั้งสองคงจะไปกับเราไม่ได้เสียแล้ว ว่าแล้วเราทั้งสามจึงตัดสินใจออกเดินทางกัน

มีรถคนละคัน ต่างคนต่างขับกันไป โลกร้อนจะโทษใครได้อีกเล่า?
ต้นกับผมตัดสินใจไปทางสะพานตากสิน บอยไม่มั่นใจเส้นทางจึงตัดสินใจว่าจะขับตามๆ กันไป
วันนี้เป็นครั้งแรกที่มีการขับรถตามๆ กันสามคัน (ระหว่างผมและเพื่อน) ในระยะทางไกลแบบนี้

บอยตามต้นไป ส่วนผมรู้ทางเลยไม่ได้เกาะติดใคร แต่บนเส้นทางเดียวกันยังไงก็คงไม่ทิ้งห่างกันหรอก

แอร์รถก็ยังทำงานตามปกติของมันอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมการขับรถวันนี้ผมจึงรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ?
ระหว่างขับรถ มองกระจกหลังทีไรยังไงก็เห็นเพื่อนๆ เรายังร่วมทางกับรถคันเดิมมาตลอดเส้นทาง บ้างเห็นใกล้ๆ บ้างเห็นอยู่ไกลๆ แต่ยังไงก็ยังมองเห็น
ผมพลันคิด
จะมีสักกี่ครั้ง ที่เราจะร่วมเดินทางกับใครสักคนบนรถคันอื่นที่เราไม่รู้จักในระยะทางเกือบ ๓๐ กิโลเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน ขับรถมาผลัดกันแซงหน้าแซงหลังกัน ไปจนถึงที่หมายเดียวกันหรือใกล้ๆ กัน
ถ้าหากมี ก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็คงเป็นพรหมลิขิต-ที่ลิขิตให้เราบังเอิญร่วมเดินทางชีวิตเส้นเดียวกัน
แล้วถ้าผมรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมคงจะเดินเข้าไปหาเขา แล้วขอทำความรู้จัก 

ในฐานะเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

๔.
ชายเสื้อเกือบอยู่ในกางเกง…

เท้าก้าวถึงพื้น ตัวออกจากรถ มือปิดประตู เสียบกุญแจบิดปิดล็อคหนึ่งที แล้วจึงบังคับชายเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวให้ลงไปแอบซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงสแล็กขายาวสีดำสนิท เผยให้เห็นหัวเข็มขัดสองสีที่แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบัน

กิริยาขณะนั่งขับรถอาจทำให้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย ก่อนเดินจากที่จอดรถขึ้นไปบนตัวห้างสยามพารากอนก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน
ซึ่งในตอนนั้น ผมก็ยังแก้ปัญหา, ที่ว่าทำไมการยัดชายเสื้อไว้ในกางเกงจึงดูเรียบร้อย, ไม่ออกอยู่ดี
ผมอาจถูกบังคับให้อยู่ในกรอบของอะไรบางอย่างมาจนติดเป็นนิสัยไปแล้วก็ได้!

นัดพบเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสองหน้าน้ำตกตรงทางออกสู่สถานีรถไฟฟ้า
ระหว่างรอ ผมสังเกตเห็นน้ำวนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในบ่อน้ำตก
“สวยดี” ผมคิด

เมื่อพบคนที่นัดไว้ ก็คุยเรื่องที่เราเห็นคนนอนอยู่บนถนนซึ่งคาดว่าน่าจะถูกรถชนระหว่างทางมาที่นี่
นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เราพบเกือบจะพร้อมกันระหว่างเดินทางมาด้วยรถต่างคันกัน
แล้วผมก็ชวนทั้งสองมองไปที่น้ำวนนั้น เพื่อเพิ่มเหตุการณ์, ที่ไม่ได้พบพร้อมกันบ่อยๆ, อีกหนึ่งเหตุการณ์

ผมวกกลับไปคุยช่วงร