The-Prodigy

 
 
 
1

‘Shakugan no Shana’ หรือ ‘เนตรเพลิงชานะ’ เป็นไลท์โนเวลของ ยาชิจิโระ ทาคาฮาชิ ที่ตีพิมพ์ตอนแรกออกมาในปี 2002 จนต่อมาถูกดัดแปลงเป็นอะนิเมะแล้วออกอากาศในปี 2005

เรื่องราวของ Shana เกี่ยวกับการที่มีพวกปีศาจจากมิติอื่นเข้ามากิน ‘การดำรงอยู่’ ของมนุษย์ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ โลกก็จะถึงหายนะ ดังนั้น จึงต้องมีผู้ที่มากำจัดเหล่าปีศาจเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้โลกวิบัติ

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ เด็กหนุ่มมัธยมปลาย ซาไก ยูจิ ระหว่างทางกลับบ้านในวันที่แสนสงบวันหนึ่ง เขาก็ได้พบว่าอยู่ดีๆ บรรยากาศรอบตัวก็กลายเป็นสีแดงเพลิง และทุกสิ่งดูเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ จากนั้นผู้คนรอบตัวก็ถูกเพลิงสีฟ้าลุกโชนคลุมร่าง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวปีศาจอัปลักษณ์ที่ดูดกินเพลิงสีฟ้าเหล่านั้นเข้าไป จนในที่สุดการ ‘กิน’ ของปีศาจก็ถูกขัดขวางโดยเด็กสาวผมสีเพลิงคนหนึ่ง เธอต่อสู้กับปีศาจตนนั้นจนชนะ แล้วซ่อมแซมบ้านเมืองทั้งหมดก่อนจะสลายบรรยากาศสีแดงรอบๆ นั้นให้กลับสู่สภาพปกติ

พล็อตเริ่มต้นของเรื่องดูเหมือนพล็อตเชยๆ ทั่วไป ทว่าความจริงแล้ว Shana มีความซับซ้อนอยู่ภายในพล็อตซึ่งดูแวบแรกเหมือนเชย รวมทั้งมีประเด็นหลายอย่างที่น่าสนใจ

ในตอนแรกๆ ของเรื่องนั้น อาจจะต้องใช้ความพยายามกันสักเล็กน้อยในการทำความเข้าใจศัพท์เฉพาะอันมากมายในเรื่อง 

ยกตัวอย่างเช่นเราเรียกพวกปีศาจที่กินการดำรงอยู่ของมนุษย์ว่า ‘กุเสะโนะโทโมงาระ’ เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ตัวตนและการดำรงอยู่ของพวกเขาก็จะสลายไป-สลายไปราวกับว่าไม่เคยมีพวกเขาอยู่ ความทรงจำและหลักฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ผู้นั้นจะหายไปจากโลก และเพื่อป้องกันไม่ให้สมดุลของโลกทั้งพังทลายอย่างฉับพลัน จึงต้องมี ‘ทอร์ช’ ซึ่งเป็นตัวแทนของตัวตนคนๆ นั้น เมื่อมนุษย์ถูกกินการดำรงอยู่ ทอร์ชจะเป็นเหมือนตัวแทนและค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ซึ่งก็คือการดำรงอยู่ของคนๆ นั้นจะค่อยๆ ถูกลบเลือนอย่างช้าๆ 

Alastor เคยอธิบายเหตุผลของการมีทอร์ชว่า หากพื้นดินที่เราอยู่หายไปอย่างฉับพลัน เราก็จะตกลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนพื้นดินให้กลายเป็นพื้นน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายไปทีละนิดๆ ก็จะส่งผลกระทบน้อยกว่า

ซาไก ยูจิ ก็เป็นทอร์ช...

เมื่อยูจิรู้ความจริง เขาก็ได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับความหมายเกี่ยวกับดำรงอยู่ของเขาในปัจจุบัน-ในฐานะทอร์ช และพยายามคิดหาหนทางไม่ให้การดำรงอยู่ของตัวเองต้องสลายไปอย่างไร้ความหมาย

และในที่สุดเขาก็จะได้ค้นพบวิธีการเหล่านั้นในอีกไม่นานต่อมา 

และในตอนแรก เขาก็ยังไม่ได้ค้นพบว่า ตัวเองเป็นทอร์ชที่พิเศษว่าทอร์ชอื่นๆ
 


 
2

ประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญของ Shana ก็คือเรื่องของ ‘ตัวตน’ และ ‘การดำรงอยู่’

ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของเรื่อง ยูจิกับชานะจะพูดบทสนทนาว่าด้วยตัวตนกันตลอดเวลา ถ้าจะว่ากันตามจริง การที่ยูจิพยายามตั้งชื่อ ‘ชานะ’ ให้กับนักรบสาวผมแดงหรือ Flmae Haze ผู้นี้ ก็เป็นการพยายามจะระบุและเข้าถึงตัวตนของเธอเหมือนกัน

ทว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะ Flame Haze หรือ ชานะ Torch หรือ ยูจิ ชื่อก็คงเป็นเพียง ‘คำเรียกแทน’ ของบุคคลหรือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่านั้น 

ยูจิ พยายามเรียกตัวเองว่า ยูจิ แต่ชานะกลับพยายามแย้งว่ายูจิตายไปนานแล้ว นายมันก็แค่ทอร์ช ที่เป็นตัวแทนของยูจิ แต่ยูจิก็แย้งตอบอีกว่า แต่สิ่งที่ฉันคิดที่ฉันรู้สึกรวมถึงความทรงจำทั้งหมดมันคือ ซาไก ยูจิ ชัดๆ คำตอบสุดท้ายของชานะก็คือ ก็แน่ล่ะ นายมันเป็นตัวแทนของเขานี่...

นี่จึงเป็นสิ่งที่นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับตัวตน...

คำถามที่ครอบคลุมที่สุดก็คือ “ทอร์ชซึ่งเป็นตัวแทนของคนๆ นั้น เป็นสิ่งเดียวกับตัวตนของคนๆ นั้นหรือเปล่า?”

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร สุดท้ายคนที่เป็นทอร์ชก็ต้องมอดดับและสลายหายไป รวมทั้งการ ‘เคยมีอยู่’ ของเขาก็ด้วย

ยูจิได้พยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเขา ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ค้นพบว่า แม้ว่าการเคยมีอยู่ของเขาจะเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน แต่ว่าการกระทำของเขาซึ่งส่งผลต่อผู้อื่นนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้ 

(ในช่วงประมาณตอนที่ 3 ที่เค้าตัดสินใจให้ชานะใช้ไฟชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเพื่อช่วยเหลือชีวิตนักเรียนคนอื่น เป็นสิ่งที่เขามั่นใจว่า มันเป็นการใช้การดำรงอยู่ของเขาให้เกิดประโยชน์ และแม้การเคยมีตัวตนของเขาจะสลายไป ทว่าชีวิตของทุกคนที่ยังดำเนินต่อไปได้ก็เป็นหลักฐานแสดงว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีตัวตน)
 
 
 
3

ดูเหมือนปัญหา ‘เรื่องตัวตนและการดำรงอยู่’ ใน Shana จะพยายามทำให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเรา

ไม่ว่ามนุษย์อยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อโลกเพียงใดก็ตาม นั่นก็ไม่อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

เพราะแม้ในอนาคตอีกแสนนาน ชีวิตของเราจะดับหาย การมีตัวตนจะถูกลืมเลือน แต่ผลจากการกระทำและการมีอยู่ของเรานั้นส่งไปยังสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านทั้งบุคคล กาลเวลา และสถานที่ ผนวกกับความจริงที่ว่าประวัติศาสตร์นั้นขับเคลื่อนอนาคตเสมอ

ดังนั้นการมีอยู่ของเราจึงไม่เคยไร้ความหมาย 

แล้วเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกได้อย่างไร

ในเมื่อครั้งหนึ่ง

เรามีตัวตนดำรงอยู่ในโลก

 

Ouran High School Host Club (3)

posted on 05 May 2008 20:08 by seta-brahms  in The-Prodigy

หากพูดอย่างสวยหรู, Ouran มีประเด็นเรื่องเพศแฝงอยู่มาก

หากพูดอย่างสัตย์จริง, Ouran นั้นเต็มไปด้วยเรื่องเพศ ค่อนข้างเป็นประเด็นหลัก และนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

(เรื่องเพศที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึง ความสัมพันธ์ทางเพศ แต่เป็นเรื่องเพศโดยทั่วๆไป เช่น เพศสภาวะ หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศต่างๆ อันหลากหลาย เป็นต้น)


Hikaru:left, Kaoru:right

 

ถึงแม้อยากจะหลีกเลี่ยง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า‘Host Club’ ที่ถูกเลือกมาเป็นธีมหลักของเรื่องนั้น เปิดประเด็นทางเพศและเรื่องความสัมพันธ์ของคนอย่างชัดเจน

โฮสต์คลับเริ่มบูมที่ญี่ปุ่นเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 โดยมีนักวิชาการด้านสังคมอธิบายปรากฏการณ์ว่ามันเกี่ยวข้องกับการที่ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ค่อยมีเวลาหรือไม่ค่อยได้ใส่ใจรับฟังปัญหาของผู้หญิงอย่างจริงจัง ดังนั้น โฮสต์จึงเป็นเสมือนทางออกให้กับผู้หญิงหลายคนได้ระบายความเก็บกดต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับการพูดคุย ระบายเล็กน้อย ไปจนถึงระดับการมีความสัมพันธ์ทางเพศ 

อย่างไรก็ดี โฮสต์คลับของสุโอนั้น, ถ้าว่ากันตามสิ่งที่เขาอ้าง, ก็คือการสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้หญิงในโรงเรียน (ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นการเสียดสีสังคมคนรวยอีกนั่นแหละว่า มีเวลาว่างเหลือเฟือ นิยมวัตถุและรูปลักษณ์ และมีแนวโน้มว่าจะหลีกหนีความเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่คิดที่จะสนใจความเป็นจริง โดยการหันมากรี๊ดกร๊าดกับหนุ่มรูปงามและรอยยิ้มจอมปลอม พร้อมๆ กับทำตัวราวกับว่า ‘สามัญชน’ นั้นเป็นสิ่งไกลตัวและเกือบไม่มีตัวตนอยู่ในโลกของพวกเขา)

และสมาชิกคลับเองก็ถูกสร้างให้มีลักษณะทางเพศที่หลากหลาย (เป็นการกำหนด type ชายหนุ่มเพื่อเรียกลูกค้า) อย่างเช่นให้ สุโอ เป็นลักษณะงามอย่างเจ้าชาย เคียวยะกับโมริ เป็นแบบเคร่งขรึม ฝาแฝดฮิตาจิอินเป็นแบบโฮโมเซ็กชวล (ซึ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์ความรักต้องห้ามระหว่างพี่น้องซึ่งเอาใจสาว Y ทั้งหลาย) ฮันนี่ เป็นแบบเด็กน้อยที่กระชากราคะของโชตะคอน หรือผู้มีปม 
Shotaro Complex ทั้งหลาย ไปจนถึง ฮารุฮิ ที่เป็นหนุ่มหน้าหวานราวผู้หญิง (ซึ่งก็เป็นผู้หญิงจริงๆ นี่นะ...)


Hunny

 

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีตัวละครรองอื่นๆ ที่มีปมทางเพศที่ซับซ้อน เช่น ผู้ชมจะเห็นในแวบแรกว่า พ่อของฮารุฮิเป็นกระเทย!??

คำอธิบายเกี่ยวกับพ่อฮารุฮิมีอยู่ว่า แท้จริงแล้วเขาเป็น ไบเซ็กชวล หลังจากที่แม่ของฮารุฮิตาย เขาจึงแต่งตัวเป็นหญิงแล้วทำงานที่บาร์กระเทย เพราะว่า เขาไม่สามารถจะรักใครได้เท่าแม่ของฮารุฮิอีกแล้ว... (ซึ้งมั้ยเล่า)


Ryoji Fujioka

 

นอกจากนั้นก็ยังมี ซึกะคลับ (Zuka Club) แห่งโรงเรียนสตรีเซนต์โลเบเลีย ซึ่งประกอบไปด้วยสามสาว และหัวหน้ากลุ่มดูมีลักษณะเป็น ทอม เอามากๆ ซึกะคลับนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมและเสียงกรี๊ดกร๊าดในโรงเรียนตัวเองมาก (แสดงความ Y ในหมู่เด็กนักเรียนหญิงล้วน) และเป็นกลุ่มที่เทิดทูนในความรักเพศเดียวกัน (!!!)

จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายทางเพศมากมายที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาในการ์ตูนประเภท shoujo) และคำเตือนที่สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังจะหามาดูคือ ควรจะมี ‘ภูมิต้านทานความ Y’ ในระดับหนึ่ง เพราะจะมีฉาก Y หลายรูปแบบโผล่ออกมาให้คันคะเยออยู่เป็นระยะๆ บางฉากก็อาจจะมีรสชาติแปลกๆ ยังไงชอบ กล (นี่ความเห็นส่วนตัว) ทว่ายังไงก็รับรองว่าสามารถมีชีวิตรอดกลับออกมาได้ครับ (ผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่คุ้มค่าพอที่จะดู...รวมไปถึงความฮาด้วย) 

และอย่างน้อย หากทำลายอคติทั้งหมดทั้งปวงได้ ผมคิดว่านี่เป็นอะนิเมะเบาสมองแต่หนักแน่นด้วยความสัมพันธ์อันอบอุ่นที่น่าดูเรื่องหนึ่ง

และมันอาจจะกระตุกความคิดให้เราหันมาสนใจคนรอบข้างมากขึ้นก็เป็นได้

-----------------------------------------------------------------------------------------------

มีข้อสังเกตส่วนตัวเล็กน้อยว่า Ouran กับชมรมนักสืบแคลมป์นั้น มีความคล้ายคลึงกันในหลายประการ

ถ้าไม่นับเรื่องความเป็นการ์ตูนที่ค่อนข้างมุ่งตลาดกลุ่มเด็กผู้หญิงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับพระรองก็ยังคล้ายคลึงกันในแง่ว่า ตอนแรกผ่ายหนึ่ง (พระรอง) จะเย็นชาจนกระทั่งอีกฝ่าย (พระเอก - เข้าถึงคนอื่น) จะสามารถละลายความเย็นชานั้นได้จนกลายมาเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด เรื่องของโรงเรียนแคลมป์และโอรันที่เป็นสถานที่ไฮโซและนิยมของหรูๆ เหมือนกัน (แล้วก็ชอบเปลี่ยนบรรยากาศให้กับห้องชมรมเหมือนๆ กัน) ไปจนถึงแก่นของเรื่องคือการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาด้านความสัมพันธ์ของผู้อื่น ฯลฯ

ยังไงก็ตาม ทั้งสองเรื่องก็เป็นเรื่องที่น่าดูและอบอุ่นทั้งคู่ครับ 

 

Ouran High School Host Club (2)

posted on 05 May 2008 18:49 by seta-brahms  in The-Prodigy

   

ทามากิ สุโอ จะว่าไปแล้วก็เป็นบุคคลที่ค่อนข้างจะ narcissistic อยู่เหมือนกัน แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างคลับกลับเป็นนิสัยส่วนตัวของเขามากกว่า แม้ดูภายนอกจะเป็นคนที่ทำตัวเหมือนเด็กๆ คิดเล็กคิดน้อย และไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง (ตกหลุมรักกับฮารุฮิแท้ๆ แต่ดันนึกว่ารักเขาแบบลูก) ทว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถในการเข้าใจคนอื่นและเข้าถึงคนได้ หลักฐานก็คือ การที่เขาสามารถลากคนเย็นชาหลายคนเข้ามาเข้ากลุ่มได้สำเร็จ อย่างเช่น เคียวยะ หรือ ฝาแฝดฮิตาจิอิน นอกจากนี้ยังแสดงความสามารถในการช่วยเหลือคนหลายต่อหลายครั้ง

ความสามารถนี้ ฮารุฮิ เองก็มีอยู่เต็มเปี่ยมเหมือนกัน ทั้งสุโอและฮารุฮินี่แหละที่เป็นคนค่อยๆ เชื่อมความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่น และคนอื่นกับคนอื่นเข้าด้วยกันได้ 

ดังนั้นประเด็นหลักของ Ouran จึงดูเหมือนจะเล็งเป้าไปที่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนเสียมาก แม้ว่าตัวโฮสต์คลับเอง, หากมองแบบผิวเผิน, อาจดูเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันฉาบฉวย (ระหว่างโฮสต์กับลูกค้า) แต่ด้วยการกระทำของสมาชิกคลับซึ่งนำโดยสุโอแล้ว ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้คนรอบตัวเสียมาก ยิ่งเมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ผู้ชมจะสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งมีแนวโน้มไปทางสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น และสามารถละลายกำแพงน้ำแข็งที่ปิดกั้นแต่ละคนเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝาแฝดฮิตาจิอินที่สามารถเปิดใจรับผู้อื่นได้มากขึ้น (มันเริ่มต้นที่ ฮารุฮิ เป็นคนแรกที่สามารถแยก ฮิคารุ/คาโอรุ ออกว่าใครเป็นใคร) และเคียวยะที่เย็นชาน้อยลง (แต่ก็ยังคงเย็นชาอยู่)  

ความน่าประทับใจของ Ouran จึงอยู่ที่การยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างๆ นั่น เอง มีตั้งแต่ระดับเพื่อน ระดับครอบครัว ระดับพี่น้อง แม้กระทั่งระดับคู่รัก

อย่างไรก็ตาม Ouran ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงการที่คนๆ หนึ่งเข้าไปช่วยเหลือคนอีกคนหนึ่งเท่านั้น เรื่องยังพยายามแสดงให้ผู้ชมเห็นถึง ‘สาเหตุ’ และ ‘เบื้องหลัง’ ของพฤติกรรมของตัวละคร จะสังเกตได้ว่าเมื่อดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ เรื่องจะค่อยๆ เผยอดีตและเบื้องหลังของกลุ่มตัวละครเอกออกมา เพื่อชี้ให้เห็นถึงเรื่องราวในอดีตที่ก่อให้เกิดปมในจิตใจอันส่งผลต่อการกระทำหรือพฤติกรรมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น สุโอ ผู้ซึ่งพรากจากแม่ (ซึ่งเป็นบ้านเล็ก) เคียวยะ ผู้ซึ่งถูกคาดหวังจากตระกูล แม้ว่าจะพยายามเพียงไรก็ถูกเหยียดจากคนในตระกูลอยู่ดี หรืออย่างฝาแฝดฮิตาจิอินที่รู้สึกเหมือนว่าทั้งโลกมีเพียงพวกเขาแค่สองคน หรือแม้กระทั่งการที่ฮารุฮิเป็นเด็กที่เสียแม่ไปตอนเด็กก็ด้วย 

จากประเด็นดังที่กล่าวมานี้ ดูเหมือน Ouran จะบอกเราเป็นนัยๆ ว่า นอกจากการพยายามทำความเข้าใจคนอื่นจากการใช้ชีวิตประจำวันด้วยกันแล้ว ‘ความหลัง’ หรือ ‘เรื่องราวแต่หนหลัง’ ของผู้คนรอบตัวเรา ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยทีเดียว...

 

Ouran High School Host Club (1)

posted on 05 May 2008 16:58 by seta-brahms  in The-Prodigy
เมื่อประตูเปิดออก ก็พบว่า...

นั่นคือ Host Club!
 
 
Ouran High School Host Club logo.
 

“โรงเรียนเอกชนโอรันแห่งนี้ คือสถานศึกษาแหล่งรวมผู้มีชาติตระกูล รวยทรัพย์สิน และมีเวลาเหลือเฟือ อนึ่ง โอรันโฮสต์คลับแห่งนี้ไม่ใช่คลับของเหล่าเด็กหนุ่มรูปงามผู้ว่างจัด หรือเป็นคลับของเด็กนักเรียนสาวเปล่าเปลี่ยวใจแต่อย่างใด แต่เป็นสถานเริงรมย์อันเลิศหรูของโรงเรียนอภิมหาเศรษฐี...”
 
 
Ouran Private Academy
 
 
สารภาพกันตามตรง, ตอนที่ได้ยินเรื่องย่อของอะนิเมะเรื่องนี้ผมรู้สึกเฉยๆ และไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องสนุกสนานน่าดูอะไร และดูเหมือนจะเป็นการ์ตูนขายหนุ่มหน้าหวานสำหรับผู้หญิงเสียมากกว่า แต่พอได้ยินเสียงเชียร์และเสียงรบเร้าจากสื่อต่างๆ พร้อมทั้งคำยุยงของคนขายการ์ตูน จึงได้ลองซื้อวีซีดีมาดูหนึ่งแผ่นอย่างเฉยชาและเตรียมใจรับความน่าเบื่อ (เป็นอคติส่วนตัวที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง)

ผลปรากฏว่า, แค่ครึ่งตอนแรก, ผมก็รู้สึกถูกใจอย่างบอกไม่ถูก แล้วพอยิ่งดูก็ยิ่งมองเห็นสเน่ห์บางอย่างในอะนิเมะเรื่องนี้

เอาล่ะ ผมขอเล่าเรื่องย่อๆ ของตอนแรกให้ฟัง...

ฟูจิโอกะ ฮารุฮิ เป็นนักเรียนทุนที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนโอรัน (แปลว่าเป็นเด็กเก่ง+ฐานะต่ำต้อยกว่าเด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียน) ในวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังต้องการหาห้องเงียบๆ เพื่ออ่านหนังสือในโรงเรียน เธอก็พลัดหลงเข้าไปในห้องดนตรีที่ 3 (คือโรงเรียนมีห้องสมุดอยู่ประมาณ 4 ห้องแต่ทุกห้องก็จ๊อกแจ๊กจอแจถึงขนาดที่เธอบ่นออกมาว่า “พวกเด็กรวยเนี่ย ท่าทางมาเล่นมากกว่าเรียนแหงๆ เลย”) และเมื่อเธอผลักประตูสีน้ำตาลทึมบานนั้นเข้าไป เธอก็พบว่า...

...นั่นคือ โฮสต์คลับ...
 


 
 
ฮารุฮิ, ในวันนั้น ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ (ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีเงินซื้อเครื่องแบบราคาสามแสนเยน) แต่งตัวมอมแมม ไว้ผมสั้นกระเซอะกระเซิง (จริงๆ ผมยาวแต่ตัดทิ้งเพราะโดนเด็กแกล้งเอาหมากฝรั่งมาติดผม) ใส่แว่นหนาเตอะตามสไตล์เด็กเรียน และดูเหมือนเด็กผู้ชายเป็นอย่างยิ่ง (จนทุกคนเข้าใจผิดกันเกือบหมด), ถูกคนในชมรมรุมแซว จนกระทั่งตั้งตัวไม่ติดและบังเอิญไปทำแจกันยุคเรอเนสซองส์ราคาแปดล้านเยนตกแตก! ทามากิ สุโอ ผู้เป็นประธานชมรมจึงได้บังคับให้เธอเข้ามาทำงานเป็น ‘น้องหมา’ หรือ ‘เบ๊จิปาถะ’ ของชมรมเพื่อชดใช้หนี้ แต่การณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อสุโอได้เห็นใบหน้าฮารุฮิตอนที่ถอดแว่น เขาจึงได้เปลี่ยนคำสั่งใหม่ให้เธอมาทำงานเป็นโฮสต์แทน (เพราะทางคลับเห็นว่าใบหน้าน่ารักราวเด็กผู้หญิงนั่นน่าจะช่วยเรียกแขกและทำกำไรได้มหาศาล) ซึ่งตอนหลัง เมื่อทุกคนรู้ความจริงว่าฮารุฮิเป็นผู้หญิง จึงต้องช่วยกันปกปิดความลับอย่างเต็มที่ และดูเหมือนฮารุฮิเองก็เต็มใจ (เห็นเป็นเรื่องสนุก) ดังนั้นเรื่องวุ่นๆ ทั้งหลายจึงได้เกิดขึ้น
 
 
230px‎
 
 
อันที่จริง Ouran High School Host Club (ขอเรียกย่อๆ ว่า Ouran) มีพล็อตเรื่องพื้นฐานตามแบบหนังหรือนิยายแนว Screwball Romantic Comedy และความตลกของมันก็อิงพื้นฐานอยู่กับเรื่องของ ‘ชนชั้น’ ซึ่งออกจะเป็นแนวตลกเสียดสี

เรื่อง Ouran มีความจงใจชัดเจนที่จะวาดภาพสังคมไฮโซ (แบบเว่อร์ๆ) ขึ้นมา และด้วยการที่มันมีลักษณะของ ‘ความเป็นการ์ตูน’ สูง มันจึงได้รับการขับเน้นความไฮโซขึ้นมาด้วยสถาปัตยกรรมของโรงเรียนที่เป็นแบบยุโรป การฉายภาพดอกกุหลาบ, ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความหรูหราและความรักหวานโรแมนติกแบบฝรั่ง, อยู่บ่อยๆ การใช้ดนตรีประกอบที่เป็นดนตรีออร์เคสตร้าสำเนียงกระเดียดไปทางดนตรีบาโรค (ซึ่งเป็นตัวแทนของความหรูหราในราชสำนักในยุโรปเมื่อสามสี่ร้อยปีก่อน) รวมถึงสร้างบุคลิกของตัวละครเอกหลายตัว เช่น สุโอ ให้เป็นไฮโซหนุ่มที่มีลักษณะภายนอกแบบเจ้าชายฝรั่งคือมีผมสีทองและดูสมาร์ต (แถมความเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสให้ด้วย ยิ่งช่วยกันย้ำความไฮโซให้มากยิ่งขึ้น) และเป็นผู้ที่หลงใหลใน ‘วิถีชีวิตแบบสามัญชน’ 

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงแรก, ตอนที่ฮารุฮิถูกใช้ไปซื้อกาแฟมานั้น เธอดันไปซื้อกาแฟสำเร็จรูปมา จนทำให้เกิดความพิศวงงงงวยกันทั้งลูกค้าและทั้งสมาชิกคลับว่า มันคืออะไร!? 
 
เมื่อเธอให้คำตอบว่ามันคือ “กาแฟสำเร็จรูป” ก็เกิดความฮือฮาและตื่นเต้นกันทั้งคลับ

“กาแฟแบบบ้านๆ ที่สามัญชนเค้ากินกันน่ะเหรอ?”

“งั้นที่เค้าว่าคนธรรมดาต้องทำงานหนักขนาดไม่มีเวลามาบดเมล็ดกาแฟเองก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ”

ฯลฯ

สุดท้าย เมื่อสุโอตัดสินใจจะลองดื่ม จึงถึงกับต้องมีโชว์สาธิตการชงกาแฟแบบสามัญชนขึ้นมากันเลยทีเดียว!

จะเห็นได้ว่า นี่มันคือการจงใจเสียดสีคนรวยชัดๆ (จริงๆ แล้วมันก็อาจจะดูเว่อร์ไปหน่อยที่ไม่รู้จักกาแฟสำเร็จรูปกัน แต่ความฮามันก็อยู่ตรงนี้แหละครับ) และนอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ เช่น การที่คลับพากันแอบไปดูบ้านฮารุฮิแล้วตื่นเต้นกับอพาร์ตเมนต์ และก็ยังตื่นเต้นกับการไป ‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสามัญชน’ ด้วย

ความแตกต่างระหว่างฐานะของฮารุฮิกับคนรอบตัวนั้นเป็นองค์ประกอบหลักของเรื่องก็จริงอยู่ แต่ว่าสิ่งที่มีบทบาทที่สุดในการดำเนินเรื่องก็น่าจะเป็น ลักษณะนิสัยของสุโอนี่แหละ...
 
“ยามเมื่ออนธกาลฉายฉานในจิตใจ โชเน็นแบ็ตจึงพลันปรากฏกายออกมา...”
 
 


 

โดยส่วนตัว, ผมคิดว่า ‘Paranoia Agent’ เป็นอะนิเมะที่สามารถสะท้อนปัญหาร่วมสมัย แสดงปัญหาตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลไปจนถึงระดับสังคมวงกว้าง รวมทั้งเปิดโปงปมจิตวิทยาของมนุษย์ในอย่างมีชั้นเชิงและชาญฉลาดเป็นที่สุด

ซาโตชิ คง (Satoshi Kon) สร้างทีวีซีรีส์ความยาว 13 ตอนเรื่องนี้ประมาณปี 2004 (หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ Perfect Blue, Millennium Actress และ Tokyo Godfathers มาแล้ว) โดยเสมือนเป็นการเก็บตกไอเดียบรรเจิดทั้งหลายที่ไม่ได้ใช้ในงานที่ผ่านๆ มา เอามาเรียบเรียงใหม่แล้วผูกเรื่องเป็นแนวไซโค/แฟนตาซี สืบสวนสอบสวน ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และเกี่ยวข้องกับปมจิตวิทยา

ตามความหมายในพจนานุกรม‘paranoia’ มีความหมายว่า 

“a mental condition characterized by delusions of persecution, unwarranted jealousy or exaggerated self-importance, typically elaborated into an organized system.It may be an aspect of chronic personalty disorder, of drug abuse, or of a serious condition such as schizophrenia in which the person loses touch with reality.” 

จากหัวชื่อเรื่องก็อาจจะเดาได้ไม่ยากว่า ตัวเนื้อเรื่องจะต้องเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับอาการพารานอย (หรืออาจจะถึงขั้นพารานอยหมู่กันเลยก็ได้) ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากความจริงแต่อย่างใด แต่เนื้อเรื่องลึกๆ แล้วมันน่าสนใจและน่าติดตามมากกว่านั้น

 

From left to right: Shogo, Yuichi, Taeko, Mitsuhiro, Maria, Ikari, Kawazu, Harumi, the old woman, Hirukawa, and Tsukiko

 

เรื่องราวเริ่มต้นที่ ซึคิโกะ ซากิ, ผู้ออกแบบ ‘มาโรมิ’ ตัวการ์ตูนมาสค็อตที่น่ารักโดนใจชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ, กำลังเคร่งเครียดและวิตกกังวลเพราะกำลังถูกทางบริษัทกดดันและเร่งงานให้ออกแบบตัวละครตัวใหม่ที่สามารถโดนใจชาวญี่ปุ่นโดยไม่แพ้มาโรมิให้ได้โดยเร็วที่สุด ความกดดันในใจของเธอดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อสารพัดทุกอย่างรุมเร้า, ท่ามกลางความมืดและวังเวงของลานจอดรถตอนค่ำ, เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโรลเลอร์เบลดไถลล้อกับพื้นใกล้เข้ามา และรู้สึกเหมือนถูกของแข็งฟาดที่ศีรษะอย่างแรงจนสลบ 

เมื่อตำรวจสอบปากคำเธอตอนที่เธอได้สติ เธอบรรยายลักษณะของคนร้ายว่า เป็นเด็กประถมสวมรวมรองเท้าสเก๊ตถือไม้เบสบอล

หลังจากนั้นข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่ว จนเกิดข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับผู้ร้ายรายนี้ขึ้นมามากมาย และสมญานามของผู้ร้ายรายนี้ก็คือ ‘โชเน็นแบ็ต’ (Shounen Bat) 

เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยมี โชเน็นแบ็ต, ซึคิโกะ ซากิ, มาโรมิ, นักสืบอิคาริ และนักสืบมานิวะ เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่องโดยภาพรวม ทว่าในแต่ละตอนของซีรี่ส์นั้น ซาโตชิ คง ได้ใช้วิธีการนำเอาตัวละครรองของแต่ละตอนไปเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่องของตอนต่อไป และความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ ที่ปรากฏออกมาก็ค่อยๆ ทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันเรื่องก็พยายามโฟกัสที่ตัวตนของโชเน็นแบ็ต ว่ามันคือใคร และจุดประสงค์ของมันคืออะไร

หลังจากข่าวลือเรื่องโชเน็นแบ็ตแพร่กระจายออกไป ดูเหมือนว่ามีใครสักคนหรือไม่ก็อะไรบางอย่างทำให้เด็กประถม ไทระ ยูอิจิ, ผู้ซึ่งเป็นนักเรียนระดับท็อปโรงเรียน, ถูกคนทั้งโรงเรียนรุมป้ายสีว่าเป็นโชเน็นแบ็ต และตัวเขาเองก็เคร่งเครียดว่าภาพลักษณ์ของตัวเองถูกทำลาย จนกระทั่งพยายามไปเหมาเอาว่า โชโงะ อุชิยามะ, เด็กอ้วนคนหนึ่งซึ่งกำลังลงสมัครชิงตำแหน่งประธานนักเรียนแข่งกับเขานั้นเป็นตัวการ และนำไปสู่การแสดงความรังเกียจอย่างเปิดเผยและไปรังแกอุชิยามะ และในที่สุดทั้งสองคนก็โดนโชเน็นแบ็ตทำร้าย

และต่อจากนั้นมา ก็มีเหยื่อเคราะร้ายเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกเรื่อยๆ

จุดร่วมอย่างหนึ่งของเหยื่อที่ผู้ชมสามารถสังเกตได้คือ เหยื่อทุกรายจะเป็นบุคคลที่กำลังอยู่ในสภาวะกดดัน เคร่งเครียดจนสุดจะทานทนและหาทางออกไม่ได้ และจากข้อสังเกตของนักสืบมานิวะก็คือ เหยื่อทุกรายดู ‘ผ่อนคลาย’ มากขึ้นหลังจากโดนทำร้าย (ในช่วงแรกๆ ของซีรี่ส์ที่ไม่มีเหยื่อคนใดเสียชีวิต)

จากข้อสังเกตของทั้งผู้ชมและจากตัวละครในเรื่องนั้นมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ข้อสันนิษฐาน 2 ประการ ประการแรก โชเน็นแบ็ตอาจไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นแค่ ‘พารานอยหมู่’ ของคนในสังคมที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสารพัน อีกประการหนึ่งก็คือ โชเน็นแบ็ตเป็นอะไรบางอย่างที่มีความสามารถล่วงรู้ถึงปัญหาและอาการจนตรอกของคนๆ หนึ่งและเข้าไปช่วยเหลือหาทางออกให้โดยการทำให้ได้รับบาดเจ็บ (เหยื่ออาจมีความรู้สึกต้องการทางออก อยากสลายตัวตน อยากตาย ฯลฯ)

อย่างไรก็ดี ผมคงไม่อาจสามารถเฉลยตอนจบได้ เพราะอยากให้ท่านได้ไปหามาชมเอง... (ขออนุญาตแนะนำให้ไปหาชมเป็นอย่างยิ่ง)

 

   

 

ความน่าสนใจอะนิเมะเรื่องนี้ก็คือ การที่องค์ประกอบต่างๆ ของเรื่องนั้นผูกติดอยู่กับบริบททางสังคมอย่างเห็นได้ชัด เช่นปัญหาสภาพสังคมปัจจุบันที่ทำให้ถูกคนต่างกดดันและถูกบีบคั้นจากการงาน ความลักลั่นกำกวมทางศีลธรรมของสังคม วัฒนธรรมโอตาคุและโมเอะ ปัญหาเศรษฐกิจอันนำไปสู่การประกอบธุรกิจมืด (ถึงขนาดตำรวจกลายเป็นโจรเสียเอง) ปัญหา Internet Suicide Pact (คนแปลกหน้านัดเจอกันทางอินเทอร์เน็ตเพื่อไปฆ่าตัวตาย) ปัญหาระดับเด็กนักเรียน (แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่) ความเคร่งเครียดเรื่องการสอบของเด็กวัยนักเรียนนักศึกษา (มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ เด็กคนหนึ่งเตรียมสอบอย่างบ้าคลั่งถึงกับอาเจียนสำรอกออกมาเป็นสมการ!!) และปัญหาอื่นๆ ทึ่เป็นผลกระทบมาจากสภาพสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน (ซึ่งมีต้นตอสาเหตุมาจากการแพ้สงครามโลก)

ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่ตัวละครหลายตัวถูกสร้างให้มีปมปัญหาหรือความผิดปกติทางจิตในแบบต่างๆ กัน เช่น การที่ฮารุมิ โชโนะ มีความผิดปกติแบบ DID (Dissociative Identity Disorder) หรือ MPD (Multiple Personality Disorder) โชโนะเป็นนักศึกษา (น่าจะปริญญาโท) ที่ยามปกติก็เป็นผู้หญิงแสนดี แต่ทว่าเธอมีอีกตัวตนหนึ่งที่เธอไม่รู้จักคือ ‘มาเรีย’ โสเภณีงามเมือง ซึ่งทั้งโชโนะและมาเรียก็กำลังพยายามต่อสู้กันเพื่อทำลายตัวตนของอีกฝ่าย (นอกจากนี้เธอก็มีความสัมพันธ์ต่อตัวละครอื่นๆ ที่อาจคาดไม่ถึง)

ปัญหาทางจิตอื่นๆ ก็อาจจะมีเช่น จิตใจที่ไม่ดีและอาการกึ่งๆNarcissism  ของยูอิจิ หรือปมด้อยในใจเมื่อไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆ ได้อย่างในตอนที่มีแม่บ้าน 4 คนยืนกอสซิปกันเรื่องโชเน็นแบ็ต มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าร่วมวงกับคนอื่นได้อย่างเต็มที่และสุดท้ายโดนกันออกจากกลุ่ม (เนื้อหาของตอนๆ นี้เหมือนกับจะต้องการแสดงให้เห็นชีวิตกอสซิปของเหล่าแม่บ้านกับการสร้างข่าวลือโดยอาศัยโชเน็นแบ็ตเป็นสื่อ ซึ่งตอนจบของตอนนี่ผมว่าเด็ดถึงใจและสะใจจริงๆ) 

จุดเด่นอีกอย่างในงานของ คง นั้น ก็น่าจะเป็นการตัดสลับระหว่างภาพเหตุการณ์จริงกับภาพในความฝันหรือจินตนาการ ทำให้เส้นแบ่งของความของความจริงกับความฝันนั้นพร่าเลือนหรืออาจถึงขั้นสลายไปได้ ยกตัวอย่างเช่น คดีที่เด็กม.2 ที่ถูกเชื่อว่าโชเน็นแบ็ตปรากฏตัวออกมานั้น อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นการผจญภัยในเกมอาร์พีจีและนำไปสู่เงื่อนงำชิ้นใหม่ หรืออย่างคดีที่ทีมงานแอนิเมชั่นถูกฆาตกรรม ก็มีการตัดสลับไปมาระหว่างความจริงของคนขับรถที่กำลังจะหลับในกับความฝันหรือความหลัง ซึ่งดูเป็น flashback ที่ข้ามไปข้ามมาหลายพรมแดน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ผู้ชมจะแยกแยะออกได้ว่าอะไรคือความจริงแท้ หรืออย่างเหตุการณ์ที่โผล่ออกมาช่วงแรกสุดและก็นำไปสู่การคลี่คลายปมของเรื่องก็คือการที่มาโรมิ (ซึ่งเป็นตุ๊กตา) จะพูดคุยกับซากิตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นภาพพร่าเลือนระหว่างความจริงกับจินตนาการของซากิหรือไม่ก็เป็นอาการทางจิตของเธอเอง

 

Paranoia Agent


นอกจากนี้แล้ว Paranoia Agent ยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมาย อย่าง ‘มาโรมิ’ นั้นก็แสดงตัวอย่างชัดเจนว่าเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมโอตาคุที่ลุกลามในประเทศญี่ปุ่น และการที่ซากิจะต้องพกตุ๊กตามาโรมิติดตัวตลอดเวลาหรือพูดคุยกันในหลายๆ โอกาสนั้นก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงปมในใจบางอย่างของซากิ หรืออย่างฉากในตอนท้ายๆ ของเรื่องที่นักสืบอิคาริได้เข้าไปติดอยู่ในโลกที่ทุกอย่างเป็น 2 มิตินั้น ได้มีผู้ตีความว่ามันเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางศิลปะที่เรียกว่า ‘Superflat’ ซึ่งในที่นี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการหลีกหนีความจริง ลดทอนมิติของสิ่งต่างๆ รอบตัว เลือกมองเฉพาะมุมมองที่ตัวเองอยากเห็น 

และหากจะว่ากันตามจริง โชเน็นแบ็ต เองก็เป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ที่รอการพิสูจน์นิยามเมื่อถึงตอนที่ปริศนาทุกอย่างคลี่คลาย นอกจากนี้ก็ยังมีสัญลักษณ์อื่นๆ อีกมาก โดยสามารถสังเกตได้จากวัตถุหรือตัวละคร (ทั้งสิ่งสมจริงและสิ่งเหนือจริง) ที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับเงื่อนไขของเหตุการณ์ต่างๆ

 


 

อย่างไรก็ดี Paranoia Agent ได้ผูกเรื่องขึ้นมาโดยยึดสถานการณ์ทางสังคมของญี่ปุ่นปัจจุบันเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่ามันเป็นความจงใจของ คง ที่ต้องการจะสะท้อนภาพสังคมและปัญหาสังคมอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งองคาพยพของสังคม (ปัญหาระดับปัจเจกก่อปัญหาสังคม และปัญหาสังคมก่อปัญหาระดับปัจเจก เกี่ยวข้องวนเวียนกันเป็นวงจรอุบาทว์เรื่อยไป) ซึ่งน่าจะเป็นการสื่อสารบางอย่างต่อผู้ชม อาจจะอยากให้เราเข้าใจ paranoia ให้เรามองเห็นปัญหาของพวกเรา ช่วยกันคิดหาทางแก้ไข ให้เราเห็นใจซึ่งกันและกัน และยืดอกยอมรับไม่หลีกหนีความเป็นจริง

อย่างที่ในตอนท้ายๆ ที่นักสืบอิคาริหลบหนีออกมาจากโลกสองมิตินั่นได้ เขาพูดว่า

“โลกที่ไม่มีที่ให้ฉันยืนอยู่นั่นแหละ คือโลกของฉัน...”