The-Portrait

 
เธอ...

ว่ากันว่ามีเสียงดนตรีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง สถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง 

โบกพลิ้วอยู่ในสายลม ล่องลอยอยู่ในอากาศ เฉิดฉายอยู่กลางแสงสว่าง และกระซิบกระซาบอยู่ในความมืด

เธอได้ยินมันไหม?

มันอยู่ทุกที่รอบตัวเธออยู่แล้ว สิ่งที่เธอต้องทำก็มีเพียง เปิดใจของตัวเองและ 'ฟัง' มันเท่านั้น


เธอ...

เธอลอง 'ฟัง' ดูสิ

ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะได้ยินเสียงเหล่านั้นตามที่เขาว่ากันมาไหม แต่อย่างน้อยที่สุด เอวาน เทย์เลอร์ ก็เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเสียงดนตรีในสรรพสิ่งนั้นมีอยู่จริง และเสียงดนตรีเหล่านั้นบางครั้งก็คล้ายผุดพรายขึ้นมาจากเบื้องลึกของหัวใจดวงน้อยๆ ของเขาเอง แล้วเขาก็เชื่อว่าถ้าหากเขาสามารถบรรเลงเสียงเหล่านั้นออกมาได้จริงๆ แล้วล่ะก็ ดนตรีนั้นก็อาจจะสื่อไปถึงพ่อแม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก แล้วเขาก็อาจจะได้พบพ่อแม่อีกครั้งก็เป็นได้ 


หลายครั้งหลายคราที่เขาจ้องมองดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่กลางฟ้าผ่านทางหน้าต่างเล็กๆ ของห้องนอนในสถานเด็กกำพร้า เอวานเฝ้าภาวนาถึงวันที่ 'ดนตรี' ในใจจะติดปีกบินไปหาพ่อแม่ของเขา 


"บางครั้งโลกนี้ก็ดูโหดร้าย แต่ผมก็เชื่อในดนตรีอย่างที่หลายๆ คนเชื่อในเทพนิยาย"


เอวานมั่นใจหนักหนาว่าพ่อแม่ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเขาไปเลย เราแค่ 'พลัดหลง' กันเท่านั้น

ในวันที่เอวานได้พบกับ ริชาร์ด เจฟฟรีส์ ซึ่งทำงานอยู่กับองค์กรเยาวชนแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก เอวานพยายามที่จะบอกเจฟฟรีส์ว่าเขานั้นมีพ่อแม่อยู่จริงๆ รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างนอกนั่น


“สิบเอ็ดปีกับอีกสิบหกวันครับ ผมนั่งนับทุกวัน” เอวานตอบตอนที่ถูกถามว่าอยู่ที่สถานเด็กกำพร้านี้มากี่วันแล้ว

“แล้วผมก็ไม่อยากถูกส่งตัวไปที่อื่นด้วย” น้ำตาหยดเล็กๆ ไหลออกมาเมื่อสิ้นประโยค

เจฟฟรีส์เข้าใจเอวานและเกิดความเอ็นดูระคนสงสารขึ้นจับใจ จึงได้เขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้กับนามบัตรแล้วยื่นให้กับเอวาน


ค่ำคืนหนึ่ง ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง กองหิมะขาวโพลนในความมืดทิ้งตัวเองอย่างระเกะระกะทับถมพื้นป่าข้างถนน และเสียงลมลู่หวีดหวิวเหมือนกำลังเรียกหาอะไรสักอย่าง เอวาน เทย์เลอร์ ก็ก้าวสองเท้าเล็กๆ ของตัวเองออกไป มุ่งหน้าไปตามที่เสียงดนตรีเรียกเขา...

 

 

 

เธอรู้อะไรไหม?

แสงจันทร์ในค่ำคืนที่เอวานเดินออกไปน่ะ สวยงามพอๆ กับค่ำคืนที่พ่อกับแม่ของเขาพบรักกันเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนเลยเชียวล่ะ


หลุยส์ คอนเนลลี เป็นนักกีต้าร์ชาวไอริชและเป็นนักร้องนำอยู่ในวงร็อควงหนึ่ง ส่วน ไลลา โนวาเชค เป็นนักเชลโลฝีมือฉกาจ หลังจากต่างคนต่างจบคอนเสิร์ตของตัวเองในค่ำคืนหนึ่ง คล้ายว่าดวงจันทร์กลมโตที่แขวนตัวเองอยู่บนฟ้านั้นได้เชื้อเชิญให้เขาทั้งสองมาพบกัน


บนดาดฟ้าตึกนั้น ภายใต้แสงจันทร์ส่องสว่างคล้ายร่ายมนต์ เสียงฮาร์โมนิกาของวณิพกเร่ร่อนก็บรรเลงเพลง Moon Dance ปล่อยให้เสียงลอยแว่วเข้ามากระทบหูอย่างเบาแผ่ว จะมีบรรยากาศใดเป็นใจไปกว่านี้อีก ในขณะที่สองสายตาจ้องมองกัน ดวงจันทร์คงบันดาลให้พวกเขาตกหลุมรักกันอย่างอัศจรรย์ แล้วความสุขก็คล้ายห่มคลุ่มพวกเขาอย่างอ่อนโยนในค่ำคืนอันแสนวิเศษนั้น


แต่ว่าเธอ...

ความสุขของคนนั้นมักแสนสั้น ไม่รู้ว่ามันสั้นด้วยตัวของมันเอง หรือว่าคนเราอยากอยู่กับมันนานเกินไปจนทำให้รู้สึกว่ามันสั้น?


พอถึงรุ่งเช้า ด้วยปัจจัยต่างๆ นานา ทำให้ทั้งสองต้องร่ำลากันอย่างจำใจ แล้วพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะไม่ได้พบกันอีก

ต่อมาไลลาพบว่าตัวเองกำลังจะมีลูก และพ่อของเธอก็ไม่พอใจ หลังจากทะเลาะกัน ไลลาหุนหันวิ่งออกไปจากร้านอาหารแล้วก็เหมือนว่าจะถูกรถชน พอมาถึงโรงพยาบาล เธอก็คลอดเด็กคนหนึ่ง ทว่าพ่อของเธอนั้นสวมวิญญาณผู้ร้าย ได้แอบส่งหลานของตัวเองไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และบอกกับไลลาว่าทารกน้อยสิ้นใจไปแล้ว


แล้วนั่นเองที่ทำให้เธอเชื่อมาตลอดว่าเธอเสียลูกของเธอไปแล้วจริงๆ ทว่า เธอก็เหมือนได้ยิน ‘เสียง’ อะไรบางอย่างมาตลอดในห้วงคำนึงของเธอ ไม่รู้ว่ามันดังมาจากที่ไหน แต่เสียงเหล่านี้เรื่อยรินมาสม่ำเสมอไม่ยอมจางหายไปไหนเลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเป็นสิบปีแล้วก็ตาม

 

 


เธอ...

หนังเรื่อง ‘August Rush’ ถึงจะแฝงกลิ่นอายความแฟนตาซีเล็กๆ ลงไปบ้าง แต่นี่ก็เป็นการดึงเอาความดีงามของดนตรีมาเสริมแต่งได้อย่างน่ารักและอ่อนโยน หนังพยายามโยงเรื่องราวชีวิตของเด็กน้อยผู้ซึ่งมารู้ตัวเองทีหลังว่ามีความสามารถทางดนตรีระดับ child prodigy ซุกซ่อนอยู่ มาผสมกับเรื่องราวกึ่งมหัศจรรย์ของเสียงดนตรี ชวนให้ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นตามไปด้วย


ในตอนที่เอวานพบตัวเองก้าวเท้าอยู่ในนิวยอร์กนั้น คล้ายว่าเขาได้ยินทุกเสียงรอบตัวเป็นเสียงดนตรีไปหมด 

จะว่าไปถ้าให้ลองเดาความรู้สึกของเอวานตอนนั้นก็อาจจะคล้ายว่าเป็นอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ที่มองรอบข้างก็เห็นเหมือนเป็นแดนต่างมิติอันน่าพิศวง เขาถือนามบัตรของนายเจฟฟรีส์ซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งเดียวอยู่ในมือ ก้าวเดินฉับๆ อยู่บนถนนของเมืองที่ไม่รู้จัก สรรพเสียงต่างๆ ฟังดูแปลกประหลาด กระนั้น โสตประสาทเขาก็คล้ายว่าได้รับรู้ความงดงามเมื่อเสียงต่างๆ ประสานรวมเข้าด้วยกัน


เธอรู้ไหม ตรงนี้เป็นฉากที่ฉันชอบที่สุดในเรื่องเลยล่ะ แม้ว่ามันจะเป็นฉากที่เกิดขึ้นเพียงไม่นานก็ตาม


เอวานเดินอยู่ในเมืองอันพลุกพล่าน ผ่านแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระฆังแขวน เสียงรถไฟใต้ดินที่ดังมาจากพื้น เสียงลม เสียงนกบิน เสียงไอน้ำพวยพุ่ง เสียงสเก็ตบอร์ด เสียงเพลงฮิปฮอปจากวิทยุ เสียงธงสะบัด เสียงรถกวาดขยะ เสียงหมาเห่า เสียงนกหวีดจราจร เสียงประตูหมุน เสียงกระดิ่งจักรยาน เสียงรถดับเพลิง ไปจนถึงเสียงเครื่องจักรก่อสร้างต่างๆ เอวานได้ยินเสียงเหล่านั้นชัดเจน แล้วเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ ผสานเข้าด้วยกันจนต่อมาสกอร์ของหนังก็ค่อยๆ เข้ามาเติมเต็มเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายทุกอย่างก็ประสานรวมกันกลายเป็นเสียงเพลงขึ้นมาจริงๆ แล้วในทันใดที่เอวานค้นพบความงดงามของเสียงดนตรี นามบัตรในมือนั้นก็ปลิวหายไปจนไม่สามารถเก็บกู้กลับมาได้อีก


เอวานผู้น่าสงสาร ขณะนี้กำลังเดินอยู่ในมหานครอันใหญ่โตอย่างไม่รู้จุดหมายและไร้หนทางเสียแล้ว...


บางทีคนเราในสภาะไร้หนทาง พอมีทางเลือกแบบไหนปรากฏขึ้นมาก็อาจจำเป็นต้องเลือก ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตามที


เอวานพบได้พบกับหนุ่มน้อยผิวสีนาม อาร์เธอร์ ในขณะกำลังบรรเลงกีต้าร์ร้องเพลงอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง บางคนที่เดินผ่านไปมาก็วางสตางค์ลงไปในกล่องกีต้าร์ที่เปิดเตรียมรับเงินไว้


เอวานหยิบเงินที่เขาได้รับมาจากลุงคนหนึ่งตอนเพิ่งมาถึงนิวยอร์กใส่ลงไปในกล่องกีต้าร์นั้น อาร์เธอร์ผู้ซึ่งกำลังจะหนีกลับเพราะหงุดหงิดสายตาเอวานก็เลยบรรเลงเพลงให้เป็นของตอบแทน แล้วไม่รู้ว่าอะไรบันดาลใจ เพลงที่ร้องออกมานั้นก็ช่างตรงกับตัวเอวานยิ่งนัก


Father hear me when I 

Call your name

I need you to answer me now

Father hear I am 

Weak in your sight

Can you rescue me now?

I’m crying out

Can't figure it out on my own...”


ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเนื้อเพลงนี้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อจิตใจของเอวานหรือไม่ แต่เขาก็ได้ตามติดอาร์เธอร์ไป และเพราะเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ต่อมาในอีกไม่กี่ชั่วโมง เขาก็ได้พบกับ ‘พ่อมด’


ในสถานที่มืดมิดคล้ายโกดัง เกือบจะกว้างใหญ่แต่คับแคบด้วยสิ่งของรกรุงรัง เด็กมากหน้าหลายตามีรูปลักษณ์ตามแบบที่คนเมืองใหญ่เรียกว่า ‘เด็กเหลือขอ’ อาศัยอยู่ด้วยกันมากมายหลายคน แล้ว ‘Wizard’ หรือ แมกซ์เวล วอลเลซ ก็เป็นชายท่าทางคล้ายสติสตังไม่ครบถ้วนเท่าไร เขาเป็นเหมือนเจ้าพ่อคอยสั่งให้เด็กๆ เหล่านี้ออกไปเล่นดนตรีเพื่อหาเงิน แล้วในท้ายวันเขาจะมาเป็นผู้หักส่วนแบ่งต่างๆ ไป


“ที่นี่เป็นโรงเรียนหรือ?” เอวานถามด้วยใสซื่อ

ท่านพ่อมดจึงตอบว่า “มันเป็นธุรกิจ” แล้วก็แถมประโยคสวยหรูแต่ดุดันไว้อีกชุดใหญ่ๆ คล้ายเลคเชอร์


“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับดนตรีบ้างล่ะ? ดนตรีเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเล็กๆ ที่พระเจ้ามอบให้กับเรา มันคอยย้ำเตือนว่าในจักรวาลนี้ยังมีสิ่งอื่นๆ อีกมากมายนอกจากตัวเรา มันเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงสรรพสิ่งทุกหนทุกแห่งเข้าด้วยกัน แม้กระทั่งดวงดาว...”


ปรัชญาของท่านพ่อมดกระทบใจเอวานหรือไม่ไม่อาจทราบได้ แต่ในคำ่คืนนั้นเขาก็ได้อาศัยชายคาสถานที่แห่งนี้พักผ่อน


เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจ ตอนเกือบรุ่งเช้า เอวานย่องขึ้นไปเล่นกีต้าร์ตัวหนึ่งที่วางอยู่ในห้องๆ หนึ่ง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คล้ายมหัศจรรย์ เอวานใช้สองมือของเขาลูบคลำ ดีด และตบสายกีต้าร์อย่างสนุกสนานแล้วสุดท้ายก็ทำให้มันออกมาเป็นเพลงได้ เมื่อทุกคนตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็รู้สึกอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า แล้วจากนั้นมา เอวานก็กลายเป็นเด็กคนโปรดของวอลเลซ

 

 


ค่ำคืนหนึ่งขณะนอนมองฟ้าด้วยกัน วอลเลซคล้ายรำพึงรำพันความงามของเสียงดนตรีให้เอวานฟัง


“เธอรู้ไหมว่ามีอะไรอยู่ข้างนอกนั้น? มันมีกลุ่มของระดับเสียงต่างๆ ที่ไล่เรียงสูงขึ้นไปโดยที่มีธรรมชาติเป็นผู้จัดเรียงและถูกควบคุมด้วยกฎทางฟิสิกส์แห่งจักรวาล เป็นเสียงโอเวอร์โทน เป็นพลังงาน เป็นความยาวคลื่น และถ้าเธอไม่ฟังอย่างตั้งใจแล้วล่ะก็ เธอจะไม่ได้ยินมันหรอก”

“คุณคิดว่าเสียงพวกนั้นมาจากไหน? เสียงที่ผมได้ยินน่ะ”

“ฉันว่ามันมาจากรอบๆ ตัวเธอ มันมาสู่ตัวพวกเราบางคน มันมองไม่เห็นแต่ว่าเธอรู้สึกได้”

“สรุปว่ามีแค่บางคนเท่านั้นเหรอที่ได้ยิน?”

“ก็มีแค่บางคนเท่านั้นที่ ‘ฟัง’ มัน”

 

จากนั้นเอวานก็ได้ชื่อสำหรับใช้เรียกในวงการว่า ‘August Rush’ โดยที่วอลเลซตั้งให้ (นำมาจากวลีที่ปรากฏอยู่ในข้อความบนรถบรรทุกคันหนึ่งที่วิ่งผ่านมา) แล้ววอลเลซก็ได้ทำตัวเป็นผู้จัดการส่วนตัวนำ ออกัสต์ รัช ไปเล่นดนตรีตามที่ต่างๆ

 

 


เธอเชื่อเหมือนฉันไหม?

ว่าชีวิตมักผันแปรเสมอ ในทุกๆ ช่วงของชีวิตจะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างมาสร้างจุดหักเห และนั่นเองที่ทำให้ชีวิตมนุษย์คาดเดาไม่เคยได้ 


คืนวันหนึ่ง ตำรวจบุกมาทลาย ‘รัง’ ของพ่อมด วอลเลซช่วยให้เอวานหนีออกไป เขาจึงได้ออกไปเผชิญโลกคนเดียวอีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปในโบสถ์คนดำแห่งหนึ่ง นักร้องประสานเสียงกำลังซ้อมร้องเพลงกันอยู่อย่างสนุกสนาน และเอวาน เทย์เลอร์ หรือตอนนี้ ‘ออกัสต์ รัช’ ก็ได้มาเป็นแขกพักอาศัยของโบสถ์แห่งนี้ (เอวานไม่เปิดเผยชื่อจริงของตัวเองเพราะวอลเลซกำชับไว้ พร้อมกับกลัวว่าหากชื่อจริงถูกเปิดเผย ตัวเองจะต้องกลับไปที่บ้านเด็กกำพร้าอีกและไมมี่โอกาสได้ตามหาพ่อแม่)


ที่โบสถ์แห่งนี้เอง ที่เอวานได้รับการค้นพบว่าเป็นเด็กพรสวรรค์ด้านดนตรีที่น่าทึ่งและหาได้ยาก หลังจากที่เด็กสาวในโบสถ์คนหนึ่งยื่นโน้ตเพลง (ซึ่งเอวานไม่เคยรู้จักมาก่อน) มาให้เขาดู เขาก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวในการทำความเข้าใจและแต่งเพลงออกมาทำให้ทุกคนทึ่งในความสามารถของเขา ทางโบสถ์จึงได้ส่ง ออกัสต์ รัช ไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังในโรงเรียนจูลิอาร์ด


เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเกิดควบคู่ไปกับชีวิตของ ไลลา โนวาเชค ผู้ซึ่งได้รับรู้ความจริงจากพ่อของตัวเองที่กำลังป่วยหนักว่าลูกชายของเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอจึงได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อตามหา จนสุดท้ายเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจฟฟรีส์ จากนั้นเธอก็ตัดสินใจรับคำเชิญจากวงนิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิกไปบรรเลงเดี่ยวเชลโลกับวงอีกครั้งหลังจากที่ร้างเวทีมานาน (ซึ่งตอนแรกเธอคิดจะปฎิเสธ) โดยที่เธอตั้งใจว่า หากเธอได้ส่งเสียงดนตรีของเธอออกไปแล้วล่ะก็ เธออาจจะได้พบกับลูกอีกครั้ง (เพราะเธอเองก็รู้สึกมาตลอดเช่นกันว่าเธอสามารถสื่อกับลูกของเธอได้ผ่าน ‘เสียง’ ดนตรี)


ส่วนทางฝั่งคอนเนลลีผู้เป็นพ่อซึ่งประสบกับชีวิตที่หักเหไปมา สุดท้ายก็ได้มาพบว่า ผู้หญิงที่เขาได้ตกหลุมรักด้วยเมื่อกว่าสิบปีก่อนมีชื่อว่า ไลลา โนวาเชค และกำลังจะออกแสดงเชลโลคอนแชร์โตกับวงนิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิค เขาจึงออกเดินทางตามหาไลลาเช่นกัน

 

 


เธอ...

เรื่องราวต่อจากนี้ ฉันคิดว่าฉันควรจะทิ้งไว้ให้เธอหามาดูด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า


เรื่องราวที่น่าติดตามต่อไป ก็คือ เอวานได้แต่งเพลงชื่อ August’s Rhapsody ขึ้นมาและกำลังจะได้รับการแสดงโดยนิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิก ซึ่งก็เป็นคอนเสิร์ตเดียวกันกับที่ไลลากำลังจะแสดงเชลโลคอนแชร์โต พร้อมทั้งคอนเนลลีก็กำลังเดินทางอยู่ในนิวยอร์คเช่นกัน แล้วจากนั้น โชคชะตาก็คงจะต้องดลบันดาลอะไรสักอย่างแก่พวกเขาทั้งสาม อะไรบางอย่างตามแบบ ‘โชคชะตา’ ที่ชอบหักเหชีวิตมนุษย์ให้ไม่สามารถคาดเดาได้


เธอ...

ตอนที่เอวานแต่ง August’s Rhapsody ขึ้นมานั้น อาจารย์ท่านหนึ่งได้ถามเขาว่าเขาแต่งเพลงแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน เอวานก็ตอบว่า


“ผมก็แค่ ‘ได้ยิน’ มัน บางครั้งผมตื่นเช้าขึ้นมาแล้วก็พบว่ามันอยู่ตรงนั้น บางครั้งผมก็ได้ยินมันระหว่างที่ผมเดินอยู่บนถนน มันคล้ายกับว่ามีใครกำลังเรียกหาผมอยู่ แล้วการบันทึกมันลงไปก็เหมือนเป็นการตอบกลับไปหาพวกเขาด้วย พวกเขาคนที่มอบดนตรีให้ผม...”


เธอ...

ก็อย่างที่ฉันได้บอกเธอนั่นแหละ

ว่าเขาว่ากันว่ามีเสียงดนตรีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง สถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง โบกพลิ้วอยู่ในสายลม ล่องลอยอยู่ในอากาศ เฉิดฉายอยู่กลางแสงสว่าง และกระซิบกระซาบอยู่ในความมืดมันอยู่ทุกที่รอบตัวเธอ สิ่งที่เธอต้องทำก็มีเพียง เปิดใจของตัวเองและ 'ฟัง' มันเท่านั้น


ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เอวาน เทย์เลอร์ หรือ ออกัสต์ รัช กับพ่อแม่ของเขาก็เชื่ออย่างนั้น ขอเพียงแค่ ‘ฟัง’ พวกเขาก็จะได้ยินกันและกัน


บางทีในปัจจุบัน เราอาจพูดมากเกินไป ได้ยินตัวเองมากเกินไปจนไม่ได้รับรู้เสียงหายใจของเพื่อนที่ร่วมโลกเดียวกัน ขอเพียงมนุษย์เปิดใจ ‘ฟัง’ กันมากขึ้น เราก็จะ ‘ได้ยิน’ กันและกันมากขึ้น เรื่องราวใดไม่เข้าใจกันก็อาจคลี่คลาย เรื่องใดไกลเกินเข้าใจก็อาจได้เรียนรู้ ขอเพียงเราได้ยินได้ฟังเสียงของผู้อื่น เราก็จะรู้ว่าแท้้จริงโลกนี้ไม่ได้เงียบเหงา ตัวเราไม่ได้เปล่าเปลี่ยว และยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะรับฟังเราได้ยินเราเช่นกัน


เธอ...

ฉันสงสัยจริงๆ

ถ้าหากว่าตอนนี้ฉันส่งเสียงของฉันไปถึงเธอที่อยู่ตรงนั้น


เธอจะได้ยินมันหรือเปล่า?


ฉัน

-ผู้เงี่ยหู ‘ฟัง’ เธออยู่ตลอดเวลา-

 

๑.
เมื่อมื้ออาหารมาถึง สถานที่แห่งนั้นดูคล้ายจะกลายเป็นสนามรบ

แดงเพลิงของไฟลุกโหมอยู่ทั่วไป ผู้คนเดินเหินวิ่งว่อนวุ่นวาย วัสดุต่างๆ หน้าตาละม้ายอาวุธเคลื่อนที่ร่อนไปร่อนมา ซากศพของสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ถูกกระทำย่ำยี บ้างถูกฉีกทึ้งอย่างโหดเหี้ยม บ้างถูกเฉือนเชือดอย่างไร้ปรานี บ้างถูกสับจนแหลกเละ บ้างถูกเผาด้วยเปลวไฟร้อนระอุ ความเมตตาหรือสำนึกในบุญบาปเป็นสิ่งที่ไม่เคยและไม่มีวันเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้

แม่ทัพใหญ่เป็นผู้ออกคำสั่งและบงการทุกสิ่งที่เป็นไป และด้วยฝีมือของแม่ทัพผู้ฉกาจและมากความสามารถนี้เอง ที่ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเฉียบขาด ฉับไว และไร้ความลังเล

“…คุณอาจจะรู้จักเชฟ เขาเป็นคนที่ไม่สวมหมวก มีคลิปบอร์ดหนีบไว้ใต้แขน อาจจะมีป้ายชื่อสีน้ำเงินทัสคานติดอยู่ที่เสื้อแบบเชฟสีขาวลงแป้งแข็งปั๋งใกล้ๆ กับกระดุมผ้าฝ้ายแบบจีนด้วย…”

คำสั่งอันเฉียบคมของแม่ทัพใหญ่ในนาม ‘เชฟ’ จะก่อให้เกิดฉากนาฏลีลาแห่งสงครามอันเพริศแพร้วและหมดจดงดงามของบรรดาลูกน้องทั้งหมดภายในครัวแห่งนี้

“…พวกเขาจะทำอะไรคล่องแคล่วรวดเร็วไปหมดยังกับกำลังเต้นบัลเล่ต์หรือโมเดิร์นแดนซ์อยู่ การปรุงอาหารที่ทุกอย่างจัดวางอย่างถูกที่ มีอุปกรณ์ครบ สะอาด และ ‘เต้นรำ’ ได้อย่างคล่องแคล่วย่อมลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นลง เทคนิคเจ๋งๆ และความเร็วในการทำงานย่อมทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้สง่างามราวกับนักสเก๊ตน้ำแข็ง…”

ตอนหนึ่งจาก ‘Kitchen Confidential’
ของ Anthony Bourdain แปลโดย โตมร ศุชปรีชา


และในหลายๆ ครั้ง ‘เชฟ’ เองนี่แหละที่เป็นผู้ตรวจตราดูแลอาหารแทบทุกจานที่จะถูกนำออกไปเสนอต่อหน้าลูกค้าผู้มีเกียรติซึ่งนั่งรอคอยด้วยความหิวโหยอยู่ภายนอกสนามรบ และในหลายๆ ครั้ง เชฟจะเป็นผู้ที่ได้รับความดีความชอบในคุณภาพอาหารของร้าน หากอาหารเลอเลิศเพริศพริ้ง เชฟก็สามารถจะได้รับคำชื่นชมเยินยอเอาง่ายๆ ทว่าในทางกลับกัน หากลูกค้าพบว่าอาหารนั้นไม่คู่ควรกับลิ้นหรือเพดานปากของพวกเขาหลังจากที่คำแรกผ่านไป ก็เชฟอีกนั่นแหละ ที่อาจจะถูกเรียกตัวออกมาสอบสวนและได้รับคำปรามาสกลับไปให้เป็นรอยแผลแห่งชีวิต

ในสถานะแบบนี้ เชฟก็คงไม่ต่างอะไรไปกับผู้นำองค์กร หรือไม่ก็หน่วยงาน หรืออาจจะเป็นกองทัพ กลุ่มใดสักกลุ่มหนึ่ง ที่ทั้งต้องวางแผนกลยุทธ์ ออกคำสั่ง แสดงฝีมือ รวมทั้งต้องรับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่างอันเกิดจากกลุ่มของตนเอง

เป็นภาระที่หนักหน่วงของผู้ที่ต้องคอยควบคุม

๒.
มื้อเย็นวันหนึ่ง เคท อาร์มสตรอง ต้องละภาระการออกคำสั่งในครัวชั่วครู่เพื่อออกมารับคำชมเชยจากลูกค้าที่เป็นแฟนตัวยงของเธอ
“ผมบูชาทุกคนที่ให้ความแปลกใหม่แก่เพดานปากผม...”
ชายผู้สูงศักดิ์และวัยกล่าวอย่างปีติ ยังมาซึ่งความพอใจแก่เธอไม่น้อย ทว่าในขณะเดียวกันเมื่อหันหลังกลับไป เธอก็พบลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งซึ่งกำลังมีปัญหากับฟัวกราส์ของเธอ 

“นี่ ผมมีอะไรจะให้ดู ฟัวกราส์ของภรรยาผมมันยังไม่สุกได้ที่”

เคทหยิบจานนั้นขึ้นมา เธอใช้สายตาเพ่งพินิจพิจารณาฟัวกราส์ที่ตกเป็นจำเลยชิ้นนั้น สีชมพูแลดูมลังเมลืองอย่างที่มันควรจะเป็นในความคิดของเธอ และไม่น่ามีสิ่งใดผิดปรกติ

“จานนี้ไม่มีอะไรผิดพลาด comme il faut
เธอยังคงยืนยันอย่างมั่นใจ
“อบไฟ ๑๔๐ น้ำ ๘๐ องศา นาน ๒๕ นาที ไม่เร็วไม่ช้าเกินไปจนออกมาเป็นสีชมพูระเรื่อ”
แล้วสายตาเธอก็ย้ายตำแหน่งไปปะทะกับสายตาชายหนุ่มลูกค้าของเธออย่างแสดงความไม่อ่อนข้อ

ชายหนุ่มและภรรยาลุกขึ้นแล้วเดินออกจากร้านอย่างอดรนทนไม่ไหว ในทันทีที่พวกเขาใกล้พ้นประตูร้าน เคทยังมิวายพูดจายั่วโทสะตามหลังไปว่า 
“แผงฮอทดอกตรงหัวมุมถนนนั่นท่าจะใช้ได้นะ เขาทำอาหารตามคำสั่ง...”

เหตุการณ์เย็นวันนี้ ทำให้เธอทะเลาะกับพอลล่า ผู้เป็นเจ้าของร้าน หากแต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะการที่เคทออกไปก่นด่าแขกที่ไม่นิยมอาหารของเธอนั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

ทว่า มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของร้านต้องการนัก

เคทจัดเป็นเชฟฝีมือเยี่ยม มีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นผู้หญิงที่แข็งกระด้าง และแทบจะออกกฎให้กับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต รวมถึงอาจจะมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์...

ไม่ว่าปัญหาที่แท้จริงของเธอคืออะไร พอลล่าก็สั่งให้เธอไปเข้ารับการบำบัด ซึ่งบำบัดอะไรนั้น ตัวเธอเองก็ไม่รู้คำตอบ เธอเพียงแต่ไปพูดคุยกับหมอบำบัดอยู่เป็นประจำตามที่พอลล่ายื่นคำขาดให้เท่านั้น

“ไม่ใช่ว่าฉันคอยควบคุมหรืออะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างถูกต้อง นั่นเป็นเหตุผลที่มักจบลงด้วยการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง นึกออกไหมว่ามันยุ่งยากแค่ไหนที่ต้องประสานมือปรุงสี่สิบจานพร้อมกัน?”

เธอเคยพูดกับหมออย่างนั้น แสดงให้เห็นว่าเคทเป็นคนที่ตีกรอบให้ตัวเองอย่างหนาแน่น เรียกร้องความสมบูรณ์แบบเช่นอุดมคติสูง เชื่อมั่นในความถูกต้อง ‘แบบของตัวเอง’ อย่างแรงกล้า รวมทั้งไม่เปิดใจแก่ใครและไม่เชื่อใจใครด้วย

ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าในความคิดของเธอแล้ว อาหารของเธอนั้นเป็นสิ่ง ‘สมบูรณ์แบบ’ และ ‘ไร้ที่ติ’ หากจะเกิดการติเพราะรสอาหารไม่ถูกปาก สำหรับเธอแล้ว เธอถือว่านั่นเป็นปัญหาของผู้กิน ไม่ใช่ผู้ปรุง

และด้วยความเชื่อมั่นทั้งปวงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาตามมาเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
พี่สาวของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะกำลังเดินทางมาหาเธอพร้อมกับลูกสาว ทำให้เธอจะต้องทำหน้าที่แทน ‘แม่’ ให้กับโซอี้ ผู้ซึ่งถือว่าเป็นหลานของเธอ

การดูแลเด็กสาววัยประถมที่เพิ่งเสียแม่ไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และสิ่งที่ทำให้เธอต้องยิ่งพิศวงงงงวยมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การที่โซอี้ไม่ยอมทานอาหารใดๆ ที่เธอทำเลย 

ไม่ว่าจะเลิศรสเพียงใด อาหารที่ไม่มีคนกินก็ไร้ค่า ไม่ต่างจากหนังสือดีที่ไม่มีคนเปิดอ่าน จิตรกรรมงามงดที่ไร้ผู้ชม และดนตรีไพเราะที่ไร้ผู้ฟัง

อาหารซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเธอ กลายเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์และไร้ค่าไปโดยสิ้นเชิงเมื่อหลานสาวของเธอไม่ยอมทานอาหารที่เธอทำเลยแม้แต่คำเดียว

เรื่องน่าชวนปวดเศียรเวียนเกล้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

ในวันแรกที่เธอกลับเข้าครัวหลังจากหยุดพักทำใจเรื่องที่เสียพี่สาวไป เธอก็ต้องขุ่นข้องหมองใจกับเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ในทันทีที่เธอผลักประตูครัวเข้าไป โสตประสาทเธอก็ได้รับรู้เสียงดนตรี เสียงเพลงอุปรากรอิตาเลียนดังกระหึ่มอยู่ท่ามกลางสถานที่ซึ่งควรจะเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและจริงจัง พร้อมๆ กับชายหนุ่มคนหนึ่งโบกโบยมือไม้ตามเสียงเพลงราวกับเป็นวาทยกรให้กับคนครัวทั้งหลายได้ประสานเสียงขับร้องบทเพลงควบคู่ไปกับเสียงจากเครื่องเล่นวิทยุเครื่องนั้น และในขณะเดียวกันตัวเขาเองก็อ้าปากร้องเพลงอย่างดื่มดำ่ซึมซาบราวกับว่าเขาเป็นปาวารอตตีเสียเองเลยทีเดียว

“นิโคลัส พาล์เมอร์”
เขาแนะนำตัวเองแก่เคทอย่างนั้น และทั้งสองจะต้องทำงานร่วมกันในฐานะที่เขาเป็นผู้ช่วยเชฟ

เมื่อจำเป็นต้องร่วมงานกันไปเรื่อยๆ ‘นิค’ สร้างความไม่สบายใจให้กับเคทหลายอย่าง อาจเป็นเพราะความระแวงของเธอไปเองว่า นิคอาจจะมาแย่งครัวแย่งตำแหน่งที่เธอลำบากตรากตรำมาทั้งชีวิตกว่าจะได้มันมาไปอย่างไม่ใยดี รวมถึงความอิจฉาลึกๆ ในใจหรือกระทั่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่างๆ นานา จนกระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นเมื่อวันหนึ่งที่เคทพาโซอี้มานั่งในครัว เผื่อจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องโซอี้ไม่ยอมทานอาหารได้ เป็นนิคนี่เองที่ใช้วิธีหลอกเด็กโดยการทำพาสต้าขึ้นมาจานหนึ่ง จากนั้นก็กินยั่วน้ำลายโซอี้และทำทีฝากจานที่เพิ่งกินไปสองสามคำนั้นให้โซอี้ถือ แล้วตัวเองไปทำงานต่อ เมื่อเคทเดินมาหาโซอี้จึงมองเห็นว่าโซอี้กำลังป้อนเส้นพาสต้าเข้าปากตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเด็กอดอยากที่ไม่ได้พบเห็นอาหารมาช้านานกำลังสวาปามอาหารมื้อแรก ดังนั้น เคทจึงได้นึกขอบคุณนิคอยู่ในใจ

จากนั้น ดูเหมือนว่าทั้งสามคนจะได้กลายมาเป็นครอบครัวกันจริงๆ แต่ทว่าความความสัมพันธ์ก็มีขึ้นมีลง และแปรปรวนไปตามปัจจัยภายนอกที่คาดเดาไม่ได้

“เขาไม่เคยทำสิ่งที่เหมาะสมในเวลาที่ถูกต้องเลย เขาช่างเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้...”
เคทบ่นให้กับหมอนักบำบัดฟัง 
หมอจึงตอบกลับไปว่า
“ชีวิตก็คาดเดาไม่ได้”

กระนั้น เคทเองก็ยังคงดื้อรั้น และในฐานะของคนที่คอย ‘ควบคุม’ หลายสิ่งหลายอย่างมาโดยตลอด ‘ความคาดเดาไม่ได้’ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับ

ทว่าสุดท้ายแล้ว ชีวิตของเธอก็ไม่พ้นที่จะต้องเผชิญหน้ากับความคาดเดาไม่ได้ของชีวิต

ชีวิตที่แปรปรวนรวนเรอย่างไม่อาจรู้ล่วงหน้า
ชีวิตที่ต่างจากการทำอาหารตรงที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ชีวิตที่ ‘ความถูกต้อง’ นั้นไม่อาจเป็นไปตามความคิดของเธอ

เธอจะต้องเผชิญมัน
อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

๓.
‘ความคาดเดาไม่ได้’ อันที่จริงก็อยู่คู่กับสรรพสิ่งมาโดยตลอด ระบบตรรกศาสตร์มีข้อจำกัดของมันเอง และชีวิตในโลก บางครั้ง ก็ไม่ได้เป็นไปตามเหตุและผลแบบที่คนคิด

หากลองไตร่ตรองแค่เรื่องพื้นฐานที่หลายต่อหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดอย่าง ‘อะไรดี-อะไรชั่ว’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องซับซ้อนยุ่งเหยิงและไม่สามารถหาคำตอบให้กับมันได้อย่างชัดแจ้ง ตัวอย่างง่ายๆ เช่น สมมติว่าเราได้ช่วยเหลือชีวิตฆาตกรใกล้ตายคนหนึ่งไว้ (โดยที่เราอาจจะรู้หรือไม่รู้ความจริงว่าเขาเป็นฆาตกร) ดูผาดแรกก็เหมือนว่าเราทำความดีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตคนๆ หนึ่งเอาไว้ แต่เมื่อฆาตกรโฉดชั่วนั้นฟื้นกายแล้วไปสังหารผู้คนอื่นต่อ ผลจากการกระทำดีในหนแรกของเรากลับกลายเป็นการสนับสนุนให้เกิดเรื่องร้ายตามมา สรุปแล้ว ‘สิ่งที่เราทำคือความดีหรือเปล่า?’ และเช่นเดียวกัน เหตุการณ์ลูกโซ่ที่เกิดต่อเนื่องไป (ทั้งที่เกิดมาก่อนเราและเกิดมาหลังเรา) นั้นก็ก่อสายระโยงระยางไม่มีที่สุด ซับซ้อนสัมพันธ์กันยุ่งเหยิงและวุ่นวายเสียจนจับต้นชนปลายได้ยาก 

นั่นเป็นตัวอย่างง่ายๆ ของสิ่งที่คาดเดาไม่ได้หรือคาดเดาได้ยากจากปัจจัยมากมายหลายประการที่สร้างนิยามอันลักลั่นและปรวนแปรให้กับการกระทำหนึ่งๆ 

แล้ว ‘การคาดเดา’ กับ ‘การคาดหวัง’ ก็มักเป็นสิ่งที่มาคู่กัน

เคท เชฟสาวผู้ห้าวหาญจาก No Reservations เป็นคนประเภทที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับ ‘ควบคุม’ ทุกสิ่งอยู่ตลอด และแน่นอนว่าเมื่อมีการควบคุมแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ ‘ต้อง’ ออกมาตามที่ ‘ต้องการ’ โดยไม่ต้องพูดถึงการคาดเดาหรือความคาดหวังเลย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่มีความแน่นอน เธอจะรับได้ก็เฉพาะความแน่นอนเท่านั้น

ทว่าแท้จริงแล้ว เธอได้ ‘ควบคุม’ ทุกสิ่งจริงๆ ละหรือ?

ในสนามรบนั้น เธอในฐานะแม่ทัพควบคุมแทบทุกอย่างตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนการปรุง และทุกสิ่งทุกกระบวนการนั้น ก็เป็นไปเพื่อ ‘รสชาติ’ ที่ดีเยี่ยม แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ผู้ตัดสินรสชาติว่าดีหรือไม่นั้น คือผู้ปรุงหรอกหรือ?

ผู้ปรุง หรือผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการเสกสร้างอาหารจานหนึ่งๆ ขึ้นมา ย่อมต้องทำทุกวิถีทางอยู่แล้วเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘รสชาติที่ดีเยี่ยม’ หากแต่มันดีเยี่ยมในความคิดของ ‘ผู้เสกสร้าง’ เท่านั้น ประสาทการรับรู้และรสนิยมของแต่ละปัจเจกบุคคลนั้นย่อมไม่เหมือนกัน

ผู้สร้างสามารถควบคุมได้ก็เฉพาะเมื่อตอนอยู่ในระหว่างกระบวนการสร้างเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะหรือดนตรีเลย

แม้จิตรกรสักคนวาดภาพที่เขาเห็นว่างามงดออกมา หรือนักแต่งเพลงเขียนเพลงที่เขาเห็นว่าเพราะพริ้งออกมา นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้เสพผู้ฟังจะต้องยินดีและเห็นด้วยกับความงามของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด

มาตรฐานของความงามอยู่ที่ไหน?

แน่นอนว่าเราไม่ได้กำลังพูดกันเรื่องนิยามของศิลปะ หรือทัศนะใดๆ ของเลียฟ ตอลสตอย ทว่าการต่อสู้เรื่องของการแบ่งมาตรฐานความดีงาม-ความต่ำทรามของงานศิลปะนั้นมีมานานตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มันก็เป็น ‘การต่อสู้ระหว่างชนชั้น’

ฟัวกราส์ที่เคทอบตามสูตรตำราอาหารนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับ อาหารฝรั่งเศสสูตรที่เจ้าขุนมูลนายผู้สูงศักดิ์สมัยก่อนนิยมชมชอบจนกระทั่งกำหนดให้เป็นมาตรฐานว่าฟัวกราส์ที่ดีจะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วคนครัวปัจจุบันก็ปรุงอาหารตามสูตร ‘ตกทอด’ ดั้งเดิมนั้นและฝังหัวว่า “การปรุงแบบนี้คือการปรุงที่ดีที่สุด” โดยที่ลืมไปว่าการปรุงที่ดีที่สุดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรสที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

ที่ภัตตาคารอาหาร ‘ชั้นสูง’ (ตามความคิดแบบสมัยเก่า) หลายๆ ที่นั้น ในแง่หนึ่งอาจจะเป็นการอนุรักษ์รสชาติดั้งเดิม หรือถ้าในอีกแง่หนึ่งในกรณีของการมีเชฟแบบเคท ก็เป็นการเหมือนยัดเยียดรสนิยมทางอาหารให้กับลูกค้าและเชื่อในมาตรฐานจอมปลอมเหล่านั้น

‘Comme il faut’ หรือ ‘อย่างที่มันควรจะเป็น’ นั้นเป็นความควรจะเป็นตามสูตรอาหารเท่านั้น

แล้ว ‘อย่างที่มันควรจะเป็น’ ในดนตรีของโมซาร์ตหรือเบโทเฟนเล่า เมื่อดนตรีคลาสสิกเป็นแบบที่ควรจะเป็นในบริบทของดนตรีที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายร้อยปีก่อนแล้วโด่งดังข้ามศตวรรษมานั้น จะถือว่ามันเป็นแบบแผนมาตรฐานทางรสนิยมของการเสพดนตรีหรือเปล่า?

แม้ว่าผู้ประพันธ์จะ ‘ควบคุม’ ดนตรีทั้งหมดให้เป็นไปตามรสนิยมตัวเอง ให้เป็นไปตามมาตรฐานแบบภววิสัย (ซึ่งก็เจาะจงลงไปเฉพาะชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย) แล้ว มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ทุกผู้จะชื่นชมกับงานเหล่านั้นโดยไร้ข้อโต้แย้ง 

เฉกเช่นเดียวกันกับการกำหนดเรื่องราวลงไปในบทเพลง หรือการสอดแทรกความหมายแฝงใดๆ ลงในงานประพันธ์ ผู้สร้างได้วางแผนและควบคุมทุกอย่างในตัวงาน ณ ตอนที่กำลังสร้าง แต่เมื่องานจบสมบูรณ์และออกไปสู่การรับรู้ของบุคคลอื่น การเข้าใจความหมายและการตีความย่อมแปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละคน ผู้เสพต่างคนต่างก็มีพื้นฐานทางความคิดและประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน การรับรู้สารหนึ่งๆ จึงไม่แปลกเลยที่จะถูกดึงไปตีความร่วมกับภูมิความรู้ความหลังของตัว

เราจึงมักได้ยินคำพูดว่า 
“ผู้ประพันธ์ตายแล้ว”
“กวีตายแล้ว”

และสำหรับอาหาร

‘เชฟ’ ก็อาจจะ ‘ตายแล้ว’ เช่นเดียวกัน

๔.
ในทันใดที่ไม้สีขาวนั่นกระแทกลงไปในอากาศ สงครามก็เหมือนจะเริ่มต้นขึ้น

วาทยกรนั้นก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเชฟมากนัก หน้าที่การปรุงขั้นสุดท้าย หน้าที่การตรวจเช็ค การควบคุม การแสดงความรับผิดชอบ ทั้งสองหน้าที่ก็คงคล้ายๆ กัน รวมทั้งต้องปะทะกับผู้ชิมผู้ฟังเหมือนกัน

ดังนั้นในวงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นเวลาซ้อมหรือแสดง จึงเสมือนเกิดสงครามอยู่ทั่วอาณาบริเวณ

การปะทะกันเกิดขึ้นอยู่เกือบจะตลอดเวลาเมื่อนักดนตรีซ้อมดนตรี ปะทะกับความคิดตัวเอง การตัดสินใจเลือกการตีความแบบต่างๆ ปะทะกับความคิดผู้อื่นเมื่อซ้อมดนตรีร่วมกัน ปะทะกับความคิดวาทยกรเมื่อเล่นเป็นวงออร์เคสตร้า ต่อให้เล่นเพลงอันอมตะเพียงใด ก็ยังไม่วายให้เกิดการถกเถียงระหว่างผู้เล่นแต่ละคนว่าควรจะเล่นออกมาอย่างไรให้ ‘ไพเราะ’ ซึ่งต่างคนต่างก็เถียงกันไปตามความไพเราะในแบบของตัวเอง ตามรสนิยมของตัวเอง และถ้ามากไปกว่านั้น ก็ต้องปะทะกับความคิดของผู้ฟังว่าแต่ละคนชมชอบแบบใด 

อย่างไรก็ตาม ความไพเราะหรือความอร่อยนั้นจะเป็นเรื่องอัตวิสัยโดยแท้ หรือว่าความงามสากลจะมีอยู่จริง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจสรุปได้

ทั้งผู้สร้างงานและผู้เสพงานก็จำเป็นต้องเข้าใจความหลากหลายและความปรวนแปรที่ไม่อาจควบคุมได้เหล่านี้้ ไม่ว่าอย่างไร ผู้้สร้างก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้เสพ และผู้เสพก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สร้างได้สร้าง มิเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับอาหารฝีมือเลิศรสระดับเชฟภัตตาคารที่หลานสาวไม่กิน ไม่ต่างอะไรกับหนังสือดีที่ไม่มีคนเปิดอ่าน ไม่ต่างอะไรกับเพลงไพเราะที่ไม่มีผู้ฟัง ซึ่งไม่ว่ามันจะอร่อย หรือดี หรือไพเราะในมาตรฐานใด หากไม่ลิ้มลองก็ไม่มีทางเลยจะที่ได้รู้ ทุกอย่างจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าและเปล่าประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง

แม้สิ่งทั้งปวงดังที่กล่าวมาเราไม่อาจควบคุมมันได้ทั้งหมดแต่เราก็ยังสามารถ ‘คาดเดา’ และ ‘คาดหวัง’ ได้ และคงมีเพียงสิ่งเหล่านี้กระมังที่ยังคอยเป็นเชื้อไฟให้กับเหล่าผู้สร้างสรรค์ได้มีแรงกำลังต่อไป

โซอี้กับนิค ไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือระบบ อยู่นอกเหนือการควบคุมของชีวิตเคท ทว่าสุดท้ายเธอก็ค่อยๆ ได้เรียนรู้ที่จะหาหนทางรับมือกับ ‘สิ่งที่คาดเดาไม่ได้’ และ ‘ควบคุมไม่ได้’ เหล่านี้ของเธอจนสำเร็จ

ในตอนท้ายของเรื่อง เคทบอกกับหมอนักบำบัดของเธอว่า 
“ฉันอยากให้มีตำราอาหารสำหรับชีวิต พร้อมกับสูตรที่ระบุชัดว่าเราต้องทำอะไร”
คุณหมอบอกกับเธอว่า 
“คุณก็รู้ดีกว่าใคร ว่าสูตรที่ดีที่สุดก็คือสูตรที่คุณรังสรรค์ขึ้นเอง”

และสูตรที่คิดขึ้นเองนั้น แน่นอนว่ามันย่อมต้องได้ผลดีกว่าสูตรใดๆ ‘สำหรับตัวเธอเอง’ แต่ก็อย่างที่ว่า ชีวิตนั้นคาดเดาไม่ได้ หลายสิ่งในโลกนั้นคาดเดาหรือควบคุมไม่ได้ มนุษย์ควบคุมการกระทำได้ด้วยจิตใจของตัวเอง เชฟควบคุมรสอาหารได้ในมือตัวเองลิ้นตัวเอง วาทยกรควบคุมเพลงได้ในไม้บาต็องของตัวเองหูตัวเอง ศิลปินควบคุมงานได้ในมือตัวเองความคิดตัวเอง ทว่าเมื่อต้องปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอก ปัจจัยที่ยังมาซึ่งความปรวนแปรนั้นมีมหาศาล ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากเข็ญนักที่จะบังคับให้การกระทำของเราเป็นที่พึงใจสำหรับทุกคน ให้ดนตรีฟังไพเราะในโสตทุกคน หรือให้อาหารรสอร่อยบนลิ้นทุกคน

ดังนั้น ข้อสำคัญก็น่าจะอยู่ที่ ทุกฝ่ายเข้าใจความเป็นจริง ให้โอกาสแก่กัน เปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน

และเสกสร้างสรรพสิ่งสุดความสามารถที่ตัวเองพึงมี

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

   

Image:No reservations.jpg


๑. foie gras หรือ ตับห่าน เป็นอาหารจานขึ้นชื่อของอาหารฝรั่งเศส
๒. Comme il faut หมายถึง ‘อย่างที่ควรจะเป็น’
๓. Luciano Pavarotti นักร้องอุปรากรชื่อดังของอิตาลี เพิ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๐
๔. แนวคิดแบบทฤษฎี Chaos Theory
๕. ภาพยนตร์ (๒๐๐๗) เกี่ยวกับชีวิตของเชฟสาว เคท อาร์มสตรอง ที่ต้องมาพบกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ต่างๆ นานาในโลกนอกห้องครัวของเธอ นำแสดงโดย Catherine Zeta-Jones 
๖. Leo Tolstoy นักคิดนักเขียนคนสำคัญของรัสเซีย มีงานเขียนที่มีชื่อเสียงเช่น ‘What is Art?’ 

 


นาย...

ที่ปารีสเป็นยังไงบ้าง ?
ดูเหมือนว่าตั้งแต่นายไปอยู่ที่นั่น การที่เราจะติดต่อกันได้นั้นดูมันช่างแสนลำบากยากเย็นด้วยประการทั้งปวง ฉันจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าความเป็นอยู่ของจะนายเป็นยังไง ตอนนี้สุขภาพดีอยู่ไหม เพื่อนต่างแดนเป็นเช่นไร เมื่อไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบบ่อยนัก ความพะวงต่างๆ นานาก็เกิดขึ้นเป็นอยู่เป็นระยะๆ

ฉันอยากรู้ว่าสภาพบ้านเมืองในปารีสที่นายอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ปารีสในความทรงจำของฉันนั้นรางเลือนเต็มทน 
การที่จะเข้าไปค้นความทรงจำที่เคยแจ่มชัดเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วขึ้นมาปัดฝุ่นให้มันชัดเจนและสวยสดเหมือนคราวเพิ่งได้ประสบพบเห็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม หลักฐานในรูปถ่ายเก่าๆ เหล่านั้นก็แสดงภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ยุโรปที่ดูหรูหราวิจิตร บรรยากาศเมืองดูเก่าแก่แต่ก็ไม่ล้าหลัง 

รูปเหล่านั้นพอทำให้ฉันหวนรำลึกได้ถึงลมกรรโชกที่โกรกแรงๆ เข้าใส่ขณะที่ฉันยืนอยู่บนเรือล่องแม่น้ำแซนในวันฟ้าครึ้มด้วยเมฆเทาหม่น เทพีเสรีภาพยืนอวดโฉมด้วยความสง่าผ่านสายตาไปในสักห้วงนาทีหนึ่ง ต้นไม้ริมฝั่งที่กิ่งก้านของมันดูเกือบจะโล้นเลี่ยนเพราะใบปลิดปลิวไปตามฤดูกาล และกลิ่นของอากาศหนาวเฉียบเยียบเย็นที่บางครั้งมันก็เหมือนจะกลับมาพอให้รำลึกได้เป็นลางๆ เมื่อตอนที่พยายามจะนึกถึง ทว่าฉันกลับไม่สามารถนึกบรรยากาศความคึกคักในเมืองหรือความชุลมุนบนท้องถนนได้เลย นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก อาจเป็นเพราะตอนนั้นฉันยังเด็กเกินไปที่จะสนใจเรื่องเหล่านั้น หรือไม่ก็ไม่มีอะไรประทับใจเป็นพิเศษ 
หรือไม่ก็ปารีสนั้นสุดแสนจะเงียบสงบ ?

ฉันยังไม่กล้ายืนยันสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะฉันนึกอะไรไม่ออกจริงๆ

ที่แน่ๆ ถ้าให้ฉันนึกถึงปารีสเมื่อแรกเยือนครั้งนั้นในห้วงขณะจิตนี้ ฉันจะไม่มีวันเกิดแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงให้ออกมาแบบ ‘An American in Paris’ ของ George Gershwin เป็นแน่แท้

ว่ากันว่าเกิร์ชวินได้รับแรงบันดาลใจในการประพันธ์ tone poem บทนี้จากช่วงเวลาที่เขาเดินทางไปพำนักอยู่ที่ปารีสในช่วงทศวรรศที่ ๑๙๒๐ 
ถ้าเกิร์ชวินต้องการสื่อความเป็นเมืองปารีสที่เขาพบพานผ่านบทเพลงนี้อย่างแท้จริงแล้วล่ะก็ ปารีสคงจะเป็นเมืองที่ดูคึกคักกึ่งวุ่นวายแต่ก็ดูมีชีวิตชีวา กลางวันคงสดใสเพราะนานาชีวิตบนท้องถนน และกลางคืนก็คงสว่างด้วยแสงสีงดงามละลานตา สมกับสมญานาม ‘La Ville-lumière’ ที่หลายๆ คนเรียกขาน

‘An American in Paris’ มีบรรยากาศของเพลงที่ฟังดูสนุกสนาน และดูเหมือนบางครั้งบางโอกาส ดนตรีพยายามจะแสดงสรรพเสียงแห่งความวุ่นวายบนท้องถนนในกรุงปารีสออกมา พร้อมกับบางครั้งก็ดูเหมือนจะสื่อความโอฬารและยิ่งใหญ่อย่างที่ประกาศไว้ชัดแจ้งด้วย ‘ประตูชัยแห่งปารีส’ ออกมาด้วยเช่นกัน 
แต่อย่างไรก็ดี เกิร์ชวินก็ได้รักษาสำเนียงดนตรีอเมริกันแบบของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างเต็มตัว และได้แสดงชั้นเชิงการเรียบเรียงเครื่องดนตรีออร์เคสตร้าออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

และอาจเป็นเพราะความยอดเยี่ยมเหล่านี้เองกระมัง ที่ทำให้ Alan Jay Lerner ได้เขียนบทภาพยนตร์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งแล้วร่วมมือกับผู้กำกับ Vincente Minnelli สร้างภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมขึ้นมาจนได้รับรางวัลด้านภาพยนตร์ต่างๆ มากมาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ชื่อว่า ‘An American in Paris’

นายเคยได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า ?

เรื่องราวนั้นเกี่ยวกับทหารจีไอเก่าคนหนึ่งซึ่งไปใช้ชีวิตเป็นจิตรกรอยู่ในกรุงปารีสชื่อ เจอร์รี มัลลิแกน มีเพื่อนเป็นนักเปียโนชื่อ อาดัม และเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นนักร้องชื่อ อองรี 

เจอร์รี่ได้พบกับสตรีไฮโซนางหนึ่งซึ่งต้องการจะอุปถัมภ์เขาให้ได้แสดงผลงานที่หล่อนคิดว่ายอดเยี่ยมออกมาให้สังคมได้รับรู้อย่างเป็นวงกว้าง ในขณะที่นิสัยศิลปินแบบเขาไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวพันกับหญิงหม้ายไฮโซและวงการธุรกิจมากมายนัก พร้อมๆ กับที่เขาก็ได้ไปตกหลุมรักกับเด็กสาวนาม ลิเซ ผู้ซึ่งกำลังหมั้นหมายอยู่กับอองรี ทว่าไม่มีใครรู้ถึงความสัมพันธ์หลายเส้าเหล่านี้เลย 

ดนตรีที่ประกอบทั้งหมดในเรื่องเป็นผลงานของจอร์จ เกิร์ชวิน และได้พี่ชายของเขา ไอรา เกิร์ชวิน มาเขียนเนื้อร้องให้กับเพลงประกอบหลายเพลง (เพลงที่มีชื่อเสียงเช่น ‘I Got Rhythm’ เป็นต้น) นอกจากนั้นแล้วในหนังยังมีฉากเต้นรำที่ดูเพลิดเพลินอีกมากมาย ซึ่งผู้ที่ออกแบบท่าเต้นก็มิใช่ใครอื่นหากเป็น Gene Kelly ผู้รับบทพระเอกนั่นเอง เคลลีเป็นนักแสดงและนักเต้นที่มีความสามารถมากคนหนึ่งในสมัยนั้นเลยทีเดียว 

แล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ของเรื่องก็คงจะเป็นฉากเต้นรำอันแสนอลังการความยาวกว่าสิบห้านาทีนั่นเอง!

อย่างไรก็ตาม หากพูดตามตรงแล้ว ถึงแม้จะมีบางฉากที่ฉันดูแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการเปลี่ยนจากฉากพูดปกติเป็นฉากร้องหรือเต้นอย่างตรงไปตรงมามากเกินไป แต่ก็มีอีกบางฉากเช่นกันที่ฉันรู้สึกว่ามันเป็นการเปลี่ยนที่ดู ‘เท่’ และ ‘มีชั้นเชิง’ เหลือเกิน ดูอย่างฉากเพลง ‘Tra-la-la’ ที่เจอร์รี่ผู้กำลังมีความรักกับลิเซเดินเข้ามาพร่ำรำพันใส่อาดัมที่กำลังทำงานอยู่หน้าเปียโนนั่นสิ ทุกสิ่งทุกอย่างมันค่อยเป็นค่อยไปเสียจนฉันรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่ดูเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋มากฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์เพลงเลยเชียวล่ะ

ใครก็ตามที่ยังไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักนิยมภาพยนตร์เพลงทั้งหลาย ฉันก็อยากจะแนะนำให้เขาได้หาภาพยนตร์เพลงสุดคลาสสิกเรื่องนี้มาชมสักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อประสบการณ์แห่งความอิ่มเอมใจในการชมงานขึ้นหิ้งชิ้นนี้ 

นาย...

ถึงแม้ฉันจะนึกปารีสในความทรงจำได้ไม่ถนัดถนี่นัก แต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘An American in Paris’ นั้นก็ได้ช่วยสะกิดให้ฉันนึกหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตครั้งนั้นออกมาพอสมควรเลยเหมือนกัน แม้ว่าในภาพยนตร์มันจะเป็นบรรยากาศแบบเมื่อสักห้าสิบปีมาแล้ว ทว่า ‘ความเป็นปารีส’ นั้นคล้ายว่าจะไม่จางหายไปเลยจวบจนมาถึงยุคสมัยของพวกเรา

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เจอร์รีกับลิเซออกมายืนมองเมืองจากดาดฟ้าตึก แม้จะเพียงผ่านๆ แต่ฉากทิวทัศน์ปารีสยามค่ำดูงดงาม สว่างไสว และโรแมนติก หอไอเฟลจากไกลๆ ดูตั้งตระหง่านสูงราวกับเชิดหยิ่งในความงามของเมืองที่มันตั้งอยู่ 

ลิเซพูดว่า “ปารีสทำให้คนเรามักจะลืมอะไรง่ายๆ” 
แต่เจอร์รีกลับแย้งว่า “ไม่หรอก ปารีสไม่ใช่แบบนั้น มันเหมือนจริงและสวยเกินไปจนทำให้เราลืมอะไรต่อมิอะไรไม่ลงต่างหาก เรามาที่นี่และได้เปิดใจรับ และมีวิถีของตัวเอง”

ฉันไม่มั่นใจว่าฉันจะเห็นด้วยกับความคิดของใครมากกว่ากัน ฉันอาจจะต้องกลับไปปารีสแล้วอยู่ที่นั่นนานๆ อีกสักครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองจะเกิดความคิดแบบไหน

แล้วตัวนายผู้ที่ฉันอาจเรียกขานด้วยสมญานามเชยๆ อย่าง ‘หนุ่มสยามตะลุยกรุงปารีส’ ซึ่งอยู่ที่นั่นในขณะนี้เล่า

คิดว่าปารีสเป็นแบบไหน ?

ฉัน
-ผู้คิดถึงที่นั่นทั้งในอดีตและปัจจุบัน-

(24-III-08) 

“เราเป็นมนุษย์เพราะเราจ้องมองดวงดาว หรือที่เรามองดวงดาวเพราะเราเป็นมนุษย์?”
นักปราชญ์ท่านหนึ่งเคยตั้งคำถามไว้เช่นนั้น

“แล้วดวงดาวมองเราตอบอย่างนั้นหรือ?”
คำถามเหล่านี้ดูเกือบจะไร้ความหมาย เพราะใครเล่าที่จะรู้คำตอบ 

“ขอให้เพียงได้กุมมือคุณเข้าวิวาห์ ข้ามน้ำข้ามทะเลผมก็ยอม ข้ามทวีปก็ไม่หวั่น”
ทริสตันเอ่ยปากบอกวิคตอเรียอย่างนั้น ในขณะที่เธอบอกว่าเธอกำลังจะรับปากแต่งงานกับฮัมฟรีย์

“ผมยินดีไปถึงเหมืองทองในซานฟรานซิสโก แล้วจะเอาทองหนักเท่าตัวคุณมาฝาก
ผมยินดีไปถึงแอฟริกาเพื่อเอาเพชรเม็ดเขื่องเท่ากำปั้นมามอบให้คุณ
หรือให้ผมไปอาร์คติก ไปฆ่าหมีขั้วโลกแล้วตัดเอาหัวมันมาให้คุณก็ได้”
ดูเหมือนทริสตันพยายามจะแสดงความรักเพื่อเอาชนะใจหล่อน หากแต่สิ่งที่เขากล่าวมาทั้งหมด ในสายตาของวิคตอเรียแล้วไม่ต่างอะไรกับลมปากที่ถูกพ่นออกมาจากชายยากจนผู้เพ้อเจ้อไร้สาระหวังจะพิชิตใจของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าอย่างเธอ

ณ อีกฟากของกำแพงซึ่งนำไปสู่โลกที่แตกต่าง พระราชโองการสุดท้ายของกษัตริย์แห่งสตอร์มโฮลด์กำลังจะพลิกผันชะตาชีวิตของ ทริสตัน ธอร์น ไปตลอดกาล

มีลำแสงหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนฟ้า ชวนให้คิดว่าเป็นดาวตก

“ผมจะไปนำดาวตกนั่นมาเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณ”
ทริสตันไม่รู้อีกเช่นกันว่าคำพูดอันสิ้นคิดของเขานั้นกำลังจะนำเขาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล

เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลกตกหลุมรักสตรีเลอโฉม และเข้าใจความรักเพียงการได้ตัวนางผู้เป็นที่ปรารถนามาครอบครองเท่านั้น
แต่ความคิดเขาจะเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับ ‘ดวงดาว’

“เพราะว่าข้าอาจจะรู้จักความรักอยู่บ้าง รักนั้นไร้ข้อจำกัด และรักซื้อกันไม่ได้”
สตรีผู้เป็น ‘ดวงดาว’ บอกแก่เขา

“ข้าไม่ได้จะซื้อความรัก มันเป็นวิธีพิสูจน์ความรักของข้าที่มีต่อนางต่างหาก”

“แล้วนางทำอะไรเพื่อพิสูจน์ความรักที่มีต่อเจ้า?”
คำถามนี้ทำเอาทริสตันสะอึกและพูดไม่ออก

หลังจากผ่านการถูกไล่ล่าจากทั้งทางราชวงศ์และแม่มดผู้ชั่วร้ายที่หวังจะกินหัวใจของ ‘ดวงดาว’ มาพอสมควรแล้ว
ความรู้สึกระหว่างคนทั้งสอง (หรือหนึ่งคนกับอีกหนึ่งดาว) ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป 

“รู้ไหม ที่ข้าบอกว่ารู้จักความรักเพียงน้อยนิดนั้นไม่จริงเลย 
ข้ารู้จักความรักดี ข้าเห็นมามาก ประสบพบเห็นมานับร้อยๆ ปี มันเป็นสิ่งเดียวที่ปลอบประโลมให้ข้าเผ้ามองดูโลกต่อไปได้
โลกเจ้ามีแต่สงคราม ความเจ็บปวด ความเกลียดชัง เห็นแล้วอยากจะเบือนหน้าหนี แล้วไม่หันกลับมามองอีก
ทว่าพอได้เห็นความรักในหมู่มวลมนุษย์ แม้หาจนทั่วจักรวาลนี้ก็ไม่มีวันพบเห็นสิ่งใดงดงามเท่านี้อีก”
“ข้ารู้ดีว่ารักนั้นไม่มีเงื่อนไข และยังรู้อีกว่ารักนั้นมิอาจคาดเดาได้ เหนือความคาดหมาย เหนือการควบคุม สุดจะทานทน 
แล้วก็ หลงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นความชังได้ง่าย ง่ายดายจนน่าอัศจรรย์”

แล้วนางก็บอกความรู้สึกในใจแก่ทริสตันผู้อยู่ในสภาพที่นางคิดว่าไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่นางจะพูดต่อไปนี้ได้

“หากเจ้ายอมรับใจข้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนทั้งนั้น ไม่ต้องการของขวัญใดๆ ไม่ต้องแสดงความรักมากมาย
ขอเพียงได้รู้ว่าเจ้าก็รักข้าเช่นกัน ข้าก็สุขใจแล้ว ขอเพียงเจ้ามอบหัวใจ แลกกับใจข้าดวงนี้”

ทริสตันเข้าใจทั้งหมดดี และอย่างที่กัปตันเรือเหาะเคยบอกเขาเอาไว้ครั้งหนึ่งว่า “รักแท้อยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว”

แต่การเดินทางเพื่อนำ ‘ดวงดาว’ ไปเป็นของขวัญให้วิคตอเรียยังคงดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับการหนีการไล่ล่าของแม่มดผู้ชั่วร้าย

เมื่อข้ามกำแพงที่กั้นระหว่างสองโลกไป ดวงดาวจะกลายเป็นเพียงก้อนหิน ละอองดาวก็จะกลายเป็นเพียงละอองเถ้าธุลี !

ทั้งหมดนี้ คงมีเพียงความรักที่เขาและเธอมีให้กันเท่านั้นกระมัง ที่จะช่วยให้พวกเขารอดพ้นภยันตรายเหล่านี้และได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขตามที่นึกฝันไว้ (หรืออาจจะไม่คาดฝัน)

“แล้วดวงดาวมองเราตอบอย่างนั้นหรือ?”
คำถามนี้คงมีเพียงทริสตันเท่านั้นที่รู้คำตอบ

เพราะเขาได้พบ ‘ปาฏิหารย์รักจากดวงดาว’ แล้วยังไงล่ะ

 (12-III-08)