The-Tower-of-Babel

The Merchant of Venice

posted on 07 Apr 2008 16:35 by seta-brahms  in The-Tower-of-Babel

ชื่อแปลไทยที่สุดแสนงดงามอลังการก็คือ “เวนิสวาณิช”

“เวนิส” กับ “วาณิช” สองคำนี้ฟังดูละม้ายคล้ายคลึงกันมากจนเสียพอจับมาเรียงกันทำให้อ่านออกเสียงแล้วแอบรู้สึกชื่นชมผู้คิดชื่อนี้ยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมทราบ สองคำนี้ไม่ได้มีรากศัพท์มาจากที่เดียวกันแต่อย่างใด…

เวนิส หรือ Venice ที่จัดว่าเป็นเมืองหนึ่งของอิตาลีนั้นคนอิตาลีเขาเรียกว่า “Venezia” (ภาษาละตินว่า Venetia) 
(ไว้ถ้ามีโอกาส ผมอยากจะเล่าถึงเมืองเวนิสอันสวยงามนี้ให้ท่านได้ฟัง)

ส่วน “วาณิช” นั้น เป็นคำที่มักถูกกล่าวคู่กับ “พ่อค้า” กลายเป็น “พ่อค้าวาณิช” อันหมายถึงผู้มีอาชีพค้าขาย

บทเรียนภาษาแขกเบื้องต้นที่เรียนในชั้นมัธยมนั้นบอกเราว่า ว แหวน กับ พ พาน นั้น ในบางโอกาสใช้แทนกันได้ --- คือแปลว่า มันมีความหมายเหมือนกัน
เช่น วัฒนา - พัฒนา เป็นต้น

ดังนั้น “วาณิช” กับ “พาณิช” จึงมีความหมายเหมือนกันนั่นเอง

ทีนี้ มันจะมีข้อแตกต่างกันอีก ตรงที่มี “ย์” แถมเข้ามาด้วย
ผมค้นในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ พบข้อความดังต่อไปนี้

พาณิช น. พ่อค้า. (ส., ป. วาณิช).
พาณิชย-, พาณิชย์ น. การค้าขาย;….. (ส. วาณิชฺย; ป. วาณิชฺช).
วาณิช, วาณิชกะ น. พ่อค้า,….. (ป.,ส.).
วาณิชย์ น. การค้าขาย. (ส.)

ตามนี้แหละครับ --- ประมาณว่าไม่รู้จะอธิบายเพิ่มเติมยังไงอีก
(ลืมบอก “น.” แปลว่า คำนาม “ส.” คือ สันสกฤต และ “ป.” คือ บาลี”)

คราวนี้ ลองสลับเป็นภาคภาษาฝรั่งกันดูบ้าง
พ่อค้า ภาษาอังกฤษเรียก “Merchant” คำนี้น่าสนใจมากทีเดียว

เอาล่ะ ขออนุญาตอ้างอิงเทพปกรณัมกรีกโรมันอีกซักรอบ…

ตามตำนานเล่าว่าเทพบุตรองค์นี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการ มาดเข้มหุ่นดี บาดใจสตรียิ่งนัก สวมหมวกมีปีกกับรองเท้ามีปีก ถือคทา Caduceus (ไม้เท้ามีปีก และมีงู ๒ ตัวพันอยู่โดยรอบ ปัจจุบันถูกใช้เป็นตรากระทรวงสาธารณสุข) มีความสามารถเดินเหินได้อย่างรวดเร็วกว่ากามนิต เป็นเทพผู้คุ้มครองนักเดินทาง เป็นเทพแห่งการค้าขาย และยังเป็น messenger ให้กับเหล่าเทพาเทพีอีกด้วย เขามีชื่อกรีกว่า “Hermes” ชื่อโรมันว่า “Mercury”

ก่อนจะไปต่อ ขอแวบออกขอบเรื่อง (ยังไม่นอกเรื่อง) สักครู่…

กลัวจะมีใครมาบอกว่า ไหนว่า Mercury เป็นเทพเห่งการค้าไง แล้วทำไมถึงเอาไม้เท้าของอาเฮียแกไปเป็นสัญลักษณ์กระทรวงสาธารณสุขไปได้ ? --- เรื่องมันยาวมาก

คือว่าเดิมทีไม้ Caduceus นี้เป็นของเทพอะพอลโล (Apollo) เทพหุ่นนายแบบอีกผู้หนึ่ง (นอกจากหน้าตาดีแล้วยังคาสซาโนว่าสุด ๆ อีกต่างหาก) เป็นเทพแห่งการทำนาย การรักษา และการดนตรี 
มีเรื่องเล่าอยู่ว่า วันหนึ่ง ขณะที่อะพอลโลกำลังเดินเล่นเที่ยวชมมะลมเตมะโลโตโปเปมะลูตูอยู่ที่อาร์คาเดีย (Arcadia --- บ้านเกิดของ Hermes) ด้วยสายตาอันยาวไกลและกว้างไกลของเทพ ก็ดันเหลือบไปเห็นงู ๒ ตัวกำลังไฟ้ติ้งกอดรัดฟัดเหวี่ยงอีรุงตุงนังอย่างเมามันกันอยู่ ด้วยการที่ต้องรักษาค็อนเส็ปต์แห่งเทพ อะพอลโลจึงได้ใช้ไม้เท้าที่ถืออยู่ไปแยกงูทั้งสองออกจากกัน ด้วยประการฉะนี้ ผู้คนจึงเหมาให้ไม้เท้านี้กลายเป็นไม้เท้าแห่งความสงบสุขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา Hermes สามารถประดิษฐ์พิณเครื่องแรกของจักรวาล (มั้ง) ขึ้นมาได้ โดยเอาเอ็นวัวมาขึงกับกระดองเต่า (ห้ามอ่านผิด!!) แล้วนำไปแลกกับไม้ Cadaceus ของอะพอลโล กรรมสิทธิ์ของสองสิ่งนี้จึงถูกแลกเปลี่ยนกันอย่างสมบูรณ์ (คาดว่าปีกที่ติดอยู่ที่ไม้นั้้นน่าจะถูกติดตอนที่มาอยู่กับ Hermes เพราะไหน ๆ ทั้งรองเท้าทั้งหมวกก็ติดปีกแล้ว เลยติดที่คทาอีกอันให้มันครบเซ็ตไปเลย) 

ต่อมาในวงการแพทย์ก็ได้มีการนำไม้ Cadaceus นี้ มาเป็นสัญลักษณ์แห่งการรักษา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ตั้งแต่ยังมีการใช้โหราศาสตร์ทำนายดวงดาวมาเป็นกระบวนการรักษาผู้ป่วยโน่น จนวิวัฒนาการใช้และความนิยมมาถึงปัจจุบันจนกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราเอามาใช้มั่ง (จริง ๆ มันมีเรื่องของ คทาแห่ง Asclepius อยู่อีกที่มีหน้าตาคล้าย ๆ กันเพียงแต่ไม่มีปีกติดอยู่ ในองค์การแพทย์ในโลกหลายองค์กรก็นิยมเอามาใช้แทนที่ Cadaceus เพื่อให้ Cadaceus เป็นสัญลักษณ์ในเชิงการค้าพาณิชย์ตาม Hermes)

เอาล่ะ ๆ จบเรื่องงูไม้มีปีกตีกันลงไปได้ --- เอ้ย ๆ มั่วแล้ว ๆ 

ยาวเกิน…

กลับมาที่ Mercury 
ภาษาละตินเขาพูดว่า “Mercurius” รากศัพท์มาจาก “merx” แปลว่า “สินค้า”

ทุกท่านครับ…. มันมาแล้ว!

“merx” มีรูปกริยารูปหนึ่งว่า “mercari” แปลว่า “ซื้อ” ซึ่งผันได้อีกกลายเป็นคำว่า “mercatere”
ต่อมาจึงได้ไปปรากฏในภาษาฝรั่งเศสโบราณในรูป “marcheant” ซึ่งกลายเป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษเช่น merchant merchandise commerce เป็นต้น

“market” เองก็เช่นเดียวกัน (เนื่องมาจากภาษาละตินนั้นเป็นจอม “ผัน” คำ ผันไปผันมาผันผวนมั่วตั้วไปหมด) จาก “mercari” ก็เอามาผันต่อเป็นคำนามได้อีก “marcatus” ซึ๋งต่อมาภาษาอังกฤษก็รับไปใช้ในรูป “market” นั่นเอง

เราอาจจะได้พบเห็นคำว่า “mart” ที่ใช้ในความหมายคล้าย ๆ กัน 
ซึ่งมาจากภาษาดัตช์สมัยใหม่ “mart" ซึ่งเป็นรูปผันของ “markt” แปลว่า “ตลาด” เหมือนกันนั่นเอง

ก่อนจบเรื่อง mercury ขอทิ้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอันน่าสนใจไว้สักนิด
Mercury ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของ ดาวพุธ และวันพุธในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “mercredi” (ซึ่งรับมาจากละตินอีกที มีความหมายว่า วันของเทพเมอร์คิวรี่)….

เอาไว้ให้คิดเล่น ๆ ครับ

ก่อนจบจริง ๆ (จริงๆ แล้วนะ)

พูดถึง mercury เลยนึกถึงอีกคำขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกันหรอก แค่หน้าตาคล้ายกันเฉย ๆ

“mercy”

ภาษาละติน “merces” หมายถึง รางวัล / สิ่งตอบแทน 
ในทางคริสตศาสนาได้ใช้ “รางวัล “ ในเชิงอุปมาว่าเป็น “พระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงมอบแก่มนุษย์” ต่อมาคำนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังภาษาฝรั่งเศสโบราณในรูป “merci” และใช้ในเชิงความรู้สึกต่อพระเมตตา ภาษาฝรั่งเศสสมัยใหม่ได้ใช้ “merci” ในการกล่าวขอบคุณ ในขณะที่ภาษาอังกฤษรับมาในรูป “mercy” และยังคงความหมายเดิมว่า “เมตตา” อยู่

โอ้ ยาวมาก 

จบแล้วครับ

สุดท้ายนี้ ก็ขอทิ้งกลอนจากเวนิสวาณิชซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์แปลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ต้นฉบับของ Shakespear) เอาไว้ ณ ที่นี้ครับ --- ไหนว่าจบแล้วไง

“………….
ว่าออร์เฟียสผู้ฉลาดอาจดีดพิณ 
เรียกก้อนหิน, พฤกษา, วารีศรี; 
เพราะสิ่งใดแม้ไม่มีชีวี, 
หรือชั่วช้ากาลีแสนสามานย์, 
ก็แผกผิดธรรมดาเวลาที่ 
ยินดนตรีบรรเลงเพลงสมาน. 
ชนใดที่ไม่มีดนตรีการ 
ในสันดาน, เป็นคนชอบกลนัก, 
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ, 
เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ 
หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก; 
มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี, 
และดวงใจย่อมดำสกปรก 
ราวนรก: ชนเช่นกล่าวมานี่ 
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้. 
เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ.”

 (19-V-07)

The Sound of Music

posted on 07 Apr 2008 16:33 by seta-brahms  in The-Tower-of-Babel

ชีวิตประจำวันผมมักเกี่ยวข้องกับดนตรี

ผมก็เลยนึกเอาคำที่เกี่ยวกับดนตรีมานั่งรื้อค้นถอดรากถอดสแควร์รูทมันออกมา เผื่อจะเจออะไรดี ๆ เข้า

แล้วก็เจอจริง ๆ 

ถ้าท่านเป็นแฟนตัวยงของเทพปกรณัมกรีก ก็คงจะต้องรู้จัก “The Muses” เหล่าเทพีแห่งศิลปะทั้ง ๙ องค์ ต่างองค์ต่างก็ดูแลแขนงต่าง ๆ ทั้งการดนตรี กลอนกวี ลีลาศ นาฏศิลป์ ประวิติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ฯลฯ (แต่เจ๊เ-ยบนี่ไม่นับเป็นเทพีแห่งวัฒนธรรมนะ... หรืออยากจะนับก็แล้วแต่ท่าน) หรือใครเคยดูการ์ตูนเฮอร์คิวลิสของดิสนี่ย์ก็น่าจะพอคุ้น ๆ เทพีตัวเล็ก ๆ ที่ออกมาร้องเพลงสำเนียงคนดำบ้างแหละน่า

แล้วคำว่า Muses นี่แหละที่ทำให้เกิดคำอีกหลายคำตามมา

“Music” คำนี้ชัดเจนสุด ๆ ดูยังกับเป็น muse แล้วเติม suffix บ่งบอกความเป็นคุณศัพท์ยังไงยังงั้น
“Museum” ถ้าแปลตามรากศัพท์ก็คือ “สถานที่ของ Muses” --- ก็เหมาะสมดีหรอกนะ ดูสิ เก็บของมิวส์ ๆ ไว้เพียบ...
และอีกคำหนึ่ง “Mosaic” ถ้าแปลตามรากศัพท์ก็คือ “งานของ Muses” --- ไปเปิดพจนานุกรมศัพท์ศิลปะของราชบัณฑิตฯ เขาอธิบายว่า “การใช้วัสดุชิ้นเล็ก ๆ เรียงต่อกันเป็นภาพหรือลวดลายประดับ ติดต่อด้วยกาวหรือปูน บนผนัง พื้น หรือ เพดาน วัสดุที่ใช้อาจเป็นวัสดุสีเดียวกันหรือต่างสีกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและขนาดของชิ้นงานนนั้น ๆ ตัวอย่างวัสดุเช่น กรวด กระจก กระเบื้อง หิน หินอ่อน ฯลฯ” 
แต่ประวัติงานโมเสกยืนยาวกว่านั้น มันมีมาตั้งแต่สามพันปีก่อนโน่นที่พวกอียิปต์ใช้เปลือกหอยทำหรือพวกกรีกโบราณเอาหินอ่อนมาประดับผนังโบสถ์...

พูดถึง music ก็ต้องพูดถึง sound อันเป็นของเกี่ยวข้องกัน

ผมเคยเดาเล่น ๆ ไว้ว่าคำว่า “เสียง” ที่วิชาภาษาไทยม.ต้นบอกว่ามาจากคำเขมรว่า “สำเนียง” นั้นไปมีเสียงคล้าย ๆ กับคำว่า “สวน- / สวนะ” (บาลี) หรือ “ศฺรวณ” (สันสกฤต) ที่แปลว่าการฟัง นอกจากนั้นยังไปคล้ายคำว่า “sound” เสียด้วย! ก็เลยสงสัยว่ามันอาจจะไปมีรากศัพท์ที่พ้องต้องกันหรือเปล่า

ถ้าได้แต่เดาแล้วไม่ยอมค้นมันก็ไม่รู้ความจริงน่ะสิ --- แล้วว่าตัวเองทำไมนั่น

ค้นไปรื้อมาก็เลยไปเจอของดีเข้าอีกนั่นแหละ

รากศัพท์ของ sound ก็คือ “sonus” ในภาษาละตินที่พ้องกับ “svan-” (“สวน-”) ของบาลีสันสกฤต --- นั่นไงล่ะ

แล้ว sonus ก็ทำให้เกิดคำอีกมากมายตามมา 
รู้จักคลื่นเสียง “sonar” ไหมล่ะคุณ ?
หรือถ้าเป็นนักดนตรีก็น่าจะรู้จัก “sonata” ที่เป็นเพลงรูปแบบหนึ่ง (ผันมาจากคำอิตาลีว่า sonare แปลว่า ออกเสียง) 
หรือบทร้อยกรองประเภทหนึ่งที่ชื่อ “sonnet”

เคยมีเด็กที่เพิ่งหัดเล่นดนตรีมาถามผมว่า “unison” แปลว่าอะไร ?
ผมก็ล้อเล่นไปว่า มันคือ uni แปลว่า หนึ่ง บวกกับ son แปลว่า ลูกชาย unison ก็แปลว่าลูกชายคนเดียว --- เด็กน้อยผู้นี้ก็เชื่อไปอย่างหัวปักหัวปำ 
เลยต้องไปโอ๋แกใหม่ บอกว่า son น่ะ มาจาก sonus ที่แปลว่าเสียงต่างหาก แล้วที่ภาษาดนตรีเขาพูดว่า ขั้นคู่ unison ก็คือขั้นคู่ที่ประกอบด้วยโน้ตตัวเดียวกันสองตัวเล่นพร้อมกัน --- เอาเถอะ ใครไม่เข้าใจก็เอาไว้ก่อน

นอกจากนี้ มันยังเป็นส่วนประกอบของคำภาษาอังกฤษอีกหลายคำเช่น consonant dissonant resonant sonorous ฯลฯ

และเรื่องทั้งหมดมันก็น่าจะจบที่ตรงนี้ ถ้าหากว่าผมไม่ดันไปนึกถึงคำอีกคำหนึ่งขึ้นมา…

มีคำฝรั่งเศสที่ผมรู้จักอยู่คำหนึ่ง คือ “chanson” แปลว่า เพลง

คือนึกถึงเพราะว่ามันมีพยางค์ “son” ต่อท้ายนี่แหละ (จริง ๆ แล้วอาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลยด้วยซ้ำมั้ง)
แล้วคำว่า chanson มันก็ออกเสียงประมาณว่า “ชาง-ซอง”

ว่าเข้าไปนั่น! เรากำลังจะเข้าไปใกล้อีกหนึ่งคำ คือ “song”

แต่เดี๋ยวก่อน! ใจเย็น ๆ ค่อยเป็นค่อยไปน่าจะดีกว่า เดี๋ยวจะยิ่งออกอ่าวออกทะเล

กลับมาที่ chanson ก่อน ผมยังหาหลักฐานที่มาบ่งบอกว่ามันเกี่ยวพันกับ sonus ยังไงไม่เจอ แต่ไปเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจเหมือนกัน 

“chanson” มาจากภาษาละตินว่า “cantio” แปลว่า การร้องเพลง ผันมาจากคำว่า “canere” แปลว่า ร้องเพลง

“cantio” ยังทำให้เราพบศัพท์อีกหลายคำ 
“chant” สวด
ศัพท์เกี่ยวกับเรื่องการร้องเพลงหลายคำอย่าง cantata cantabile cantus canzona chanty ฯลฯ
เกี่ยวกับกลอน เช่น canto
และอยู่ในศัพท์ภาษาอังกฤษหลายคำอย่าง accent descant canticle cant incantation ฯลฯ

กลับมาที่ “song” โยงรากศัพท์ไปถึงภาษาอังกฤษโบราณว่า “sang” ซึ่งเป็นคำเดียวกับในภาษาเยอรมัน ส่วนภาษาดัตช์ใช้ “zang”
นอกจากนี้ยังมีคำว่า “gesang” ที่เป็นคำเยอรมันแปลว่า เพลง อีกด้วย

โอย เหนื่อย….

ผมว่าตอนนี้ผมอาจจะโชคดี (มั้ง) ที่ตอนนี้สมองส่วนที่เมื่อสักครู่ควานหาศัพท์ต่าง ๆ ของผมหยุดทำงาน ไม่นึกถึงคำอะไรต่ออีก

ถ้าเรียบเรียงเนื้อหาไม่ดีต้องขออภัย มันเยอะแยะจริง ๆ 

เอาเป็นว่า ถ้าหากมีใครรู้สิ่งใดเพิ่มเติมหรือทักท้วงประการใดก็ขอน้อมรับครับผม

อ้อ ผมยังติดคำว่า “เสียง / สำเนียง” อยู่ ถ้าใครรู้ช่วยแถลงไขด้วยขอรับ

แล้วจะพยายามอัพเดตบล็อกส่วนนี้บ่อย ๆ นะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน…

 (12-V-07) 

“ผมไม่ใช่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทางภาษา ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ ไม่ใช่นักศึกษาภาษาศาสตร์หรืออักษรศาสตร์ ไม่เคยเรียนวิชาภาษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย... แต่ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่สนใจด้านนี้ เท่านั้นเอง.”

ข้างบนนั่นหมายถึงผมเองแหละครับ ไม่ได้ไป quote ข้อความมาจากหนังหรือวาทะปราชญ์ที่ไหน
ผมเขียนไว้ให้ท่านผู้ที่ (พลัดหลง) เข้ามาอ่านได้ใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจว่าจะอ่านหรือเชื่อเรื่องที่ผมกำลังจะเขียนต่อ ๆ ไปดีหรือไม่

เคยมีอยู่พักหนึ่งที่ผมเป็นนักสะสม dictionary พจนานุกรม สารานุกรม และปทานุกรม มากมายหลายยี่ห้อหลายชนิด จนผมรู้สึกว่าช่วงนั้นเงินในกระเป๋าหมดไปหลายกับหนังสือเล่มเล็กเล่มใหญ่ทั้งสีทั้งไม่สี รวมทั้งผมรู้สึกตัวว่าผมคงท่องหนังสือเหล่านี้ได้ไม่จบครบทุกหน้าทุกเล่มเป็นแน่ ผมจึงหยุดซื้อไป

ผมไม่ได้เป็นเด็กเนิร์ดบ้าเรียนนั่งท่องดิกชันนารี่หรอกนะ ผมแค่หลงใหลภาษาเฉย ๆ 

ภาษาเป็นความมหัศจรรย์ เป็นหลักฐานทางอารยธรรมของมนุษย์ เป็นการจัดระบบระเบียบการสื่อสารของมนุษย์อีกต่างหาก --- ยิ่งพูดจะยิ่งดูวิชาการ

เอาเป็นว่าผมชอบเรื่องของ “ภาษา” ก็แล้วกัน แล้วพอมีอยู่ซัมเมอร์หนึ่งที่ผมได้ไปทัวร์สามสี่ประเทศในยุโรป ผมก็เพิ่งจะมีโอกาสได้นั่งสังเกตอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของภาษาที่ใช้ในประเทศแถบยุโรป (แถว ๆ ที่ผมไปเที่ยวน่ะ) พอกลับมาไทยก็มานั่งค้นคว้าต่อ --- ประมาณว่าติดลม

จนค้นพบความจริง --- ตื่นเต้นเหมือนค้นพบว่าโลกกลม

ไม่ใช่แค่ยุโรปสามสี่ประเทศที่ผมเพิ่งได้ไปเยือนเท่านั้น แต่ครอบคลุมเกือบจะทั่วโลกที่ภาษาเกี่ยวโยงกัน จนเกือบจะสามารถพูดได้ว่า แท้จริงแล้วทุกภาษาในโลกนี้เป็นภาษาเดียวกัน!!

หนังเรื่อง Babel บอกว่าพระเจ้าสาปให้มนุษย์พูดกันคนละภาษา --- อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ผมไม่กล้าฟันธงว่าทุกภาษาในโลกมีรากมาจากภาษาเดียวกันหมด เพราะว่ามันก็ยังมีการแบ่งตระกูลภาษาออกไปอีกหลายตระกูล

นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่ามนุษย์นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากแผ่นดิน ๆ หนึ่ง แล้วจึงค่อยอพยพแยกย้ายกันเดินทางไปประจำยังดินแดนอื่น ๆ ทำให้ภาษาจากที่ใช้เหมือนกันค่อย ๆ เพี้ยนกันไป --- นี่เป็นข้อมูลจากสำนักหนึ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมา (จริง ๆ คือฟังมาหลายสำนักมากจนไม่รู้ว่าจะยึดอันไหนเป็นหลักดี ก็เลยเอาอันนี้มาเป็นตัวอย่าง)

ตระกูลภาษาที่ไม่รู้ว่าใหญ่ที่สุดหรือเปล่า แต่มีเครือญาติมากมายได้แก่ภาษาตระกูล อินโด-ยูโรเปียน หรือ อินโด-อารยัน ซึ่งใช้ครอบคลุมตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงอินเดีย!

ถ้าผ่านวิชาประวัติศาสตร์มาคิดว่าน่าจะพอได้ยินเรื่องทำนองว่า ชาวอารยันเผ่านู้นเผ่านี้เดินทางไปบุกรุกอาณาจักรนู้นอาณาจักรนี้ กันมาบ้างแหละ
อันที่จริงเรื่องของการบุกรุกกันไปบุกรุกกันมานี่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มนุษย์ได้ซึมซับภาษาซึ่งกันและกัน หรือถ้าจะคิดในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจเป็นการที่ลูกหลานเพื่อนร่วมสายพันธุ์ที่ใช้ภาษาเดียวกันกลับมาพบเจอหน้ากันแล้วเอาภาษาที่เดิมเป็นภาษาเดียวกันมาอวดกันว่าของข้าเปลี่ยนไปแค่ไหน ฟังเสียงดูเพราะกว่าของแกอีก --- ว่าเข้าไปนั่น ชักเพ้อเจ้อใหญ่

ดังนั้น เมื่อรู้ดั่งนี้แล้ว มนุษย์จึงไม่ควรรบราฆ่าฟันกัน ขอให้สันติสุขจงมีแด่โลกเถิด --- ขอนอกเรื่องนิดนึง...

บางคนก็สงสัยว่าเป็นคนไทยแล้วก็ไม่รู้จะต้องไปรู้เรื่องภาษาอินโด-ยูโรเปียนอะไรนี่เลย 
แต่อย่าลืมนะครับว่าภาษาไทยก็รับเอาภาษาแขก (บาลี-สันสกฤต) มาใช้เยอะเหมือนกันนะครับ แล้วภาษาแขกนี่ตัวดีเลยล่ะ ดูคลับคล้ายคลับคลากับภาษาละตินยังกะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน (แต่ไม่แน่ใจว่าพ่อเดียวกันหรือเปล่า) 

ผู้รู้บางคนก็เคยเล่าว่า ฝรั่งบางคนเดินทางมาอินเดียแล้วค้นพบว่าภาษาสันสกฤตนั้น มีระบบระเบียบยิ่งกว่าภาษาละตินเสียอีก!

เอาล่ะ ยิ่งพูดชักเริ่มยาว ประวัติความเป็นมาของแต่ละภาษายิ่งแยกย่อยยิ่งยาว เอาเป็นว่าท่านผู้ที่สนใจก็ลองหามาอ่านเพิ่มเติมกันเองละกันนะ (เอ้า! ขี้เกียจซะงั้น) แต่ผมรับรองว่าสนุกจริง ๆ ครับแถมยังจะได้รู้ที่ไปที่มาของศัพท์แต่ละคำอีก หรือถ้าท่านนักภาษาศาสตร์หรือท่านผู้รู้ตัวจริงหรือผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องภาษาจะเข้ามาแบ่งปันความรู้ให้ท่านอื่น ๆ และผมได้กระจ่างหรือได้รับความรู้เพิ่งขึ้น ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งขอรับ

อย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น ผมก็แค่คนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นทีเล่มนี้ทีผสมข้อสันนิษฐานของตัวเอง (และผู้อื่น) ดังนั้นจึงกราบขออภัยหากมีข้อมูลผิดพลาด หรือท่านผู้รู้จะเข้ามาแถลงไขด้วยตัวเองจะเป็นพระคุณยิ่ง

สุดท้ายนี้ ผมจะพยายามอัพเดทบล็อกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้ท่านสนุกสนานกับบล็อกอันแสนน่าเบื่อของผมนะครับ... (เอ๊ะ ยังไงกัน !?)

 (12-V-07)