AUGUST RUSH : เธอได้ยินเสียงนั้นไหม?
posted on 27 Dec 2008 21:42 by seta-brahms in The-Portraitว่ากันว่ามีเสียงดนตรีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง สถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
โบกพลิ้วอยู่ในสายลม ล่องลอยอยู่ในอากาศ เฉิดฉายอยู่กลางแสงสว่าง และกระซิบกระซาบอยู่ในความมืด
เธอได้ยินมันไหม?
มันอยู่ทุกที่รอบตัวเธออยู่แล้ว สิ่งที่เธอต้องทำก็มีเพียง เปิดใจของตัวเองและ 'ฟัง' มันเท่านั้น
เธอ...
เธอลอง 'ฟัง' ดูสิ
ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะได้ยินเสียงเหล่านั้นตามที่เขาว่ากันมาไหม แต่อย่างน้อยที่สุด เอวาน เทย์เลอร์ ก็เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเสียงดนตรีในสรรพสิ่งนั้นมีอยู่จริง และเสียงดนตรีเหล่านั้นบางครั้งก็คล้ายผุดพรายขึ้นมาจากเบื้องลึกของหัวใจดวงน้อยๆ ของเขาเอง แล้วเขาก็เชื่อว่าถ้าหากเขาสามารถบรรเลงเสียงเหล่านั้นออกมาได้จริงๆ แล้วล่ะก็ ดนตรีนั้นก็อาจจะสื่อไปถึงพ่อแม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก แล้วเขาก็อาจจะได้พบพ่อแม่อีกครั้งก็เป็นได้
หลายครั้งหลายคราที่เขาจ้องมองดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่กลางฟ้าผ่านทางหน้าต่างเล็กๆ ของห้องนอนในสถานเด็กกำพร้า เอวานเฝ้าภาวนาถึงวันที่ 'ดนตรี' ในใจจะติดปีกบินไปหาพ่อแม่ของเขา
"บางครั้งโลกนี้ก็ดูโหดร้าย แต่ผมก็เชื่อในดนตรีอย่างที่หลายๆ คนเชื่อในเทพนิยาย"
เอวานมั่นใจหนักหนาว่าพ่อแม่ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเขาไปเลย เราแค่ 'พลัดหลง' กันเท่านั้น
ในวันที่เอวานได้พบกับ ริชาร์ด เจฟฟรีส์ ซึ่งทำงานอยู่กับองค์กรเยาวชนแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก เอวานพยายามที่จะบอกเจฟฟรีส์ว่าเขานั้นมีพ่อแม่อยู่จริงๆ รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างนอกนั่น
“สิบเอ็ดปีกับอีกสิบหกวันครับ ผมนั่งนับทุกวัน” เอวานตอบตอนที่ถูกถามว่าอยู่ที่สถานเด็กกำพร้านี้มากี่วันแล้ว
“แล้วผมก็ไม่อยากถูกส่งตัวไปที่อื่นด้วย” น้ำตาหยดเล็กๆ ไหลออกมาเมื่อสิ้นประโยค
เจฟฟรีส์เข้าใจเอวานและเกิดความเอ็นดูระคนสงสารขึ้นจับใจ จึงได้เขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้กับนามบัตรแล้วยื่นให้กับเอวาน
ค่ำคืนหนึ่ง ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง กองหิมะขาวโพลนในความมืดทิ้งตัวเองอย่างระเกะระกะทับถมพื้นป่าข้างถนน และเสียงลมลู่หวีดหวิวเหมือนกำลังเรียกหาอะไรสักอย่าง เอวาน เทย์เลอร์ ก็ก้าวสองเท้าเล็กๆ ของตัวเองออกไป มุ่งหน้าไปตามที่เสียงดนตรีเรียกเขา...
เธอรู้อะไรไหม?
แสงจันทร์ในค่ำคืนที่เอวานเดินออกไปน่ะ สวยงามพอๆ กับค่ำคืนที่พ่อกับแม่ของเขาพบรักกันเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนเลยเชียวล่ะ
หลุยส์ คอนเนลลี เป็นนักกีต้าร์ชาวไอริชและเป็นนักร้องนำอยู่ในวงร็อควงหนึ่ง ส่วน ไลลา โนวาเชค เป็นนักเชลโลฝีมือฉกาจ หลังจากต่างคนต่างจบคอนเสิร์ตของตัวเองในค่ำคืนหนึ่ง คล้ายว่าดวงจันทร์กลมโตที่แขวนตัวเองอยู่บนฟ้านั้นได้เชื้อเชิญให้เขาทั้งสองมาพบกัน
บนดาดฟ้าตึกนั้น ภายใต้แสงจันทร์ส่องสว่างคล้ายร่ายมนต์ เสียงฮาร์โมนิกาของวณิพกเร่ร่อนก็บรรเลงเพลง Moon Dance ปล่อยให้เสียงลอยแว่วเข้ามากระทบหูอย่างเบาแผ่ว จะมีบรรยากาศใดเป็นใจไปกว่านี้อีก ในขณะที่สองสายตาจ้องมองกัน ดวงจันทร์คงบันดาลให้พวกเขาตกหลุมรักกันอย่างอัศจรรย์ แล้วความสุขก็คล้ายห่มคลุ่มพวกเขาอย่างอ่อนโยนในค่ำคืนอันแสนวิเศษนั้น
แต่ว่าเธอ...
ความสุขของคนนั้นมักแสนสั้น ไม่รู้ว่ามันสั้นด้วยตัวของมันเอง หรือว่าคนเราอยากอยู่กับมันนานเกินไปจนทำให้รู้สึกว่ามันสั้น?
พอถึงรุ่งเช้า ด้วยปัจจัยต่างๆ นานา ทำให้ทั้งสองต้องร่ำลากันอย่างจำใจ แล้วพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะไม่ได้พบกันอีก
ต่อมาไลลาพบว่าตัวเองกำลังจะมีลูก และพ่อของเธอก็ไม่พอใจ หลังจากทะเลาะกัน ไลลาหุนหันวิ่งออกไปจากร้านอาหารแล้วก็เหมือนว่าจะถูกรถชน พอมาถึงโรงพยาบาล เธอก็คลอดเด็กคนหนึ่ง ทว่าพ่อของเธอนั้นสวมวิญญาณผู้ร้าย ได้แอบส่งหลานของตัวเองไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และบอกกับไลลาว่าทารกน้อยสิ้นใจไปแล้ว
แล้วนั่นเองที่ทำให้เธอเชื่อมาตลอดว่าเธอเสียลูกของเธอไปแล้วจริงๆ ทว่า เธอก็เหมือนได้ยิน ‘เสียง’ อะไรบางอย่างมาตลอดในห้วงคำนึงของเธอ ไม่รู้ว่ามันดังมาจากที่ไหน แต่เสียงเหล่านี้เรื่อยรินมาสม่ำเสมอไม่ยอมจางหายไปไหนเลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเป็นสิบปีแล้วก็ตาม
เธอ...
หนังเรื่อง ‘August Rush’ ถึงจะแฝงกลิ่นอายความแฟนตาซีเล็กๆ ลงไปบ้าง แต่นี่ก็เป็นการดึงเอาความดีงามของดนตรีมาเสริมแต่งได้อย่างน่ารักและอ่อนโยน หนังพยายามโยงเรื่องราวชีวิตของเด็กน้อยผู้ซึ่งมารู้ตัวเองทีหลังว่ามีความสามารถทางดนตรีระดับ child prodigy ซุกซ่อนอยู่ มาผสมกับเรื่องราวกึ่งมหัศจรรย์ของเสียงดนตรี ชวนให้ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นตามไปด้วย
ในตอนที่เอวานพบตัวเองก้าวเท้าอยู่ในนิวยอร์กนั้น คล้ายว่าเขาได้ยินทุกเสียงรอบตัวเป็นเสียงดนตรีไปหมด
จะว่าไปถ้าให้ลองเดาความรู้สึกของเอวานตอนนั้นก็อาจจะคล้ายว่าเป็นอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ที่มองรอบข้างก็เห็นเหมือนเป็นแดนต่างมิติอันน่าพิศวง เขาถือนามบัตรของนายเจฟฟรีส์ซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งเดียวอยู่ในมือ ก้าวเดินฉับๆ อยู่บนถนนของเมืองที่ไม่รู้จัก สรรพเสียงต่างๆ ฟังดูแปลกประหลาด กระนั้น โสตประสาทเขาก็คล้ายว่าได้รับรู้ความงดงามเมื่อเสียงต่างๆ ประสานรวมเข้าด้วยกัน
เธอรู้ไหม ตรงนี้เป็นฉากที่ฉันชอบที่สุดในเรื่องเลยล่ะ แม้ว่ามันจะเป็นฉากที่เกิดขึ้นเพียงไม่นานก็ตาม
เอวานเดินอยู่ในเมืองอันพลุกพล่าน ผ่านแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระฆังแขวน เสียงรถไฟใต้ดินที่ดังมาจากพื้น เสียงลม เสียงนกบิน เสียงไอน้ำพวยพุ่ง เสียงสเก็ตบอร์ด เสียงเพลงฮิปฮอปจากวิทยุ เสียงธงสะบัด เสียงรถกวาดขยะ เสียงหมาเห่า เสียงนกหวีดจราจร เสียงประตูหมุน เสียงกระดิ่งจักรยาน เสียงรถดับเพลิง ไปจนถึงเสียงเครื่องจักรก่อสร้างต่างๆ เอวานได้ยินเสียงเหล่านั้นชัดเจน แล้วเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ ผสานเข้าด้วยกันจนต่อมาสกอร์ของหนังก็ค่อยๆ เข้ามาเติมเต็มเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายทุกอย่างก็ประสานรวมกันกลายเป็นเสียงเพลงขึ้นมาจริงๆ แล้วในทันใดที่เอวานค้นพบความงดงามของเสียงดนตรี นามบัตรในมือนั้นก็ปลิวหายไปจนไม่สามารถเก็บกู้กลับมาได้อีก
เอวานผู้น่าสงสาร ขณะนี้กำลังเดินอยู่ในมหานครอันใหญ่โตอย่างไม่รู้จุดหมายและไร้หนทางเสียแล้ว...
บางทีคนเราในสภาะไร้หนทาง พอมีทางเลือกแบบไหนปรากฏขึ้นมาก็อาจจำเป็นต้องเลือก ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตามที
เอวานพบได้พบกับหนุ่มน้อยผิวสีนาม อาร์เธอร์ ในขณะกำลังบรรเลงกีต้าร์ร้องเพลงอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง บางคนที่เดินผ่านไปมาก็วางสตางค์ลงไปในกล่องกีต้าร์ที่เปิดเตรียมรับเงินไว้
เอวานหยิบเงินที่เขาได้รับมาจากลุงคนหนึ่งตอนเพิ่งมาถึงนิวยอร์กใส่ลงไปในกล่องกีต้าร์นั้น อาร์เธอร์ผู้ซึ่งกำลังจะหนีกลับเพราะหงุดหงิดสายตาเอวานก็เลยบรรเลงเพลงให้เป็นของตอบแทน แล้วไม่รู้ว่าอะไรบันดาลใจ เพลงที่ร้องออกมานั้นก็ช่างตรงกับตัวเอวานยิ่งนัก
“Father hear me when I
Call your name
I need you to answer me now
Father hear I am
Weak in your sight
Can you rescue me now?
I’m crying out
Can't figure it out on my own...”
ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเนื้อเพลงนี้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อจิตใจของเอวานหรือไม่ แต่เขาก็ได้ตามติดอาร์เธอร์ไป และเพราะเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ต่อมาในอีกไม่กี่ชั่วโมง เขาก็ได้พบกับ ‘พ่อมด’
ในสถานที่มืดมิดคล้ายโกดัง เกือบจะกว้างใหญ่แต่คับแคบด้วยสิ่งของรกรุงรัง เด็กมากหน้าหลายตามีรูปลักษณ์ตามแบบที่คนเมืองใหญ่เรียกว่า ‘เด็กเหลือขอ’ อาศัยอยู่ด้วยกันมากมายหลายคน แล้ว ‘Wizard’ หรือ แมกซ์เวล วอลเลซ ก็เป็นชายท่าทางคล้ายสติสตังไม่ครบถ้วนเท่าไร เขาเป็นเหมือนเจ้าพ่อคอยสั่งให้เด็กๆ เหล่านี้ออกไปเล่นดนตรีเพื่อหาเงิน แล้วในท้ายวันเขาจะมาเป็นผู้หักส่วนแบ่งต่างๆ ไป
“ที่นี่เป็นโรงเรียนหรือ?” เอวานถามด้วยใสซื่อ
ท่านพ่อมดจึงตอบว่า “มันเป็นธุรกิจ” แล้วก็แถมประโยคสวยหรูแต่ดุดันไว้อีกชุดใหญ่ๆ คล้ายเลคเชอร์
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับดนตรีบ้างล่ะ? ดนตรีเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเล็กๆ ที่พระเจ้ามอบให้กับเรา มันคอยย้ำเตือนว่าในจักรวาลนี้ยังมีสิ่งอื่นๆ อีกมากมายนอกจากตัวเรา มันเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงสรรพสิ่งทุกหนทุกแห่งเข้าด้วยกัน แม้กระทั่งดวงดาว...”
ปรัชญาของท่านพ่อมดกระทบใจเอวานหรือไม่ไม่อาจทราบได้ แต่ในคำ่คืนนั้นเขาก็ได้อาศัยชายคาสถานที่แห่งนี้พักผ่อน
เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจ ตอนเกือบรุ่งเช้า เอวานย่องขึ้นไปเล่นกีต้าร์ตัวหนึ่งที่วางอยู่ในห้องๆ หนึ่ง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คล้ายมหัศจรรย์ เอวานใช้สองมือของเขาลูบคลำ ดีด และตบสายกีต้าร์อย่างสนุกสนานแล้วสุดท้ายก็ทำให้มันออกมาเป็นเพลงได้ เมื่อทุกคนตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็รู้สึกอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า แล้วจากนั้นมา เอวานก็กลายเป็นเด็กคนโปรดของวอลเลซ
ค่ำคืนหนึ่งขณะนอนมองฟ้าด้วยกัน วอลเลซคล้ายรำพึงรำพันความงามของเสียงดนตรีให้เอวานฟัง
“เธอรู้ไหมว่ามีอะไรอยู่ข้างนอกนั้น? มันมีกลุ่มของระดับเสียงต่างๆ ที่ไล่เรียงสูงขึ้นไปโดยที่มีธรรมชาติเป็นผู้จัดเรียงและถูกควบคุมด้วยกฎทางฟิสิกส์แห่งจักรวาล เป็นเสียงโอเวอร์โทน เป็นพลังงาน เป็นความยาวคลื่น และถ้าเธอไม่ฟังอย่างตั้งใจแล้วล่ะก็ เธอจะไม่ได้ยินมันหรอก”
“คุณคิดว่าเสียงพวกนั้นมาจากไหน? เสียงที่ผมได้ยินน่ะ”
“ฉันว่ามันมาจากรอบๆ ตัวเธอ มันมาสู่ตัวพวกเราบางคน มันมองไม่เห็นแต่ว่าเธอรู้สึกได้”
“สรุปว่ามีแค่บางคนเท่านั้นเหรอที่ได้ยิน?”
“ก็มีแค่บางคนเท่านั้นที่ ‘ฟัง’ มัน”
จากนั้นเอวานก็ได้ชื่อสำหรับใช้เรียกในวงการว่า ‘August Rush’ โดยที่วอลเลซตั้งให้ (นำมาจากวลีที่ปรากฏอยู่ในข้อความบนรถบรรทุกคันหนึ่งที่วิ่งผ่านมา) แล้ววอลเลซก็ได้ทำตัวเป็นผู้จัดการส่วนตัวนำ ออกัสต์ รัช ไปเล่นดนตรีตามที่ต่างๆ
เธอเชื่อเหมือนฉันไหม?
ว่าชีวิตมักผันแปรเสมอ ในทุกๆ ช่วงของชีวิตจะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างมาสร้างจุดหักเห และนั่นเองที่ทำให้ชีวิตมนุษย์คาดเดาไม่เคยได้
คืนวันหนึ่ง ตำรวจบุกมาทลาย ‘รัง’ ของพ่อมด วอลเลซช่วยให้เอวานหนีออกไป เขาจึงได้ออกไปเผชิญโลกคนเดียวอีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปในโบสถ์คนดำแห่งหนึ่ง นักร้องประสานเสียงกำลังซ้อมร้องเพลงกันอยู่อย่างสนุกสนาน และเอวาน เทย์เลอร์ หรือตอนนี้ ‘ออกัสต์ รัช’ ก็ได้มาเป็นแขกพักอาศัยของโบสถ์แห่งนี้ (เอวานไม่เปิดเผยชื่อจริงของตัวเองเพราะวอลเลซกำชับไว้ พร้อมกับกลัวว่าหากชื่อจริงถูกเปิดเผย ตัวเองจะต้องกลับไปที่บ้านเด็กกำพร้าอีกและไมมี่โอกาสได้ตามหาพ่อแม่)
ที่โบสถ์แห่งนี้เอง ที่เอวานได้รับการค้นพบว่าเป็นเด็กพรสวรรค์ด้านดนตรีที่น่าทึ่งและหาได้ยาก หลังจากที่เด็กสาวในโบสถ์คนหนึ่งยื่นโน้ตเพลง (ซึ่งเอวานไม่เคยรู้จักมาก่อน) มาให้เขาดู เขาก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวในการทำความเข้าใจและแต่งเพลงออกมาทำให้ทุกคนทึ่งในความสามารถของเขา ทางโบสถ์จึงได้ส่ง ออกัสต์ รัช ไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังในโรงเรียนจูลิอาร์ด
เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเกิดควบคู่ไปกับชีวิตของ ไลลา โนวาเชค ผู้ซึ่งได้รับรู้ความจริงจากพ่อของตัวเองที่กำลังป่วยหนักว่าลูกชายของเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอจึงได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อตามหา จนสุดท้ายเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจฟฟรีส์ จากนั้นเธอก็ตัดสินใจรับคำเชิญจากวงนิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิกไปบรรเลงเดี่ยวเชลโลกับวงอีกครั้งหลังจากที่ร้างเวทีมานาน (ซึ่งตอนแรกเธอคิดจะปฎิเสธ) โดยที่เธอตั้งใจว่า หากเธอได้ส่งเสียงดนตรีของเธอออกไปแล้วล่ะก็ เธออาจจะได้พบกับลูกอีกครั้ง (เพราะเธอเองก็รู้สึกมาตลอดเช่นกันว่าเธอสามารถสื่อกับลูกของเธอได้ผ่าน ‘เสียง’ ดนตรี)
ส่วนทางฝั่งคอนเนลลีผู้เป็นพ่อซึ่งประสบกับชีวิตที่หักเหไปมา สุดท้ายก็ได้มาพบว่า ผู้หญิงที่เขาได้ตกหลุมรักด้วยเมื่อกว่าสิบปีก่อนมีชื่อว่า ไลลา โนวาเชค และกำลังจะออกแสดงเชลโลคอนแชร์โตกับวงนิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิค เขาจึงออกเดินทางตามหาไลลาเช่นกัน
เธอ...
เรื่องราวต่อจากนี้ ฉันคิดว่าฉันควรจะทิ้งไว้ให้เธอหามาดูด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า
เรื่องราวที่น่าติดตามต่อไป ก็คือ เอวานได้แต่งเพลงชื่อ August’s Rhapsody ขึ้นมาและกำลังจะได้รับการแสดงโดยนิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิก ซึ่งก็เป็นคอนเสิร์ตเดียวกันกับที่ไลลากำลังจะแสดงเชลโลคอนแชร์โต พร้อมทั้งคอนเนลลีก็กำลังเดินทางอยู่ในนิวยอร์คเช่นกัน แล้วจากนั้น โชคชะตาก็คงจะต้องดลบันดาลอะไรสักอย่างแก่พวกเขาทั้งสาม อะไรบางอย่างตามแบบ ‘โชคชะตา’ ที่ชอบหักเหชีวิตมนุษย์ให้ไม่สามารถคาดเดาได้
เธอ...
ตอนที่เอวานแต่ง August’s Rhapsody ขึ้นมานั้น อาจารย์ท่านหนึ่งได้ถามเขาว่าเขาแต่งเพลงแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน เอวานก็ตอบว่า
“ผมก็แค่ ‘ได้ยิน’ มัน บางครั้งผมตื่นเช้าขึ้นมาแล้วก็พบว่ามันอยู่ตรงนั้น บางครั้งผมก็ได้ยินมันระหว่างที่ผมเดินอยู่บนถนน มันคล้ายกับว่ามีใครกำลังเรียกหาผมอยู่ แล้วการบันทึกมันลงไปก็เหมือนเป็นการตอบกลับไปหาพวกเขาด้วย พวกเขาคนที่มอบดนตรีให้ผม...”
เธอ...
ก็อย่างที่ฉันได้บอกเธอนั่นแหละ
ว่าเขาว่ากันว่ามีเสียงดนตรีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง สถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง โบกพลิ้วอยู่ในสายลม ล่องลอยอยู่ในอากาศ เฉิดฉายอยู่กลางแสงสว่าง และกระซิบกระซาบอยู่ในความมืดมันอยู่ทุกที่รอบตัวเธอ สิ่งที่เธอต้องทำก็มีเพียง เปิดใจของตัวเองและ 'ฟัง' มันเท่านั้น
ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เอวาน เทย์เลอร์ หรือ ออกัสต์ รัช กับพ่อแม่ของเขาก็เชื่ออย่างนั้น ขอเพียงแค่ ‘ฟัง’ พวกเขาก็จะได้ยินกันและกัน
บางทีในปัจจุบัน เราอาจพูดมากเกินไป ได้ยินตัวเองมากเกินไปจนไม่ได้รับรู้เสียงหายใจของเพื่อนที่ร่วมโลกเดียวกัน ขอเพียงมนุษย์เปิดใจ ‘ฟัง’ กันมากขึ้น เราก็จะ ‘ได้ยิน’ กันและกันมากขึ้น เรื่องราวใดไม่เข้าใจกันก็อาจคลี่คลาย เรื่องใดไกลเกินเข้าใจก็อาจได้เรียนรู้ ขอเพียงเราได้ยินได้ฟังเสียงของผู้อื่น เราก็จะรู้ว่าแท้้จริงโลกนี้ไม่ได้เงียบเหงา ตัวเราไม่ได้เปล่าเปลี่ยว และยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะรับฟังเราได้ยินเราเช่นกัน
เธอ...
ฉันสงสัยจริงๆ
ถ้าหากว่าตอนนี้ฉันส่งเสียงของฉันไปถึงเธอที่อยู่ตรงนั้น
เธอจะได้ยินมันหรือเปล่า?
ฉัน
-ผู้เงี่ยหู ‘ฟัง’ เธออยู่ตลอดเวลา-


