The-Unanswered-Question

ยอมรับกันหรือเปล่าว่าชีวิตมนุษย์เรานั้นช่างกระจ้อยร่อยนัก?
 

ยอมรับกันไหมว่า เมื่อเทียบกับดาวพราวพร่างอันมากมหาศาลนั้น ตัวเรากระจิริดเสียยิ่งกว่าเศษฝุ่นผงที่ปลิวคว้างในเวิ้งจักรวาลไพศาล

บางครั้งเรายอมรับความจริงเหล่านี้ พร้อมๆกับที่หลายครั้งก็ลืมตัว หลงคิดว่าตนยิ่งใหญ่ คิดว่าชีวิตตนสำคัญนักหนาและพร้อมจะทะเยอทะยานยิ่งใหญ่อยู่เสมอ

เราแทบทุกคนมีความทะยานอยาก มากน้อยต่างกันไป

ไม่ว่าจะปริมาณเท่าใด บ่อยครั้งที่ความทะเยอทะยานกับกิเลสความอยากส่วนตัวแยกจากกันไม่ออก

หลายคนทะยานอยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จนดูคล้ายมีความฝันอันยิ่งใหญ่ 

แต่แท้จริงแล้ว ความฝันที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ในชีวิตกระจ้อยร่อยของมนุษย์นั้น จะยิ่งใหญ่ได้สักแค่ไหนกันเชียว?

คนบางคนทะเยอทะยานสูงส่งจนต้องเหยียบย่ำผู้อื่น ต้องใช้เท้ากวาดสิ่งรอบข้างที่เกะกะขวางทางทิ้งไป หรือกระทั่งกระทืบทำลายจนแหลกราญเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขวางทางต่อจุดหมายที่ตนคิดว่ายิ่งใหญ่

แต่แท้จริงแล้ว ความฝันที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ในชีวิตกระจ้อยร่อยของมนุษย์นั้น จะยิ่งใหญ่ได้สักแค่ไหนกันเชียว?

มนุษย์ลืมตามีชีวิตบนโลกและดำรงอยู่บนโลก ชีวิตต้องพึ่งพิงสรรพสิ่งบนโลกและเพื่อนร่วมโลก ทุกสิ่งทุกอย่างต่างเกื้อกูลกัน และการดำรงอยู่ของสิ่งๆหนึ่งก็มีผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การดำรงอยู่ของคนหนึ่งคนก็มีผลกระทบต่อคนอื่นๆและสิ่งอื่นๆ

เรายังสูดเอาลมหายใจของโลก และต้องพึ่งพิงเพื่อนร่วมโลก

เช่นนั้นแล้วเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกและเพื่อนร่วมโลกได้หรือ?

เช่นนั้นแล้วเราจะยังแสร้งทำเป็นว่าชีวิตของเรานั้นสำคัญกว่าชีวิตคนอื่น ไม่รับรู้ไม่ใส่ใจในความเป็นไปของชีวิตอื่นๆได้อีกหรือ?

เช่นนั้นแล้วเรายังคิดว่าความทะเยอทะยานและความใฝ่ฝันของเรายิ่งใหญ่-ยิ่งใหญ่จนสามารถเหยียบย่ำชีวิตรอบข้างและแสร้งไม่ใส่ใจชีวิตอื่นๆความฝันอื่นๆได้อีกหรือ?

ประโยคที่ว่า "ชีวิตใครชีวิตมัน" ยังควรจะหลุดออกมาจากปากพวกเราอีกหรือ?

ความคิดที่ว่า  "อย่าปล่อยให้ใครมาขัดขวางความฝัน ใครเข้ามาต้องเขี่ยให้ทิ้งไป" ยังควรจะผุดขึ้นมาในสมองพวกเราอีกหรือ?

ความฝันของเรามีค่าถึงขนาดยอมทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่่อตัวเอง แม้จะเบียดเบียนผู้อื่น ปิดกั้นโอกาสของผู้อื่น กระทั่งส่งผลร้ายต่อผู้อื่น เชียวหรือ?

 

ความฝันของเรา...

 

สำคัญเพียงนั้นเชียวหรือ? 

 

เหตุผลที่ผมได้ยกประโยคคำถาม (ที่ดูกำลังจะกลายเป็นปัญหา) คลาสสิกนี้ขึ้นมา ไม่ได้เป็นเพราะว่าผมได้รับแรงบันดาลใจจากประโยคอันจำเจว่า “ปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือกันปีละ xx บรรทัด” หรือว่าผมมีส่วนได้ส่วนเสียในวงการธุรกิจหนังสือแต่อย่างใด แต่ว่าผมกำลังอยากจะฟังความเห็นของทุกๆ ท่านที่ได้เข้ามาเห็นข้อความนี้ อยากให้ทุกท่านได้ลองพยายามเกร็งเปลือกตาอย่าให้มันปิดในขณะที่ท่านกำลังจะอ่านสิ่งที่ผมนำเสนอข้างล่างนี้ แม้ว่าแลดูคร่าวๆ อาจจะดูยืดยาวและชวนเวียนหัวชวนหลับไปสักหน่อยก็ตาม แต่ผมก็อยากทราบและอยากฟังความคิดของท่านๆ รวมทั้งช่วยกันระดมหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ (ซึ่งดูเหมือนจะมีการพยายามแก้ปัญหากันมาหลายปีดีดักแล้วแต่ก็ยังทำกันได้ไม่สำเร็จ) หรือถ้าถ้าสุดท้ายหาวิถีทางไม่ได้ อย่างน้อยขอให้พวกเราได้มีส่วนช่วยเป็นเสียงเพียงเล็กน้อยในการกระตุ้นเตือนให้คนไทยรักการอ่านก็ยังดี หลังจากเกริ่นมายืดยาว ขอเริ่มละครับ 
 
ทักษะการสื่อสาร

ถ้าแบ่งทักษะการสื่อสารเป็น 4 อย่าง ก็จะได้เป็น ฟัง พูด อ่าน เขียน

แล้วถ้าจะจับคู่ว่าอะไรเกี่ยวข้องกันมากที่สุด ก็คงจะได้เป็น ฟัง-พูด กับ อ่าน-เขียน

จริงๆ แล้วเราอาจจะพูดได้ว่า อ่าน กับ เขียน นั้นเป็นสิ่งๆ เดียวกันเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นเดี๋ยวเรามาว่ากันอีกทีหนึ่ง

เปรียบเทียบกับสมัยก่อน

เราต้องยอมรับความจริงกันว่าเด็กไทยปัจจุบัน (ซึ่งความจริงก็คือคนไทยโดยส่วนมากนั่นแหละ) ไม่รักการอ่าน หากจะเปรียบเทียบกับคนรุ่นก่อน ในยุคเก่า สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ‘หนังสือ’ จึงดูเหมือนเป็นไม่กี่ช่องทางที่จะทำให้คนสามารถหาความรู้ ติดตามข่าวสาร หาความบันเทิง หรือแม้กระทั่งนำมาเป็นหัวข้อในวงสนทนาหรือจะได้สามารถเข้าร่วมวงสนทนาได้ (ในกรณีที่เป็นข่าวสารหรือวรรณกรรม) 

พอมาปัจจุบัน การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้มีสื่อและเครื่องบันเทิงต่างๆ มากขึ้น เรากำลังมีโทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเกม โทรศัพท์มือถือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 

เวลาว่างของคนปัจจุบันจึงสามารถผลาญไปได้ด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงชีวิตประจำวันเราก็ต้องพึ่งสื่อหลากหลายรูปแบบ หนังสือจึงไม่ได้เป็นช่องทางเดียวในการติดต่อกับสังคมอีกต่อไป การณ์ยังกลับกลายเป็นว่า การอ่านหนังสือจะกลายเป็นการตัดตัวเองขาดออกจากสังคมอีกต่างหาก 

ด้วยการเติบโตของสิ่งต่างๆ มากมายเหล่านี้เอง ทำให้คนอยู่ในสภาวะ ‘ข้อมูลท่วม’ และ ‘สมาธิสั้น’ ข้อมูลและการสื่อสารมากมายได้ไหลล้นท้นถั่งเข้าสู่พวกเราโดยไม่อาจห้ามปราม และสุดท้ายต้องยอมจำนนกับกระแสเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีและวัตถุนิยม

การอ่านสำคัญอย่างไร?

ถึงแม้หลายคนจะอยากหลีกเลี่ยง แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า องค์ความรู้บางอย่างสามารถหาได้จากการอ่านเพียงเท่านั้น

พูดในแง่การศึกษาหาข้อมูลและความรู้, อย่างง่ายที่สุด, หากเราจะต้องการศึกษาตำราเรียนสักวิชา การอ่านดูจะเป็นวิธีเดียว เพราะไม่ว่าจะมีการอัดเลคเชอร์เพื่อมาฟังหรือการดูสารคดี สุดท้ายแล้ว การอ้างอิงและการจดบันทึกก็ต้องทำออกมาเป็นรูปลักษณ์ของตัวหนังสืออยู่ดี และการอ่านก็เป็นวิธีการเดียวที่จะเข้าถึงตัวหนังสือเหล่านั้นได้

ในแง่การสื่อสาร, เราไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าวิธีการสื่อสารด้วยการฟัง-พูดนั้น ‘ตื้นเขิน’ หากเป็นการสนทนาที่เป็นหัวข้อง่ายๆ สั้นๆ ในชีวิตประจำวัน ฟัง-พูด ก็เป็นหนทางที่เหมาะควร แต่ถ้าหากเราต้องสนทนาเรื่องที่ซับซ้อน ยืดยาว และต้องการการเรียบเรียงหรือการจัดระบบความคิดมาก การอ่าน-เขียนดูจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า (เพราะเรามีเวลาเตรียมตัว เรียบเรียงและจัดระเบียบข้อมูลก่อนจะถ่ายทอด ต่างกับการพูดคุยธรรมดาที่มีข้อจำกัดหลายๆ ประการทั้งเวลา สถานที่ และอื่นๆ)

ที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นว่า การอ่าน-เขียน เหมือนเป็นสิ่งเดียวกันก็เพราะว่า ในแง่การสื่อสาร หากต้องการสื่อความคิดโดยเราเป็นผู้เริ่มสื่อ เราจะต้อง ‘อ่าน’ ความคิดของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือ (หรือเรื่องบางเรื่องก็ซับซ้อนขนาดดึงแค่ข้อมูลดิบๆ คร่าวๆ จากในหัวมาจดลงกระดาษให้เห็นภาพแล้วจึงค่อยเรียบเรียงอีกทีก็ยังมี) 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการอ่าน-เขียนนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก 

นอกจากนั้น การอ่าน-เขียนนั้น คือการที่สมองได้ทำงานอยู่กับ ‘การจัดระบบระเบียบข้อมูล’ ตลอดเวลาหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงข้อมูลในหัวเพื่อเขียน หรือการอ่านแล้วตีความ ย่อยข้อมูล และเรียบเรียงข้อมูลเข้าหัวตัวเอง เมื่ออ่านบ่อยๆ และสมองได้ฝึก ‘คิด’ บ่อยๆ เราก็สามารถเรียก (แบบภาษาชาวบ้าน) ได้ว่า ‘ฉลาดขึ้น’

นอกจากนี้ การอ่านยังจำเป็นต้องมีวิจารณญาณ อ่านหนังสือให้แตก และอ่านอย่างหลากหลาย รวมถึงสามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ได้

การอ่านอย่างหลากหลายก็เหมือนการได้เปิดตัวเองเข้่าสู่โลกแบบต่างๆ เราจะได้เห็นมุมมองต่างๆ มากขึ้น และเมื่อเกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณพร้อมกับการอ่านอย่างหลากหลายแล้ว เราจะมี ‘มิติทางความคิด’ มากขึ้น

‘มิติทางความคิดมาก’ กับ ‘ใจกว้าง’ นั้นผมว่าใกล้เคียงกัน การอ่านมากได้รับข้อมูลมาก ได้ตกตะกอนข้อมูลมาก เกิดมิติทางความคิดมาก แยกแยะสิ่งต่างๆ ได้มาก ได้รับรู้มุมมองต่างๆ มาก จะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เข้าใจความหลากหลายในโลก และมีแนวโน้มที่จะทำให้เรา ‘ยอมรับ’ ความหลากหลายและสามารถเปิดใจได้กว้างขึ้น (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์) และถ้าหากมนุษย์ในโลกสามารถเปิดใจยอมรับกันได้แล้วล่ะก็ ลองคิดดูสิครับว่าโลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้นขนาดไหน

สุนทรียภาพในการอ่าน

สำหรับ ‘วรรณกรรม’ นั้น ไม่ใช่หนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างโจ่งแจ้งหรือเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้อย่างตำราเรียน แต่ว่าวรรณกรรมนั้น ในแง่ความบันเทิง, ต้องการการอ่านอย่างดื่มด่ำ ต้องการการอ่านอย่างมีอารมณ์ร่วม ละเมียดละไมในรสภาษา และละเอียดอ่อนกับความงามของมัน ในแง่นี้แล้ว วรรณกรรมไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องมือขัดเกลาจิตใจมนุษย์ ช่วยให้จิตใจมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น 

นอกจากนี้ วรรณกรรมยังมีหน้าที่อื่นนอกจากสร้างสุนทรียภาพอีก วรรณกรรมนั้นโดยส่วนมากจะเป็นสารอย่างหนึ่งจากผู้เขียนถึงผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนภาพปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดจิตสำนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา และแน่นอนว่าวรรณกรรมที่ดีหลายชิ้นต้องการจะส่งสารบางอย่างให้มนุษย์ช่วยกันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งผู้อ่านอ่านมามาก มีประสบการณ์การอ่านสูง อ่านอย่างแตกฉาน และสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้ ก็ยิ่งทำให้อ่านได้อย่างเข้าใจสารมากขึ้นและเกิดสุนทรียภาพในการอ่านมากขึ้น 

ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านในปัจจุบัน

(นี่คือรายการของปัญหาเท่าที่สมองน้อยๆ ของผมจะคิดได้ในปัจจุบันขณะนี้ หากท่านใดรู้อะไรเพิ่มรบกวนช่วยกันบอกด้วยครับ)

- ปัญหาสำคัญอันดับแรกเลยคือ ‘การอ่านหนังสือไม่แตก’ หากไม่ได้รับการฝึกฝนหรือขัดเกลาดีๆ แล้วเกิดมีคนประเภทอ่านหนังสือไม่แตกตลอดชีวิตขึ้นมา เขาคนนั้นแม้ว่าจะอ่านหนังสือกี่พันกี่หมื่นเล่ม เขาก็จะไม่มีวันเข้าใจสารในหนังสือนั้นๆ ได้เลย และต่อให้เราจัดงานหนังสือทุกเดือนและคนแห่กันมาซื้อหนังสือมากแค่ไหน ถ้าคนส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่แตก นอกจากคุณค่าของหนังสือจะลดลงแล้ว อาจยังก่อให้เกิดการตีความหนังสือผิดและก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมาได้

- ปัญหาเกี่ยวกับการปลูกฝังการอ่านให้กับเด็กนักเรียน : บ่อยครั้งในโรงเรียนที่เด็กรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดและถูกบังคับให้อ่าน ทั้งตำราและวรรณกรรม ถ้าเด็กจะอ่านก็เพื่อให้เอาไปทำข้อสอบได้ (คิดดูสิว่ามันน่าเศร้าขนาดไหนที่อ่านวรรณกรรมอย่างเคร่งเครียดเพื่อจดจำรายละเอียดและเอาไปเก็งข้อสอบ...) นอกจากระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ใส่ใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการอ่านอย่างชัดเจนแล้ว ยังทำให้การอ่านกลายเป็นยาขมสำหรับเด็กอีกด้วย

- ปัญหาระดับระบบการศึกษา : จากที่เห็นกันมานาน เรากำลังเน้นการท่องจำและการอ่านอย่างงมงาย หากให้พูดอย่างสัตย์จริง ผมขอเรียกการเรียนประวัติศาสตร์แบบที่เรากำลังทำกันอยู่โดยส่วนใหญ่ว่า เป็น ‘การอ่านแบบงมงาย’ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามหรือสงสัยต่อข้อมูล บ่อยครั้งที่ให้จดจำรายละเอียดโดยแยกขาดจากบริบทสังคมปัจจุบันและศาสตร์อื่นๆ รวมทั้งบังคับให้เชื่อฝังใจในข้อมูลตามตำราอย่างไม่มีข้อโตแย้ง (ผมขอไม่พูดเรื่องการ make ประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ชาตินิยมก็แล้วกัน เดี๋ยวยิ่งยาว...) 

นอกจากนี้ ‘ข้อสอบ’ ที่มีคุณค่าเพียงการวัดผลการศึกษาตามความต้องการของระบบ ก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ข้อสอบปรนัยนั้นเป็นการ block ความคิดสร้างสรรค์และทัศนะส่วนบุคคลที่ได้ผลชะงัดที่สุด ‘สิ่งถูก-ผิด’ มีให้เลือกเพียงใน 4 ตัวเลือกเท่านั้น! ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วสถานการณ์หลายอย่างในสังคม ไม่มีข้อใดถูกที่สุดหรือผิดที่สุดเพียงข้อเดียว เพราะมันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องมาจากประวัติศาสตร์และบริบทต่างๆ อันซับซ้อนมากมาย ทว่าเด็กนักเรียนกลับถูกบังคับให้ ‘เลือก’ สิ่งถูกผิดเพียงข้อเดียวอยู่เกือบตลอดเวลา รวมทั้งมีน้อยครั้งที่จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ (และที่น่าเศร้าก็คือ ผมได้ยินมาว่า วิชาการอ่านแบบมีวิจารณญาณของมัธยมศึกษานั้น คำถามในหนังสือเป็นแบบปรนัย ให้อ่านเรื่องสั้นแล้วตอบคำถามซึ่งเป็นคำถามวิเคราะห์ แต่ดันมีคำตอบเป็นตัวเลือกแบบ ข้อใดถูกเพียงข้อเดียว มาให้เสียนี่...)

- ปัญหาเด็กเกลียดการอ่าน : อย่างกล่าวมาข้างต้น ว่าการเติบโตของเทคโนโลยีทำให้เด็กปัจจุบันมีอะไรให้ทำมากมาย มีการสื่อสารอย่างฟุ่มเฟือย ข้อมูลท่วม และสมาธิสั้น (จะมีเด็กกี่คนที่ตั้งใจอ่านบทความยืดยาวเปลืองพลังงานสมองในอินเทอร์เน็ต) และเมื่อการอ่านไม่ได้ถูกปลูกฝังและเด็กไม่เห็นความสำคัญตั้งแต่ต้น กิจกรรมที่ต้องตั้งสมาธิอย่างอ่านหนังสือจะถูกละเลยและถูกมองเป็นยาขมไป

- ปัญหาผู้ใหญ่ไร้วิสัยทัศน์ : เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนไม่รักกการอ่านและมองไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน จึงยากที่จะเกิดการแก้ปัญหาและการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง

- การส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนหลายๆ ที่นั้นเป็นเพียง trend และทำโดยละเลยจิตใจของนักเรียน ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ระบบการศึกษาทั้งระบบนั่นแหละ ที่ใส่ใจกับทฤษฎีและมุ่งเน้นการรับใช้ระบบมากเกินไปจนละเลยความสุขของผู้เรียน และไม่ใส่ใจจะมอบอิสระเสรีทางความคิดให้กับผู้เรียน

- ฯลฯ ซึ่งคงมีอีกมากมายแต่ ณ ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออก

สรุป

เนื่องจากว่ามันเป็นประเด็นที่ซับซ้อนมาก ผมจึงทำได้เพียงลิสต์ความคิดออกมาเป็นหัวข้อคร่าวๆ ได้แบบนี้เพียงเท่านั้น ต้องขออภัยหากมันไม่ครอบคลุม หรือมีช่องโหว่ หรืออ่านยาก 

ทีนี้ผมอยากลองฟังความเห็นของทุกท่านว่าทุกท่านมีความเห็นกับปัญหานี้อย่างไร และท่านมีแนวทางแก้ปัญหาที่ได้ลองคิดไว้ในหัวหรือไม่

ทั้งหมดนี้เพื่อจะให้ทุกคนรักการอ่าน

และสุดท้ายการอ่าน

จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น...

 

ทำไมกันนะ?

ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างคน, ในหลายๆ ครั้ง, จึงต้องเต็มไปด้วยเงื่อนไขอันมากมาย?

ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างคน, ซึ่งเปราะบางอยู่แล้วโดยธรรมชาติ, จึงต้องถูกคนทำให้มันแหลกสลายได้ง่ายดายยิ่งขึ้นไปอีก?

ง่ายยิ่งเสียกว่าแก้วเพียงตก-แตก 

ง่ายยิ่งเสียกว่าอากาศธาตุไหวน้อยๆ ฝุ่นผงที่ล่องลอย-ลิ่ว

ง่ายยิ่งเสียกว่ามนุษย์ปกติธรรมดาขยับเปลือกตา-กะพริบ

ความสัมพันธ์อาจมีเงื่อนไชในตัวเอง หรือไม่ก็อาจ ‘ถูก’ กำหนดเงื่อนไข หรือไม่ก็อาจ ‘จำเป็น’ ต้องมีเงื่อนไข?

ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ความสัมพันธ์ของคนที่ปรากฏโฉมต่อสายตาทั่วไปมักเป็นสิ่งซับซ้อนยุ่งเหยิงและเมามาย ทว่าเป็นที่คุ้นชินจนเราแทบทุกคนยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ

ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนิยามให้ความสัมพันธ์ด้วยข้ออ้างด้านการกำหนดสภานภาพทางสังคม

หรือการต้องตัดความสัมพันธ์กับใครคนหนึ่งเพื่อไปสานสัมพันธ์สายใหม่กับใครอีกคนหนึ่ง

หรือว่าการทำให้ชีวิตคนๆ หนึ่งต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของความสัมพันธ์หนึ่งๆ

คนหลายคนแม้จะรู้สึกอึดอัดกับเงื่อนไขเหล่านี้ แต่ก็ไม่วายที่จะสร้างเงื่อนไขสารพัดขึ้นมาผูกมัดและตอกย้ำตัวเอง

เงื่อนไขกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนชินชา มองไม่เห็นความรุนแรงของมัน รวมทั้งยอมรับมันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

การหลีกเลี่ยงเงื่อนไขหรือการไม่ยอมมีเงื่อนไขอาจถูกประนามเป็นการหลบหนีและการไม่ยอมรับความจริง

ซึ่งนั่นหมายความว่าทุกคนยอมรับว่าความสัมพันธ์ไม่เคยเป็น ‘สิ่งบริสุทธิ์’อย่างนั้นหรือ?

.

.

.

ทำไมกันนะ?